ในเชิงเศรษฐกิจประเด็นร้อนขณะนี้คงไม่เกินเรื่องเศรษฐกิจไทยว่ายังอยู่ในภาวะทรุดหรือดีขึ้นแล้ว และเศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตได้ตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ของปี 2559 ในอัตรา 3-3.5% ได้จริงหรือ?
ดังนั้น “มติชน” ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ขณะเยือนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ครั้งที่ 7 (ACMECS) และการประชุม World Economic Forum on the Mekong Region (WEF-Mekong) ซึ่งได้ฉายภาพถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายปีนี้ และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2560 รวมถึงสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดี
การประชุมแอคเมคส์สะท้อนอะไร
นายสมคิดระบุว่า การประชุมแอคเมคส์ครั้งนี้ สิ่งที่เห็นชัด คือ การตื่นตัวสูงมาก และเห็นความสำคัญต่อการปรับตัวให้สอดรับกับเศรษฐกิจโลกไม่ดี สหรัฐยังไม่ฟื้น สหภาพยุโรป (อียู) ยังแย่ แต่อาเซียนโตเร็ว และอาเซียนกลายเป็นซัพพลายเชนของโลก ซึ่งสหรัฐ อียู จีน มองอาเซียนเป็นฐานให้เขา โดยผู้นำเห็นพ้องแอคเมคส์ คือ หัวใจของอาเซียน แต่ต้องรวมกัน ไม่ใช่ต่างทำต่างพัฒนาจะไม่ก่อประโยชน์อะไร เพราะผู้ลงทุนเขามองทั้งอาเซียน
ต่อไปแต่ละประเทศต้องหารือและจัดวางยุทธศาสตร์ร่วมกันไม่ใช่แค่เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมและขนส่ง แต่ต้องพัฒนาบุคลากร ภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยว ส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆ สร้างเอสเอ็มอีด้วยกัน และนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งจะผลักดันต่อเนื่องให้เกิดขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า
“ผมไม่ได้มองแค่ไทยแลนด์ 4.0 แต่ใช้แอคเมคส์ในการต่อยอดซัพพลายเชน ใน 5 ประเทศควรเชื่อมโยงและจัดทำแผนแม่บท เพื่อกำหนดทิศทางไปด้วยกัน”
นอกจากเชื่อมโยง สิ่งสำคัญคือ ประเทศไทยต้องมองให้ดีๆ ว่า ทำไมทุกประเทศแอคเมคส์นอกเหนือจากไทย ถึงมีอัตราเศรษฐกิจสูงมากปีละ 6-7% ไม่ใช่เพราะขนาดเศรษฐกิจประเทศเขาเล็กจึงโต แต่เพราะเขากำลังมาแทนที่เราในอุตสาหกรรมที่ทำให้ไทยเติบโตมาก่อน อย่างเวียดนาม ตอนนี้อุตสาหกรรมรองเท้าเติบโตมาก หมายความว่าสิ่งที่เราเคยแข็งแรงและเจริญมาใน 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้ถูก 4 ประเทศนี้รับไปแล้ว เพราะค่าแรงถูกกว่า
ภารกิจจากนี้เน้นเรื่องอะไรบ้าง
