แตกแบงก์แก้ ‘หาร 500’ แพลนบี ‘พท.’ สู้ปาร์ตี้ลิสต์

9.07.22 | 12:20 น.

แตกแบงก์แก้ ‘หาร 500’ แพลนบี ‘พท.’ สู้ปาร์ตี้ลิสต์

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมการแก้เกมสูตร 500 หาร ในการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ด้วยการแตกแบงก์พัน ตั้งพรรคครอบครัวเพื่อไทยอีกพรรคเพื่อส่งชิงเฉพาะ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เท่านั้น ขณะที่พรรคเพื่อไทยส่งชิง ส.ส.เขตอย่างเดียว

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สูตรหาร ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ ด้วยฐาน 500 นั้นสุดท้ายไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่ว่าจะสูตรไหนหาร 100 หรือหาร 500 เพราะมีปัญหาตั้งแต่การยื่นเรื่องการแก้ไขกฎหมายไม่ครอบคลุม ไม่รู้ว่าเป็นเกมการเมืองหรือเปล่าของ

สุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การไม่ทำอะไรเลย ดีไม่ดี อาจจะไม่มีการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป มองสถานการณ์ตอนนี้อำนาจชี้ขาดสุดท้าย ไม่ว่ากฎหมายจะออกในรูปแบบไหน จะไปอยู่ที่การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด

Advertisement

อาจจะยื้อเรื่องการพิจารณาออกไปก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลมีความเสียเปรียบเยอะ เหลือเวลาการบริหารงานน้อย และรัฐบาลต้องการจะไปต่อ จึงเกิดภาวะความอึมครึมในระบบการเมือง

นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายค้านยังทะเลาะกันเองอีกด้วย เพราะพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลก็กลับมาอัด
กันเอง เกี่ยวกับการโหวตหาร 100 หาร 500 ทำให้เกิดความหวาดระแวงกันเอง

ทั้งที่ ทักษิณ ชินวัตร บอกว่าจะเอาสูตรไหนก็แล้วแต่ ฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องชนะ ทักษิณได้แสดงเจตนารมณ์ไปยังพรรคก้าวไกลแล้ว แต่มาทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำให้สัมพันธภาพทั้ง 2 พรรค ทั้งเพื่อไทยและก้าวไกลที่จะร่วมมือกันในอนาคตเพิ่มรอยร้าว

ในขณะที่รัฐบาลเองก็ไม่เหมือนเดิม หลังจากที่กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลาออก จึงเกิดความระส่ำ
ระสาย ถึงแม้ว่าจะมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเข้ามาเป็นคีย์แมนหลักทำงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มองว่าพรรคพลังประชารัฐจะประสบชัยชนะในการเลือกตั้งสมัยหน้ายากมาก รวมทั้งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ทรงอิทธิพลสูงพรรคเดียวก็หมดโอกาสเช่นกัน

ในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเกี่ยวกับการหารด้วย 100 หรือหาร 500 ในระบบบัญชีรายชื่อ จะมีเวลาเพียงพอหรือไม่ในเมื่อเหลือเวลาประมาณ 10 เดือนของการบริหารรัฐบาลชุดนี้ หรืออาจต้องพิจารณาเป็นเรื่องด่วนพิเศษ เพื่อให้ทันเลือกตั้ง และการหมดวาระของรัฐบาล

ขณะนี้ไม่สามารถคาดการณ์ทางการเมืองได้ หากศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ทัน ก็ไม่สามารถเลือกตั้งได้ เพราะไม่มีกฎหมายเลือกตั้ง หรือไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ในเมื่อแก้ไขมาแล้วเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และจะต้องมาพิจารณาเกี่ยวกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ การหาร 100 หรือ 500 แต่ไม่ผ่านการพิจารณา ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ อาจไม่มีการเลือกตั้งก็ได้ อาจจะนำไปสู่สถานการณ์การเมืองสุญญากาศ หรือเดดล็อก เนื่องจากไม่มีกฎกติกาให้เดิน แต่ในที่สุดเรื่องต่างๆ จะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

หากพิจารณาไม่ทัน หรือมีวิกฤตเกิดขึ้น อาจจะนำไปสู่ ไม่มีการเลือกตั้งก็ได้เช่นกัน

หากพิจารณาหารด้วยฐาน 500 รวมทั้งมีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่คือพรรคครอบครัวเพื่อไทย ผมคิดว่าการแตกแบงก์พัน เป็นแบงก์ร้อยทางการเมืองนั้นทำได้ แต่การทำเงื่อนไขแบบนี้
อาจมีคนฟ้องว่าพรรคเพื่อไทยทำแบบนี้เป็นการตั้งพรรคเพื่อครอบงำ ก็เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้ไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทยเป็นพรรคลูก

