หน้าแรก การเมือง ‘บิ๊กตู่’ เข้...

‘บิ๊กตู่’ เข้าใจความลำบากปชช. ขอมั่นใจแผนยุทธศาสตร์ ครม.เคาะแจก 8.3พันล้านบาท ผู้สูงอายุ 10.9ล้านคน

6.07.22 | 09:06 น.

‘บิ๊กตู่’ เข้าใจความลำบากปชช. ขอมั่นใจแผนยุทธศาสตร์ ครม.เคาะแจก 8.3 พันล้านบาท ผู้สูงอายุ 10.9 ล้านคน ดีเดย์ 19 ก.ค. ลุ้นสรุปเงินโรงกลั่นสัปดาห์นี้ ชี้ต้องรอบคอบ-หวั่นโดนฟ้อง

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 กรกฎาคม ว่า ในฐานะรัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดูแลช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของที่มาจากวิกฤตพลังงานของโลกที่เกิดขึ้น และ ครม.ทุกคนเข้าใจดีถึงความลำบากของประชาชนในพื้นที่ในยามนี้ ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับสถานการณ์ ทั้งระยะสั้น 3 เดือน ระยะกลาง 6 เดือน และระยะยาว 1 ปี เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะไม่เกิดการขาดแคลนทั้งด้านพลังงานและอาหาร โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อเร่งรัดจัดทำมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

แจก 8.3 พันล. ผู้สูงอายุ 250/ด.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ครม.อนุมัติจัดสรรงบประมาณปี 65 ที่เคยเห็นชอบหลักการไปแล้วเพื่อจ่ายเงินพิเศษช่วยเหลือประชาชนผู้สูงอายุจำนวน 10.9 ล้านคน ตามระดับของอายุ อาจไม่มากนักในรายบุคคล เมื่อรวมแล้วเป็นจำนวน 10.9 ล้านคน รวมเป็นวงเงินประมาณ 8,300 ล้านบาท โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการประกอบการธุรกิจโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมปีละ 40 บาทต่อห้องพักตั้งแต่ปี 63 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ได้มากถึง 47 ล้านบาท ครม.จึงได้อนุมัติร่างกฎกระทรวงนี้ขึ้นเพื่อขยายเวลาไปจนถึงมิถุนายน 2567

หวังคลี่คลายความโศกเศร้า

“วันนี้เราบริหารได้ดีพอสมควร พลังงานยังไม่ขาดแคลนยังมีใช้อยู่แต่ราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ ฉะนั้นคงต้องเตรียมความพร้อมเหล่านี้ไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่โควิดมาจนถึงพลังงาน รัฐบาลยังสามารถบริหารงบประมาณประเทศให้อยู่ในสถานะที่มั่นคง มีเสถียรภาพ สิ่งสำคัญที่สุดทำอย่างไรจะไม่ขาดแคลนพลังงาน ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เรื่องอาหารคงไม่มีปัญหา แต่ทำอย่างไรจะทำให้ส่งสินค้าไปต่างประเทศให้ได้มากขึ้น และทำผลิตผลทางการเกษตรให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น การรับรองคุณภาพ การตรวจสอบ การขึ้นทะเบียน จะทำให้สินค้าการเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ ผมพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้า รัฐบาลมุ่งหวังอย่างเดียวทำอย่างไรจะคลี่คลายความโศกเศร้า ความทุกข์ตรมต่างๆ ของประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายกฯ กล่าว

Advertisement

แจงสิทธิจ่ายเงินผู้สูงอายุ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมครม. ว่า ครม.อนุมัติวงเงิน 8,382.2 ล้านบาท สำหรับจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ จำนวน 10.95 ล้านคน โครงการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน 2565 มีสิทธิ 4 กลุ่ม ดังนี้ อายุ 60-69 ปี จำนวน 6.5 ล้านคน อัตราเงินช่วยเหลือ 100 บาทต่อคนต่อเดือน อายุ 70-79 ปี จำนวน 3.0 ล้านคน อัตราเงินช่วยเหลือ 150 บาทต่อคนต่อเดือน อายุ 80-89 ปี จำนวน 1.2 ล้านคน อัตราเงินช่วยเหลือ 200 บาทต่อคนต่อเดือน และอายุ 90 ปีขึ้นไป จำนวน 1.9 แสนคนอัตราเงินช่วยเหลือ 250 บาทต่อคนต่อเดือน โดยแผนการจ่ายเงินครั้งแรก งวดที่ 1 วันที่ 19 กรกฎาคม นี้ เป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษครั้งเดียวสำหรับ 4 เดือน เมษายน-กรกฎาคม ครั้งที่ 2 วันที่ 19 สิงหาคมและครั้งที่ 3 วันที่ 19 กันยายนโดยวิธีการดำเนินการการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ จะดำเนินการทั้งในรูปแบบการจ่ายเข้าบัญชีธนาคาร โดยกรมบัญชีกลาง และการจ่ายเงินสดให้กับผู้สูงอายุ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กทม.และเมืองพัทยา