ภารกิจของรัฐบาลชุดนี้มี 2 อย่าง 1.อย่าให้เศรษฐกิจในประเทศทรุด เพราะว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี ขณะที่เราส่งออกถึง 70% ของจีดีพี จากนี้เศรษฐกิจไทยความแน่นหนาไม่เหมือนในอดีตแล้ว ถ้าไม่ให้ทรุดจนชาวบ้านเดือดร้อน ต้องพยายามให้เติบโตภายในผสม ฉะนั้นปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ได้พยายามก้าวไปในเศรษฐกิจฐานราก
ขณะเดียวกันมุ่งไปในภารกิจที่ 2.พร้อมๆ กัน คือ การปฏิรูปโครงสร้างการผลิต เพราะหากไม่ปฏิรูปโครงสร้างการผลิต จะไม่มีการเติบโตได้ เพราะอุตสาหกรรมที่เคยแข็งแรงผ่านมือไปแล้ว โดยไทยต้องกล้าก้าวออกไปประเทศอื่นและเชื่อมโยงการผลิตและขนส่ง ขณะเดียวกันเราต้องหาสิ่งใหม่ๆ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเชื่อมโยงไปในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ผมเรียกระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ จะเป็นสิ่งสำคัญ หากพัฒนาได้ภายใน 5 ปี และประเทศข้างๆ ไทยมีการเติบโตมาก ประเทศไทยจะเป็นฐานการลงทุน สินค้าทั้งหมดจะชิปได้หมด ซึ่งความสามารถในการแข่งขันไทยต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดภายใน 3-4 ปีนี้
ปลายปีนี้จะมีอะไรออกมากระตุ้น
ด้านหนึ่งพยายามทำให้พื้นแน่นขึ้น อีกด้านทำสิ่งใหม่ๆ ตอนนี้เราห่วงเศรษฐกิจโลกไม่ดี ขณะที่คนไทยอยู่ในภาวะเศร้า ระยะหนึ่งก็จะดีขึ้น สัปดาห์ผ่านมาก็มีโครงการเงินทุนหมู่บ้านเพื่อหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีอะไรขึ้นมาจะไปกระตุ้นมันทำไม ส่วนที่ต้องทำ คือ การปฏิรูป แต่ถ้าเมื่อไหร่อ่อนแอลง รัฐก็เข้าไปประคอง ไม่ใช่ว่ากระตุ้นตะบี้ตะบัน ตอนนี้คนไทยอยู่ในอารมณ์อ่อนไหว แต่ผมเชื่อว่าอีกสักเดือนจะดีขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะกลับมาสู่ที่เดิม อาจจะอ่อนไปบ้างก็ไม่ใช่จุดที่อันตราย ถ้าจีดีพีปีนี้เฉลี่ย 3-3.5% ถือว่าพอใจแล้ว
ตอนนี้คนมองเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี
เป็นเรื่องปกติถ้าเราเปรียบเทียบระหว่างเกิดเหตุต้มยำกุ้ง ขณะนั้นข้างบนพังเป็นแถบ แต่ข้างล่างยังดีอยู่ ทั้งราคาเกษตรและการส่งออก ข้างบนแบงก์เจ๊งหมด แต่พอกู้แบงก์ได้เอาหนี้เสียออกได้ แบงก์เริ่มเดินไป เราก็ไปเริ่ม กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ให้มันเดินขึ้นมา ทำให้รู้สึกว่าข้างล่างได้หมุน ข้างบนก็หมุนง่ายขึ้น จีดีพีก็โตขึ้น