อย่าลืมว่าระยะหลังๆ ปรากฏการณ์การยุบพรรคเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยบอกว่า ตั้งพรรคครอบครัวเพื่อไทย เพื่อเป็นการแตกแบงก์พัน
ซึ่งจะเข้าเงื่อนไขพรรคเพื่อไทยไปครอบงำพรรคครอบครัวเพื่อไทยที่จะตั้งขึ้นมาใหม่

สำหรับการตั้งพรรคใหม่นั้นตั้งได้ แต่ทำการเมืองแบบนี้โอกาสถูกยุบพรรคสูงมาก หากจะทำแบบนี้จะต้องเว้นระยะห่าง และตั้งพรรคที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อมาประกาศตัวแบบนี้เพื่อเอาปาร์ตี้ลิสต์ มองว่าอาจจะเป็นการที่พรรคเพื่อไทยไปครอบงำพรรคครอบครัวเพื่อไทยหรือเปล่า สามารถนำมาเป็นเงื่อนไขที่นำมาฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องระวังในเรื่องยุทธศาสตร์ทางการเมือง เนื่องจากขณะนี้ถือว่าสถานการณ์การเมืองไม่ปกติ การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ไม่อยู่ในกติกา แต่ขณะนี้การเมืองอยู่ในเงื่อนไขของอำนาจที่จะชี้นำ ซึ่งเป็นความไม่ถูกต้อง

หากมองพรรคพลังประชารัฐเสมือนกับการดิ้น เพื่อให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ในการเลือกตั้งสมัยหน้า มองว่าพรรคพลังประชารัฐเอาแน่ ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดูจากความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ก็หวังว่าโครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันมากเช่นกัน

การที่มองว่าการเลือกตั้งสมัยหน้า พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.จำนวนมากและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คิดว่าพรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจสูง หากหาร 100 กับสถานการณ์การเมืองแบบนี้ โดยประเมินจากกระแส อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ไม่พอใจรัฐบาลอย่างหนักในรอบการบริหารงาน 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้มองเห็นความหวังและโอกาส รวมทั้งทักษิณ ไม่ซีเรียสกับการร่วมมือกับพรรคก้าวไกล หากฝ่ายประชาธิปไตยร่วมมือกัน ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตอาจจะประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และนำเอาพรรคภูมิใจไทยมาร่วมก็จัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีฐานคะแนนเสียงในสภาเพียงพอ

หากหารด้วย 500 สถานการณ์การเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ คิดว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่แตกพรรคย่อย อาจจะได้เฉพาะ ส.ส.เขตเท่านั้น ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ จะไม่ได้เลย เนื่องจาก ส.ส.เขตเลือกตั้งได้เกิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐอาจจะไม่ได้ ส.ส.เขตเลือกตั้ง แต่อาจจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาช่วย รวมทั้งพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก ก็มีความหวังจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาช่วย โดยพรรคพลังประชารัฐคิดแล้วว่าต้องอาศัยหาร 500 เพราะหากหาร 100 โอกาสที่จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสมัยหน้าอาจกล่าวได้ว่ายับเยิน เพราะว่าไม่มีเอกภาพภายในพรรค

ในการแก้ปัญหาของพรรคพลังประชารัฐ หากจะกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง มองว่าในห้วงเวลาที่เหลือประมาณ 10 เดือนคือ ต้องเปลี่ยนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งพอสมควร อาจจะเป็นคอน
เน็กชั่นเดิมหรือเครือข่ายเดิม แต่จะต้องเป็นน้ำใหม่ทางการเมือง คนรุ่นใหม่ โปรไฟล์ดี บุคลิกภาพทางการเมืองต้องติดดิน เข้าถึงชาวบ้าน เพื่อเป็นต้นทุนทางการเมือง

รวมทั้งผู้สมัครในระบบปาร์ตี้ลิสต์จะต้องอยู่ในหลายแวดวง และเป็นผู้ที่สาธารณชนรู้จักดี สร้างความน่าสนใจให้กับพรรคพลังประชารัฐ และการปรับนโยบายถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะที่ผ่านมาประชาชนผิดหวังในเรื่องนโยบายในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากประสบความล้มเหลวอย่างมากมาย จะต้องทำนโยบายใหม่อาจจะเอามาจากงานวิจัย งานวิชาการ เป็นนโยบายจับต้องได้ หากดูจากกระแส อ.ชัชชาติ ก็มาจากนโยบาย จึงต้องถอดแบบมาจาก อ.ชัชชาติ ซึ่งเห็นว่ามาจาก 3 รูปแบบที่กล่าวมา ส่วนนักการเมืองน้ำเน่า นักการเมืองแบบเก่าๆ ควรไปมีบทบาททางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ต้องยอมรับว่าช่วงนี้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก

