หน้าแรก การเมือง ก้าวไกล ลุกซั...

ก้าวไกล ลุกซัดกมธ. สอดไส้บทเฉพาะกาล ด้านส.ว.ชี้หน้าอย่ามโน โต้วุ่นจนปธ.ต้องตัดบท

5.07.22 | 13:05 น.

ถก พ.ร.บ.ตำรวจ ซัดกันนัว ‘ก้าวไกล’ ฉะสอดไส้ 180 วันบังคับใช้ กม. เอื้อประโยชน์บางคนให้มีอำนาจต่อ ด้าน ‘รอง ผบ.ตร.’ ปัดมีเจตนาแอบแฝง ขณะที่ ‘ส.ว.สมชาย’ ชี้หน้า ‘ธีรัจชัย’ อย่ามโน เย้ยทีหลังอย่าแอบมาขอข้อมูล จน ‘ชวน’ ต้องหย่าศึก ยันข้อบังคับเปิดช่อง ‘แก้ไขเพิ่มข้อความใหม่’ ได้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. … ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว เป็นวันที่ 7 เป็นการพิจารณาในมาตรา 169/1

นายสมชาย แสวงการ ส.ว.ในฐานะ กมธ.ที่ได้ข้อแก้ไขมาตรา 169/1 อภิปรายว่า แม้กระบวนการปฏิรูปจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ได้มากพอสมควรสำหรับการคืนตำรวจให้ดูแลความสงบเรียบร้อยให้ประชาชน ที่จะมีการโอน ย้าย ปรับต่างๆ และสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายให้กับข้าราชการตำรวจทั้ง 2 แสนกว่านาย เมื่อกฎหมายออกมาแล้วมีบทเฉพาะกาลในมาตราที่เกี่ยวข้องหลายมาตรา แต่ในส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายไม่มี เพราะร่างพ.ร.บ.นี้ประกาศใช้ทันที ถึงแม้จะมีผู้สงวนความเห็นเรื่องระยะเวลาไว้ แต่ก็ได้ถอนออกไป ทั้งนี้ เห็นว่า เมื่อเราทำกฎหมายแล้วก็ต้องรอบครอบและใช้ปฏิบัติได้ ไม่ให้เกิดปัญหา จึงคิดว่าสภาน่าจะให้โอกาสในการตัดสินใจปรับย้าย เช่น การปรับจากหน่วยเดิม ขอย้ายกลับจังหวัด หรือย้ายกลับภาคตัวเอง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยทันทีไม่ได้ และไม่มีส่วนความประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย เพียงแต่กฎหมายนี้เมื่อออกไปแล้วมีทั้งคนได้เปรียบ เสียเปรียบ ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องสร้างกระบวนการให้เกิดนิติธรรมให้ได้ และจะต้องไม่เกิดการสะดุดในการเปลี่ยนผ่านการปฏิรูป

“ผมจึงรับฟังจากตำรวจและหลายด้านว่าจะเป็นต้องมีบทเฉพาะกาลในมาตรานี้ จึงได้ขอว่าเรามีระยะเวลา 180 วัน ในการแต่งตั้งข้าราชการที่ไม่ขัด หรือแย้งกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ และช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องให้เวลาเขาในการปรับตัว และกระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดตั้งแต่ ผบ.ไปถึงระดับล่างหลายหมื่นอัตรา ทั้งหมดจะดำเนินการโดยไม่มีปัญหาให้อยู่ภายใน 180 วัน ไม่ยืดเยื้อไปกว่านี้” นายสมชายกล่าว

สมชาย แสวงการ

พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะ กมธ. กล่าวชี้แจงว่า เหตุผลที่แก้ไขได้แก่ 1.การดำรงตำแหน่งให้มีความชำนาญงานเพียงพอสำหรับการองเลื่อนตำแหน่งในแต่ละกลุ่มสายงาน รวมทั้งการเลื่อนตำแหน่งและการแต่งตั้งหมุนเวียนที่จะต้องดำเนินการภายในหน่วยเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้ การกำหนดวันใช้บังคับจึงต้องมีระยะเวลาให้ข้าราชการตำรวจได้ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่เพื่อวางแผนการรับราชการและวางแผนชีวิตครอบครัวให้สอดคล้องกับการบริหารงานบุคคล

