หน้าแรก การเมือง ดุลยภาค ชี้ อ...

ดุลยภาค ชี้ อาเบะ วางรากฐานอินโด-แปซิฟิก ทิ้งมรดกระเบียบโลกใหม่ ศต.ที่ 21

9.07.22 | 23:30 น.

ดุลยภาค ชี้ อาเบะ วางรากฐานอินโด-แปซิฟิก ทิ้งมรดกระเบียบโลกใหม่ ศต.ที่ 21

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และ อาจารย์โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนข้อความเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของท่านชินโซ อาเบะ

ในมุมมองผม อดีตนายกรัฐมนตรีอาเบะมีวิสัยทัศน์ที่ก่อกระทบต่อระบบภูมิรัฐศาสตร์โลกและเอเชียเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 อาเบะไปกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาอินเดียในหัวเรื่อง “Confluence of the Two Seas” หรือ “การบรรจบกันของสองทะเล” ซึ่งกล่าวถึงการเชื่อมโยงผืนทะเลในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นกับอินเดีย

สิ่งนี้เป็นต้นเค้าของยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิก” ที่โด่งดังในทุกวันนี้

อาเบะมองการเรืองอำนาจของจีนในเอเชีย-แปซิฟิกด้วยความหวั่นไหว เขาจึงเล็งไปที่การกระชับมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับอินเดียจนทำให้เกิดแนวล้อมจีนโดยมีญี่ปุ่นอยู่ตรงมหาสมุทรแปซิกและมีอินเดียอยู่ตรงมหาสมุทรอินเดีย

Advertisement

ขณะเดียวกัน เขาก็พูดถึงวงโค้งของรัฐประชาธิปไตยและวงโค้งแห่งเสรีภาพกับความมั่งคั่ง โดยได้รวมสี่รัฐในอินโด-แปซิฟิกเข้าด้วยกัน นั่นก็คือ ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย จนเกิดวงจตุมิตร หรือ “Quad” ซึ่งเป็นสมาชิกสี่เส้าที่ตรึงแนวยุทธศาสตร์ไว้ล้อมกรอบจีน พร้อมค่อยๆเปลี่ยนจุดสนใจทางการเมืองระหว่างประเทศจากเอเชีย-แปซิฟิกที่มีจีนนำ ไปสู่ อินโด-แปซิฟิกที่มีญี่ปุ่นกับพันธมิตรอีกสามชาติเป็นแกนนำ

จริงๆแล้ว วิสัยทัศน์ของอาเบะมีส่วนอย่างมากต่อการขับเคลื่อนแนวคิดอินโด-แปซิฟิก แม้ในสุนทรพจน์ของเขาเมื่อปี ค.ศ.2007 อาเบะจะไม่ได้พูดถึงคำว่าอินโด-แปซิฟิกแบบโจ่งแจ้ง แต่มุมมองเขามีผลต่อการวางรากฐานระบบพันธมิตรยุทธศาสตร์ในภูมิภาค

อาเบะใช้คำว่า “เอเชียที่กว้างไกลขึ้น หรือ “Broader Asia” ซึ่งหมายถึงการบูรณาการระหว่างเอเชียตะวันออกกับเอเชียใต้โดยมีญี่ปุ่นกับอินเดียเป็นตัวแสดงหลัก อาเบะเห็นว่าความร่วมมือระหว่างสองชาติจะกระตุ้นให้เอเชียที่กว้างไกลขึ้นนี้สามารถหมุนกำลังเคลื่อนตัวไปทั่วผืนมหาสมุทรแปซิฟิกจนดึงเอาสหรัฐฯและออสเตรเลียเข้ามาเป็นแนวร่วมได้

สิ่งนี้สะท้อนว่าอาเบะเตรียมสร้าง Quad ไว้นานพอควรแล้วโดยผลักแนวคิดเอเชียที่กว้างไกลขึ้นให้ขยายผลต่อยอดจนเกิดแกนสี่มหาอำนาจที่แผ่กำลังควบคุมทั้งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก

ดังนั้น โลกยุทธศาสตร์ทุกวันนี้ (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกรอบอินโด-แปซิฟิกจนกระตุ้นให้จีนต้องงัดกลยุทธ์ต่างๆเพื่อตอบโต้ถ่วงดุลกับรัฐมหาอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์) ก็เป็นผลผลิตจากวิสัยทัศน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ของอาเบะนั่นเอง อาเบะจึงมีอิทธิพลต่อโครงสร้างอำนาจทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย

การจากไปของอาเบะ ไม่ได้หมายความว่ามรดกทางยุทธศาสตร์ของเขาจะสลายตัวไป หากแต่สิ่งที่เขาเคยผลักดันเอาไว้ ได้กลายมาเป็นองค์ประกอบหลักของระเบียบโลกใหม่ในศตวรรษที่ 21 เรียบร้อยแล้ว

นี่คือผู้นำชาตินิยมต้นแบบที่มีแผนวิสัยทัศน์ขยายอำนาจให้ญี่ปุ่นโดดเด่นขึ้นบนเวทีโลก แต่ขณะเดียวกันก็ใช้มุมมองภูมิรัฐศาสตร์ในการเปลี่ยนโลก

ผลที่ตามมา คือ อินโด-แปซิฟิกค่อยๆกลายเป็นหน่วยอาณาบริเวณใหม่ที่ควบรวมมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิกจนกลายเป็นเขตสมุทรเดี่ยวในทางยุทธศาสตร์และก็ทำให้ญี่ปุ่นรักษาผลประโยชน์ชาติโดยโยกความสัมพันธ์ไปมาระหว่างเขตเอเชียตะวันออก เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงทวีปอเมริกากับออสเตรเลีย-โอเชียเนีย) ได้แบบคล่องแคล่วทรงพลังขึ้น