น่าจับตามองอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะตอบรับข้อเรียกร้องของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้มากน้อยแค่ไหน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้
หลังจาก กกร.ประชุมร่วมกันประจำเดือนกรกฎาคม 2565 ประเมินสถานการณ์และแนวทางนำเสนอภาครัฐ เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีข้อเสนอถึงรัฐบาลให้เร่งดำเนินการ 3 ข้อ ได้แก่
1.ขอให้ภาครัฐเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงเร่งรัดการดำเนินโครงการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน (PPP) จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะการใช้จ่ายของครัวเรือนอ่อนแอ จากภาวะเงินเฟ้อสูง
2.ขอให้ภาครัฐพิจารณาปรับราคากลางจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความเหมาะสมสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ ที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานหรือด้านงานบริการกับภาครัฐ เนื่องจากต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ปรับราคาสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เพื่อให้เอกชนดำเนินการได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
3.ขอให้ภาครัฐอำนวยความสะดวกธุรกิจภาคการท่องเที่ยว เครื่องยนต์สำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง เช่น การเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ คาดหมายว่า หากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้
สาเหตุเพราะ กกร.ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยยังโตได้ แต่ต้องบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัจจัยด้านเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนและธุรกิจในวงกว้าง
ยังรวมไปถึงการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีผลต่อต้นทุนทางการเงิน
ความท้าทายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ กกร.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายตัวในกรอบ 2.75% ถึง 3.5% ลดลงจากกรอบเดิม 2.5% ถึง 4%
ขณะที่ปรับเพิ่มประมาณการมูลค่าการส่งออกเป็นขยายตัวในกรอบ 5% ถึง 7% และปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็น 5% ถึง 7% เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ท่ามกลางความเสี่ยงรุมเร้าต่อเนื่อง เศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรป มีแนวโน้มชะลอตัวลงช่วงครึ่งปีหลัง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือนและความสามารถการบริหารต้นทุนของภาคการผลิต
ขณะที่ต้นทุนทางการเงินกำลังเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ดังนั้นเศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ช่วงครึ่งหลังของปีหากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และผลกระทบต่อราคาพลังงานยังไม่คลี่คลาย
นอกจากนั้น เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างมากจากนโยบายซีโร่โควิดและอาจฟื้นตัวได้ช้า แม้รัฐบาลจีนมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาคการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้การท่องเที่ยวภายในประเทศจะฟื้นตัวได้ดีถึงระดับกว่า 80% ของภาวะปกติในช่วงครึ่งปีแรก และในช่วงครึ่งปีหลังจะมีแรงส่งเพิ่มเติมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัวจากช่วงครึ่งปีแรก
แต่อัตราเงินเฟ้อที่สูงระดับ 6-8% ช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้กำลังซื้อของภาคครัวเรือนลดลง และต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ต้นทุนการเงินในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย
จากสถานการณ์ที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เนื่องจากปัจจัยในด้านเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเสี่ยง
ที่เกิดขึ้นจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันดีเซลสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนการผลิต/การขนส่ง และราคาสินค้าเพิ่มขึ้น กกร.จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งเข้ามาช่วยสนับสนุนใน 3 ด้านดังกล่าว
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