พล.ต.อ.ปิยะกล่าว 2.เพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย มาตรา 80 ของพระราชบัญญัตินี้ยังบัญญัติให้ กฎ ก.ตร.ที่จะใช้บังคับจะต้องครบกำหนด 180 วันก่อน ขณะที่กฎหมายหลักกลับไม่มีระยะเวลาดังกล่าวในบทเฉพาะกาล เพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจได้ศึกษาและเตรียมตัว ทั้งที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิ ในการได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามเกณฑ์ที่มีอยู่เดิมก่อนกฎหมายบังคับใช้ อันอาจเป็นการตรากฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรม เพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิบุคคลเกินสมควร

Advertisement

พล.ต.อ.ปิยะกล่าวต่อว่า 3.ร่างพระราชบัญญัติใหม่ จะเน้นให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดมีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งในหน่วยเป็นหลัก การแต่งตั้งเลื่อน ตำแหน่งข้ามหน่วยจะกระทำมิได้ รวมทั้งการแต่งตั้งหมุนเวียนข้ามหน่วยจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการตกลงกันระหว่างหน่วย ซึ่งแม้จะมีข้อดี แต่ในวาระเริ่มแรก ซึ่งข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะชั้นผู้น้อยยังไม่ได้รับรู้สิทธิและเตรียมตัวสำหรับกฎหมายที่จะบังคับใช้กับชีวิตราชการ อาจทำให้การโยกย้ายกลับภูมิลำเนากระทำได้ยากมาก ทั้งที่ตั้งตารอคอยการย้ายกลับภูมิลำเนามานาน จึงควรมีระยะเวลาสำหรับการแต่งตั้งในวาระเริ่มแรกให้ได้มีโอกาสเลือกเส้นทางและพื้นที่ในการรับราชการตามสมัครใจก่อน

พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบ.ตร.

“4.การที่กฎหมายจะมีผลระหว่างการดำเนินการคัดเลือก หรือแต่งตั้ง จะกระทบต่อสิทธิของข้าราชการตำรวจ ซึ่งปัจจุบันต้องดำเนินการตามกรอบเวลาเช่นปีที่ผ่านมา ไม่สามารถรอได้ เพราะถ้าไม่ทำก็จะมีผู้เสียสิทธิและเรียกร้องสิทธิเช่นกัน จึงต้องดำเนินการไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และเมื่อดำเนินการไปแล้ว การออกกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิระหว่างการทํา จึงไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และ 5.แม้แต่เรื่องบริหารงานบุคคลอื่นที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น วินัย อุทธรณ์ ยังมีบทเฉพาะกาลรองรับให้ทำต่อไปจนจบตาม กฎหมาย กฎเกณฑ์เดิม” พล.ต.อ.ปิยะกล่าว

พล.ต.อ.ปิยะกล่าวว่า ส่วนการที่กฎหมายจะมีผลระหว่างการดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้ง จะกระทบสิทธิข้าราชการตำรวจหรือไม่นั้น ขณะนี้กระบวนการวาระการแต่งตั้งปี 2565 ได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ที่เริ่มตั้งแต่วาระตรวจสอบประวัติการแต่งตั้ง การตรวจสอบวินัย และมีการประกาศอาวุโสสำหรับข้าราชการตำรวจเพื่อเลื่อนตำแหน่งในทุกระดับ และได้เปิดให้ตำรวจทุกนายได้ตรวจสอบและโต้แย้งสิทธิ ทั้งนี้ คณะกรรมการของแต่ละหน่วยก็ได้แก้ไขให้ถูกต้องแล้ว โดยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประกาศยืนยันถึงความถูกต้องดังกล่าว ดังนั้น การดำเนินการต่างๆ ที่ได้ทำไปตามกฎหมายเดิมนั้นก็คงจะต้องดำเนินการต่อเนื่องจนครบกระบวนการแต่งตั้ง ไม่ได้มีเจตนาใดอื่นแฝง