แต่ขณะนี้สถานการณ์คนละเรื่องกันกับในอดีต คือ ข้างบน ยังใช้ได้ แต่ข้างล่าง จาก 2-3 ปีที่ผ่านมา เจอภัยแล้ง เจอปัญหาสารพัด ทั้งเกษตรราคาตกต่ำ เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดี เราประคับประคองมันได้ ทุกอย่างจากจีดีพีโตแค่ 0.8% กลายเป็นโต 3.5% ได้ แปลว่าจะทำอย่างไรให้ข้างล่างดีขึ้น ซึ่งราคาสินค้าเกษตรเคยได้ราคาแพง แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาราคาไม่สูง ต้องพยายามให้ความช่วยเหลือไปในสิ่งเหล่านี้ ปีที่แล้วผ่านมาทั้งปี เงินลงไปสู่ข้างล่างเป็นแสนๆ ล้านไม่ใช่น้อย ตรงนี้ต้องมีเวลาหมุนเวียน
เหตุที่เราว่าเศรษฐกิจไม่ดีพอ เพราะข้างล่างปริมาณไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ แต่เมื่อสังเกตส่งออกเดือนกันยายนโต 3% เหตุผลหลักจากราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น เมื่อส่งออกมากขึ้นเกษตรดีขึ้น ข้างล่างจะดีขึ้น ฉะนั้นช่วงเวลาอย่างนี้ทำอย่างไรจะรักษากรอบการเติบโตเศรษฐกิจโดยรวมไม่ให้ทรุด แต่ขณะเดียวกันต้องพยายามการไหลเวียนทางเศรษฐกิจให้เกิดได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็พยายามดูแลตลอดเวลาจะทำอย่างไรให้ข้างล่างไม่เดือดร้อน เช่น ขึ้นทะเบียนช่วยเหลือคนจน เหล่านี้เป็นภาพทั้งหมด เข้าใจว่าการที่ไม่มองภาพรวม และทุกอย่างโมเมพูดอะไรออกมาแง่ไม่ดีในสถานการณ์อย่างนี้ ฟังแล้วผมว่าไม่ไหวใช้ไม่ได้
เอสเอ็มอีมองว่าถูกลอยแพ
ไม่จริงเลย จะคิดอย่างนั้นไม่ได้ ดูสิ่งที่ผ่านมาทั้งปี เอสเอ็มอี รัฐบาลช่วยขนาดไหน ทั้งเอสเอ็มอีแบงก์ ออมสิน และแบงก์พาณิชย์ ช่วยเต็มที่เอสเอ็มอีที่มีปัญหามากกู้ไม่ได้ นายกฯก็ตั้งเอสเอ็มอีเซ็นเตอร์เพื่อช่วยเหลือ มีการตั้งกองทุนเอสเอ็มอี ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี โดย บสย.ช่วยเท่าไหร่แล้ว ในช่วง 1-2 ปีมานี้ไทยโชคดีมากจีดีพีลงไปถึง 0.8% ไต่ขึ้นถึง 3.5% ยังบอกว่ามันไม่ดีๆ ถ้าไม่ขึ้นมา 3.5% แต่เป็นการติดลบ จะทำอย่างไร
ภาคเกษตรต้องช่วยเหลืออะไรอีก
ภาคเกษตรเป็นหน้าที่ที่ประเทศต้องดูแล คือ ระยะยาว การปฏิรูปภาคเกษตร ทำให้เกิดให้ได้ ผมไม่ได้ดูแลภาคเกษตรแล้วนะ แต่รู้ว่าการปฏิรูปสำคัญ เพราะนับวันสินค้าเกษตรจะด้อยค่า การเพิ่มมูลค่า เป็นสิ่งสำคัญ มองว่า สิ่งที่รัฐบาลทำต้องสื่อให้คนเข้าใจ อย่าง ธ.ก.ส.ขึ้นทะเบียนเกษตรทำนาแปลงใหญ่ หรือแปรรูปสินค้า หรือผลิตให้หลากหลายเพื่อจะเป็นทางเลือก
ปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไม่ง่ายนัก ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย คนไทยถ้าไม่ถึงจุดอันตราย ก็ไม่ยอมเปลี่ยน อย่างจีนเขาไวมาก ปรับจากผลิตธรรมดาเข้าสู่เทคโนโลยีแล้ว ของไทยใช้เวลานานกว่าเขา ที่บอกว่าเข้าอุตสาหกรรม 4.0 ก็ต้องคะยั้นคะยอ แบบไทยแลนด์สไตล์ โชคดีนโยบายสตาร์ตอัพใช้เวลาไม่ถึงปี
ปีหน้าจะให้น้ำหนักศก.ในหรือส่งออก
