สถานีคิดเลขที่ 12 : ตั้งคณะกรรมการ
ผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2565 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั่งเป็นประธาน
หารือกันกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาด้านวิกฤตพลังงาน
ก่อนจะมีคำตอบในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและปัญหาเศรษฐกิจ คือ การตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ชุด เพื่อมาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ประชาชนพอจะจับต้องได้
จากผลการประชุม ต้องมาติดตามกันต่อว่า การแก้ปัญหาแบบตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทั้งศึกษา รับฟัง ตลอดจนเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและปัญหาเศรษฐกิจ
ที่มีปัจจัยจากสถานการณ์ภายนอกประเทศเกี่ยวข้องด้วยจะทันต่อสถานการณ์ของปัญหาหรือไม่ เนื่องจากราคาน้ำมันโลกมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
อีกทั้งยังมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบมาจากสงครามรัสเซียกับยูเครน ล้วนส่งผลต่อราคาน้ำมันโลก และปัจจัยการผลิตของภาคธุรกิจ ที่ปรับตัวสูงขึ้น
การจะแอ๊กชั่นแก้ปัญหาดังกล่าวของภาครัฐ ควรจะต้องมีรูปแบบ รวมทั้งแนวปฏิบัติที่จับต้องได้ และเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วทันต่อสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น
เหมือนกับเสียงสะท้อนของ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่า “รู้สึกอึดอัดผิดหวังกับผลการประชุมในวันนี้มาก
เนื่องจากไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจน นอกจากการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทับซ้อน ครม.เศรษฐกิจ อีก 2 ชุด โดยมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานอย่างละชุด แทนที่จะให้ ครม.เศรษฐกิจทำหน้าที่เองให้เต็มที่ การตั้งกรรมการมีคนนั่งล้อมวงตามวัฒนธรรมการทำงานราชการไทย ไม่มีใครกล้าพูดหรือเสนออะไร
นายกฯนั่งหัวโต๊ะ ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น มันไม่ได้นำไปสู่การมีข้อสรุปหรือนโยบายใดๆ ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนได้
ขอย้ำว่า ประชาชนเดือดร้อน น้ำมันแพง ของแพง เป็นภาระกับประชาชนโดยตรง ไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ด้วยการตั้งคณะกรรมการชุดแล้วชุดเล่า
จริงๆ การแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องยาก มันมีมาตรการและทางออกที่ชัดเจนอยู่แล้วแต่มีคนในวงการทำให้ดูสลับซับซ้อน เพื่อที่สุดท้ายจะทำให้ไม่มีคำตอบ”
จริงอยู่ตั้งแต่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงรัฐบาลเลือกตั้ง ที่มีนายกฯคนเดียวกัน มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและหาแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ นับร้อยคณะ มีทั้งที่นายกฯแต่งตั้งขึ้นมาเอง รวมทั้งนายกฯเป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง โดยกรรมการแต่ละคณะ ส่วนใหญ่ก็เป็นข้าราชการรวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ
หมุุนเวียนกันเข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ บางคณะอำนาจหน้าที่ดูเหมือนจะซ้ำซ้อนกันก็มี แต่ก็ต้องเดินหน้าทำงานกันต่อ เพราะได้รับการแต่งตั้งมาแล้ว
ส่วนวิธีการทำงานก็เป็นไปตามระบบราชการ โดยข้อเสนอแนะจากคณะหนึ่งก็ส่งให้อีกคณะหนึ่งกลั่นกรอง ก่อนจะทำเป็นข้อเสนอ ขอความเห็นชอบต่อ ครม.ในขั้นตอนสุดท้าย
ทั้งที่การแก้ปัญหาบางเรื่อง ควรใช้เวลาที่รวดเร็วในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อหยุดปัญหาไม่ให้ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ ผ่านวิธีการ และภาวะผู้นำในการบริหาร
มากกว่าการตั้ง “คณะกรรมการ” ชุดแล้ว ชุดเล่า มาดำเนินการ
จตุรงค์ ปทุมานนท์