ทำให้ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ประท้วงว่า การที่รัฐสภาจะดำเนินการแบบนี้ถือว่าฝ่าฝืนข้อบังคับ ถ้าดำเนินการต่อไปอาจจะทำให้กระบวนการออกกฎหมายของรัฐสภานั้นมีปัญหาและคลาดเคลื่อนต่อหลักการณ์ที่ควรจะเป็น และขัดหลักนิติธรรมได้ เนื่องจากการประชุมเสนอว่าการที่ กมธ.จะมีการแก้ไขนั้นให้ถือตามมาตรา 108 ตามข้อบังคับให้ถือตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในการแก้ไขเกี่ยวกับกฎหมายปฏิรูปประเทศ โดยอ้างมาตรา 96 คือในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ กมธ.พิจารณาเสร็จแล้วให้รัฐสภาพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่างคำปรารภ แล้วพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา และให้สมาชิกอภิปรายเฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือผู้แแปรญัตติที่มีการสงวนคำแปรญัตติ หรือ กมธ.ที่มีการสวงนความเห็นไว้ เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะมีมติเป็นอย่างอื่น

นายธีรัจชัยกล่าวว่า ซึ่งในเจตนาของมาตรา 96 เป็นกระบวนการและลำดับพิจารณาในสภา ข้อยกเว้นลำดับก่อนหลังได้ แต่ไม่ใช่ยกเว้นทุกเรื่อง แต่เท่าที่ฟังผู้ที่เสนอในการประชุมที่ผ่านมาเหมือนกับว่ารัฐสภาสามารถยกเว้นอะไรก็ได้ จึงอยากให้ที่ประชุมดูมาตรา 91 ว่าการเสนอต้องมีการเสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อ กมธ.ไม่น้อยกว่า 7 วัน และมาตรา 92 รายงานต่อประธานรัฐสภา กมธ.จะต้องมีความเห็นมติเกี่ยวกับคำแปรญัตตินั้น และมีคำสงวนต่างๆ ไว้ด้วย เรื่องอย่างนี้เป็นการล็อกว่าจะต้องทำในกระบวนการของ กมธ.ให้แล้วเสร็จและต้องถือตรงนั้นมาพิจารณา แต่มาตรา 96 ให้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่พิจารณามาแล้ว ไม่ใช่เสนอมาแล้ว เอาแก้ซึ่งๆ หน้าไม่ได้ทำให้กระบวนการมีปัญหา

ธีรัจชัย พันธุมาศ

“ยังไม่ต้องพูดถึงเบื้องหลังมาตรา 169/1 ที่ข่าวออกมาก็ชัดเจนว่าเจตจำนงเพื่อเอื้อประโยชน์ช่วยคนบางคนให้มีอำนาจต่อ ไม่ได้สุจริต แต่อ้างตำรวจชั้นผู้น้อย มาตรา 169/1 ไม่จำเป็นต้องมี สามารถตัดออกแล้วให้กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ไปได้เลย จะแต่งตั้งก็ไม่มีข้อเสียหายอะไร และไม่ขัดต่อหลักในการพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ด้วย การที่ปล่อยให้เสนอโดยผิดข้อบังคับและเจตนาเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย ผมคิดว่าน่าจะไม่ถูกต้อง ผมจึงคัดค้านการใช้มาตรา 96 มาพิจารณา” นายธีรัจชัยกล่าว