การแก้ปัญหาของพรรคพลังประชารัฐจะต้องดำเนินการภายใน 10 เดือนนี้เท่านั้น เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยช้าเกี่ยวกับการตีความการหาร 100 หรือ 500 ออกไปนานกว่า 1 ปีครึ่ง การเมืองก็ต้องว่าไปอีกรูปแบบหนึ่ง

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา จ.เชียงใหม่

กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) จะใช้กลยุทธ์แตกแบงก์พันสู้ สูตรหาร 500 ส.ส.บัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งนั้น
พท. เคยใช้กลยุทธ์ดังกล่าว แตกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เพื่อเพิ่ม ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบ ทษช. เมื่อมีนาคมปี 2562 หรือ 3 ปีกว่ามาแล้วจึงฟื้นกลยุทธ์ดังกล่าว
โดยตั้งพรรคครอบครัวเพื่อไทย ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หรือใหม่ ที่ พท.ใช้กลยุทธ์ดังกล่าว เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า

กลยุทธ์ดังกล่าว ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ได้ผล เนื่องจากการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 62 พท.ได้ ส.ส. 136 เขต จาก 350 เขต แต่ไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลย ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มากสุด
50 คน จาก ส.ส. 150 คน ทำให้ อนค.มี ส.ส.ในสภามากขึ้น แต่เสียงในสภาไม่มากพอ ที่จะร่วมกับ พท.จัดตั้งรัฐบาลได้ จึงเป็นฝ่ายค้านมาถึงปัจจุบัน

หาก พท.ส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบ 400 เขตทั่วประเทศ ในการเลือกตั้งปีหน้า ถ้าชนะเลือกตั้ง 200 เขต หรือ 50% ตามกฎหมายกำหนดว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส.เขตทั้งหมด
จะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีก เพื่อป้องกันเสียงข้างมาก หรือเผด็จการในสภา

อย่างไรก็ตาม หาก พท.ได้ ส.ส.ไม่ถึง 200 เขต อาจได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มากที่สุด รองลงมาเป็นพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตามลำดับ หากผู้มีสิทธิลงคะแนนให้พรรค 70,000-80,000 คะแนน เชื่อว่าได้ ส.ส. 1 คนแล้ว ถ้าดูจากฐานคะแนน
เลือกตั้งปี 2562 เชื่อ 5 พรรคได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ครบ 100 คน ดังนั้น พรรคเล็กมีโอกาสได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์น้อยมาก ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน ทำให้พรรคเล็กได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมกว่า 10 พรรค

การเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ต้องใช้ฐานข้อมูลเลือกตั้งปี 62 มาศึกษา วิเคราะห์ ถึงความเป็นไปได้ และโอกาสได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกัน รวมทั้งระเบียบและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง ส.ส. เพื่อคำนวณสูตรหาร 500 ที่สำคัญต้องมีกระแส ความนิยมพรรคและตัวบุคคล พร้อมกระสุน ที่เป็นปัจจัยสำคัญการเลือกตั้งทุกครั้ง ถึงมีโอกาสได้รับเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ เพื่อให้ได้ ส.ส. เข้าสภามากที่สุด ก่อนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าด้วย

ดังนั้น กลยุทธ์การแตกแบงก์พันของ พท. เพื่อนำไปสู่ชัยชนะเลือกตั้งครั้งหน้านั้น เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจึงมีโอกาสน้อย ส่วนตัวมองว่าเป็นกลยุทธ์ ที่ได้ไม่คุ้มเสีย ทำให้พรรคเล็กที่เป็นพันธมิตร อาจไม่พอใจ และเปลี่ยนข้างไปอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลแทน หาก พท.ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องสูตรหาร 500 ว่าขัดรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น เชื่อว่าศาลไม่รับฟ้อง เพราะเป็นเรื่องฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ หรือกติกาเลือกตั้ง ที่สำคัญพรรคร่วมรัฐบาล มี ส.ว. 250 เสียงสนับสนุน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าด้วย

สุดท้าย การเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ถือเป็นเกมชิงอำนาจระหว่างฝ่ายค้าน กับพรรคร่วมรัฐบาล ใครถือไพ่เหนือกว่าย่อมมีโอกาสชนะมากกว่า

ดังนั้น พท.ต้องปรับกลยุทธ์ ดึงศัตรูให้กลายเป็นมิตร ดึงพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ ภท. และพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า เพื่อแข่งกับ พปชร. และ ปชป. ถึงมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าได้ และเชื่อว่าสำเร็จได้ ภายใต้คอนเน็กชั่นของนายทักษิณ ที่ยังมีบทบาททางการเมืองเสมอ ไม่ว่าอยู่ในสถานะใดก็ตาม