สำคัญทั้งสองอย่างทั้งในประเทศและส่งออก แต่ตอนนี้โลกเลวลง จะพึ่งพาส่งออกอย่างเดียวก็ตาย จึงต้องบาลานซ์ทั้งในและต่างประเทศ ปีหน้าก็ยังต้องบาลานซ์อยู่ ส่งออกปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะ 70% ของจีดีพี ถ้าทำให้เศรษฐกิจในประเทศเข้มแข็งขึ้น และส่งออกเข้มแข็งด้วย ขาสองข้างก็จะแข็งแรง ไม่ใช่เป็นโรคโปลิโอ ขาใหญ่ข้างเล็กข้างตลอดเวลา
ปี”60จะเห็นเศรษฐกิจโต3-4%หรือไม่
หากหาคนมาลงทุนได้ จะโตเกิน 4% ก็เป็นได้ แต่หากไม่ปฏิรูปอะไรเลย แล้วว่าจีดีพีเมื่อไหร่จะโต เหมือนกำลังฝันกลางวัน เพราะสิ่งที่คุณแข็งแรงกำลังไปพม่า ลาว กัมพูชา โดยวันที่ 31 ตุลาคม 2559 จะมีเรื่องเข้าประชุมในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเป็นข่าวดีข่าวใหม่ ดังนั้นเมืองไทยต้องเลิกตีกัน ต้องเลิกพูดหวังผลการเมือง ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ไทยเดินไปข้างหน้า แต่ข้างหลังก็ล่อจะตี ต่างชาติใครจะมาทำการผลิต ถ้าภาพอย่างนี้ยังออกไป
เออีซีถูกมองยังไม่ให้ประโยชน์เท่าไหร่
ไม่จริง เวลาการลงทุนมาอาเซียน ก็เกิดจากเออีซี แต่เราต้องทำอย่างจริงจัง อาจไม่ง่ายให้ประเทศหนึ่งยอมรับข้อเสนออีกประเทศ จึงต้องประชุมเพื่อให้สิ่งเหล่านี้หายไป เออีซีรวมแล้วมีประชากรถึง 600 ล้านคน เราต้องดูตัวอย่างจีน 10-20 ปีก่อน เขาสร้างภาพว่าจะทำเป้าพันล้าน เขาลงทุนโครงการพื้นฐานให้โลกรู้ว่าพร้อมทั้งคน และพื้นฐาน เงินลงทุนเข้ามา โดยเออีซีเกิดภาพแต่ต้องเจียระไน ให้เป็นเพชร เชื่อมโยงเอซีอี ต้องให้เกิดใน 5 ปี ผมพนันได้เลยว่า ไทยจะเป็นแอ่งสำคัญการลงทุน
คอยดูนักลงทุนไทยจะไปเวียดนามมหาศาล อย่าเบรกว่าทำไมไม่ลงทุนในไทย เพราะเมื่อธุรกิจไทยค้าขายในต่างประเทศได้กำไร ก็จะเอาเหล่านั้นกลับมาไทย โอกาสมันเห็น บริษัทใหญ่ต้องไปต่างประเทศ เอสเอ็มอีต้องไปซีแอลเอ็มวี
ปี”60จะปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง
เราต้องมั่นใจ เหตุการณ์โศกเศร้าอาจทำให้ช้าลงบ้าง แต่จากนั้นก็ต้องทำใจให้สู้หน่อย ไม่ใช่บริหารเศรษฐกิจกำลังบริหารจิตใจคน รอบแรกต้มยำกุ้ง ก็บริหารจิตใจ ต้องก่อไฟในเตา ต้องพัดว่า ฟื้นแล้วๆ ตอนนี้ก็อีกรอบหนึ่ง ถามว่าครั้งนี้เหนื่อยกว่าไหม ผมคิดอย่างเดียว หากว่าโชคชะตาให้ผมต้องมาอยู่แก้ 2 จังหวะนี้ ผมถือว่าทำถวายในหลวง ชีวิตนี้เกิดมาต้องสนองพระคุณพระองค์ท่าน
นี่คือมุมมองของรองนายกรัฐมนตรี และที่ต้องติดตามกันต่อ คือ การจัดสรรงบประมาณปี 2561 เพราะนายสมคิดได้ให้นโยบายแล้วว่า ต้องมียุทธศาสตร์และเป้าหมายชัดเจนและสอดรับกับนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