‘ตู่’ ยันไม่กู้เพิ่มแก้น้ำมันพุ่ง

รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.ใช้เวลาหารือนานที่สุดในเรื่องเกี่ยวกับแก้วิกฤตพลังงาน โดย พล.อ.ประยุทธ์แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางการแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดเพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ วิกฤตขาดแคลนอาหารคงไม่เกิดขึ้นกับประเทศไทย เพราะเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก ส่วนวิกฤตพลังงานยืนยันว่าจะไม่เกิดภาพเหมือนบางประเทศที่ต้องข้ามแดนไปประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเติมน้ำมัน เพราะไทยมีฐานะการคลังที่มั่นคง นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งให้ ครม.รับทราบว่า การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องเตรียมแผนไว้แก้ปัญหาระยะยาวกรณีสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียยืดเยื้อ โดยนโยบายการบริหารหลักคือเวลานี้จะไม่กู้เพิ่ม และใช้เงินเท่าที่มีอยู่ในการบริหาร นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังได้มอบหมายให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปจัดทำแผนเพิ่มเติมรายการสินค้าและบริการควบคุม เพื่อรองรับสถานการณ์ในแต่ระดับ

ลุ้นสรุปเงินโรงกลั่นสัปดาห์นี้

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “มติชน” ถึงความคืบหน้าการขอความร่วมมือโรงกลั่นนำกำไรส่วนเกินเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาพลังงาน หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จัดตั้งคณะทำงานรับมือวิกฤตพลังงานจำนวน 2 ชุด ว่า การขอความร่วมมือโรงกลั่นนำกำไรส่วนเกินเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาพลังงานยังมีต่อ ไม่ได้ยุติ เบื้องต้นเชื่อว่าจะได้รับทราบข้อเสนอภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าภายในเดือนกรกฎาคมนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า แม้รัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา 2 ชุดสู้วิกฤตเศรษฐกิจ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ประกอบด้วย คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ และคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อติดตามประเมินผลวิเคราะห์ผลกระทบและจัดทำข้อเสนอ ในการแก้ปัญหาทุกมิติและวางแผนรองรับในทุกด้านตามวิกฤตการณ์ในอนาคตนั้น หลังจากนี้ในส่วนของกระทรวงพลังงาน โดยคณะทำงานเจรจา ยังคงเดินหน้าขอความร่วมมือโรงกลั่นนำกำไรส่วนเกินเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาพลังงานอยู่ และจะเสนอ นายสุพัฒนพงษ์ พิจารณา ไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการเฉพาะกิจทั้ง 2 ชุดที่ตั้งขึ้นมาใหม่

ยันชงข้อเสนอรีดเงิน3แนวทาง

รายงานข่าวระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการเจรจาระหว่างคณะทำงานของกระทรวงพลังงาน กับ 6 โรงกลั่นน้ำมัน ประกอบด้วย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ยังคงยืนยันข้อเสนอ 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบังคับ แต่ข้อนี้โรงกลั่นต่างชาติอาจฟ้องได้ 2.โรงกลั่นเสนอส่งปันผลช่วยประชาชน แต่เงินส่วนนี้เมื่อเข้าคงคลังแล้วตามกฎหมายไม่สามารถนำเงินออกมาให้กองทุนได้ ข้อนี้กระทรวงพลังงานไม่อยากได้ เพราะสุดท้ายเงินอาจน้อยเพราะได้หลักมาจาก ปตท. และบางจาก ส่วนโรงกลั่นต่างชาติอาจไม่ได้ปันผล ทำให้วงเงินช่วยเหลืออาจได้น้อยมาก จากวงเงินเดิมที่เคยประเมินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท 3.กระทรวงพลังงานเสนอให้ 6 โรงกลั่นบริจาค โดยยกหลักธรรมาภิบาลของบริษัทขนาดใหญ่มากดดันว่าควรช่วยเหลือประชาชนที่กำลังลำบาก แต่โรงกลั่นคัดค้าน เพราะอาจถูกผู้ถือหุ้นฟ้องร้องได้ และอนาคตรัฐบาลชุดปัจจุบันอาจไม่รับผิดชอบ เพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนรัฐบาล จึงไม่ต่างกับการลอยแพเอกชนให้ต่อสู้คดีเอง

ชี้ต้องรอบคอบ-หวั่นโดนฟ้อง
รายงานข่าวระบุว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับขึ้น แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปประเทศสิงคโปร์ ปิดตลาดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พบว่าราคาลดลงเหลือ 154.54 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือลดลง 3.56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่ปรับขึ้น 2.10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อยู่ที่ 108.27 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากการส่งออกจากเอเชียไปยังยุโรปปรับลดลง ส่งผลให้อุปทานปรับเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ขณะที่อินเดียกีดกันการส่งออกด้วยการบังคับใช้ภาษีส่งออก ท่ามกลางอุปสงค์ในภูมิภาคที่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง โดยราคาดีเซลดังกล่าวถือว่าลดลง เมื่อเทียบช่วงก่อนหน้านี้ที่เคยขึ้นไปถึงระดับ 170 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องปรับภาระอุดหนุนดีเซลสูงประมาณ 11-12 บาทต่อลิตร ขณะที่ปัจจุบันอุดหนุนประมาณ 7 บาทต่อลิตร ทำให้การเจรจาโรงกลั่นจึงยังพอมีเวลาให้ทุกฝ่ายพิจารณาอย่างรอบคอบภายใต้ข้อกฎหมายที่รัฐบาลต้องระมัดระวังเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง โดยเฉพาะโรงกลั่นต่างชาติ