ด้าน นายสมชาย ใช้สิทธิพาดพิง ว่าน่าจะเข้าใจผิด เพราะการประชุมคราวที่แล้ว นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ใช้มาตรา 108 กับ 96 ตามข้อบังคับ แต่ กมธ. ไม่ได้เสนอ และ กมธ.เรียกประชุม 3 ครั้งในการแก้ปัญหา ตนเสนอตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้องคือข้อ 75 ท่านไปมโนอย่างไรก็ไม่ทราบ พร้อมชี้หน้า ทำให้นายธีรัจชัยลุกขึ้นประท้วงขอให้ถอนคำว่ามโน เพราะรู้สึกว่าท่านจะไม่สุภาพเลย

แต่นายสมชายไม่ยอมถอนคำว่า “นโน” จึงมีการโต้เถียงกัน และนายชวนได้ให้นายสมชายถอนคำพูด โดยนายสมชายกล่าวว่า ถอนคำว่ามโนได้ แต่นายธีรัจชัยต้องถอนคำที่กล่าวหาว่าไปเอื้อประโยชน์บุคคคลอื่น ทำให้นายธีรัจชัยไม่พอใจและกล่าวขึ้นว่า “ท่านมาชี้หน้าพฤติการณ์อย่างนี้มันไม่สุภาพ ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่”

ทำให้นายสมชายสวนขึ้นว่า “ไม่เป็นไร ผมไม่กลัวอะไรท่านหรอก อย่ามาขอข้อมูลเลย แอบขอข้อมูลอยู่เรื่อย ผมเป็นผู้ใหญ่ ไม่ไปรบกับเด็ก”

โดยนายชวนพยายามไกล่เกลี่ยนว่าเดี๋ยวตำรวจจะหาว่าเราถ่วงเวลา จากนั้นนายสมชายได้อภิปรายยืนยันว่า ตามข้อบังคับที่ 75 วรรสอง ระบุชัดเจนว่า กมธ.สามารถแก้ไขเพิ่มเติม และพิจารณาเสร็จแล้ว ดังนั้น สามารถทำได้

ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขณะที่ นายชินวรณ์ ใช้สิทธิกล่าวพาดพิงว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเสนอทางออกให้รัฐสภา โดยประธานรัฐสภาในตอนนั้นได้ปิดการประชุมไปก่อน แต่ความจริงไม่ได้ถอนออกไปเปลี่ยนข้อความ การที่ กมธ.อ้างว่าจะใช้ข้อบังคับที่ 75 สามารถทำได้ เพราะ กมธ.สามารถเพิ่มเติมได้ และการเสนอแก้ไขมาใหม่ไปตัดรายงาน 169/1 ทั้งหมด และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

ส่วน นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า การที่จะให้ พล.ต.อ.ปิยะเสนอทำไม่ถูกต้อง แม้ตนเห็นด้วย แต่ขอให้ กมธ.ทำให้ถูกต้อง และที่ประชุมมีมติอย่างถูกต้อง การอ้างข้อบังคับที่ 75 เราทำกันเป็นประจำใน กมธ.

จากนั้น นายชวน ได้วินิจฉัยว่า วันนั้นก็มีปัญหาที่มีการเสนอข้อความไม่เกี่ยวข้องกับการบัญญัติที่ระบุใน 169/1 ซึ่งประธานก็เห็นด้วยกับผู้ประท้วง เพราะไม่สามารถเขียนข้อความใหม่เข้าไปเพิ่มเติมได้ แต่กระบวนการได้อนุญาตให้ กมธ.กลับไปทบทวน และได้ข้อยุติตามที่กล่าวถึง กระบวนการที่นายธีรัจชัยพูดนั้นไม่ผิด แต่ที่ประชุมสามารถอนุญาตให้กลับไปทบทวนได้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ต้องขอมติ เพราะการพิจารณากฎหมายต้องช่วยกันดูอย่างให้ผิดพลาด และไม่ได้ผิดข้อบังคับสามารถทำได้ เป็นแนวปฏิบัติที่ทำอยู่ ขณะนี้ถือว่าถูกต้องแล้ว