หน้าแรก การเมือง กอ.รมน.ซัดเอ็...

กอ.รมน.ซัดเอ็นจีโอ แฉเหตุทรมานผู้ต้องหาภาคใต้ แค่รายงานขอเงินต่างประเทศ

11.02.16 | 17:37 น.

กอ.รมน.โต้”เอ็นจีโอ” ปมซ้อมทรมานพื้นที่ จชต. ชี้ตั้งข้อสังเกต 4 ประการ

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พล.ต.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงการรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ตระหนักและระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนเสมอ ซึ่งปัจจุบันสภาพแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่องค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กรยังคงใช้ลักษณะการขับเคลื่อนองค์กรแบบเดิมๆ โดยไม่มีท่าทีในการปรับบทบาท พร้อมกันนี้ได้ตั้งข้อสังเกต 4 ประการ ต่อรายงานสถานการณ์ทรมาน กล่าวคือตามที่ปรากฏข่าวมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และองค์กรเครือข่าย ได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2557-2558 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยอ้างการใช้กฎหมายพิเศษทำให้เกิดอุปสรรคในการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกที่เป็นอิสระ และนำข้อมูลจากคำบอกเล่าฝ่ายเดียวของผู้ร้องเรียนระหว่างปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวน 54 ราย ประกอบด้วยการกระทำทรมานทางจิตใจและทางร่างกาย พร้อมนำนิยามศัพท์ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จำกัดเฉพาะเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐมาอ้างอิงในรายงานนั้น

พล.ต.บรรพตกล่าวต่อว่า กรณีนี้ กอ.รมน.ขอชี้แจงว่า การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ห้วงระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ภายใต้นโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ อันเป็นผลทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันมีแนวโน้มคลี่คลายไปสู่การแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกันตามแนวทางสันติวิธี โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน สังเกตได้จากเหตุการณ์ความรุนแรงเริ่มบรรเทาเบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัด จนอาจกล่าวได้ว่าสภาพแวดล้อมในพื้นที่ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว ทุกภาคส่วนได้ตระหนักรู้ถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเครือข่ายภาคประชาสังคมส่วนใหญ่ตื่นตัวจัดการระดมความคิดเห็นเตรียมการรองรับในหลากหลายรูปแบบ แต่ขณะเดียวกันองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กรยังคงใช้ลักษณะการขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิธีการแบบเดิมๆ โดยไม่มีท่าทีในการปรับบทบาทตามเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่ แม้แต่การกำหนดชื่อองค์กรหรือวัตถุประสงค์ที่ยังขัดแย้งกันในตัวเอง ในรายงานข้างต้นนี้อาจเข้าใจได้ว่าองค์กรเขียนโครงการไปขอรับการสนับสนุนเงินทุนจากต่างประเทศ แต่เมื่อเหตุรุนแรงลดลงจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเก่านำมารายงานใหม่ให้สมกับเงินทุนที่ได้รับมา และที่น่ากังวลคือ รายงานฉบับดังกล่าวเมื่อถูกเผยแพร่ออกไปต่างประเทศอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงได้ สอดคล้องกับข้อสั่งการของ นรม./ผอ.รมน. เมื่อวันที่ 10 ก.พ.59 ถึงรายงานข้อมูลเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่องค์กรระหว่างประเทศได้รับ ไม่ตรงตามสถานการณ์ที่เป็นจริง และขอให้ช่วยกันชี้แจงแก้ไข โดยเฉพาะการจัดอันดับประเทศที่มีภัยคุกคามจากการก่อการร้าย ด้วยการนำสถิติเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปเหมารวมเป็นความเสี่ยงของภัยคุกคามจากการก่อการร้ายในภาพรวมของประเทศ

“การปฏิบัติงานที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงได้จัดการอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ตระหนักรู้และสร้างความเข้าใจ รวมทั้งความพยายามทั้งปวงในการระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนเสมอมา ทั้งนี้ ได้อาศัยความร่วมมือของผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน เครือญาติ และหน่วยงานภายนอกต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับ มาร่วมกันเป็นสักขีพยานในทุกขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมาย หรือในภายหลังหากมีข้อสงสัยประการใดหน่วยงานในพื้นที่ก็พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ในโอกาสนี้ กอ.รมน. มีข้อสังเกต 4 ประการ คือ 1.บรรดาองค์กรที่จัดทำรายงานฉบับนี้มีสถานะเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ และถ้าหากมีอำนาจหน้าที่แล้ว องค์กรมีสถานะตามข้อกฎหมายภายในประเทศฉบับใด 2.การจัดทำรายงานห้วงระหว่างปี 2557-2558 ปรากฏมีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือไม่ 3.ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นเรื่องเก่าจากคำบอกเล่าเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงใช่หรือไม่” พล.ต.บรรพต กล่าว และว่า 4.เหตุใดจึงอ้างข้อกฎหมายระหว่างประเทศโดยละเลยต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยกลไกตามกฎหมายพื้นฐานภายในประเทศ จึงอาจสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทต่อหน่วยงานของรัฐได้

 

Advertisement