‘พิชัย’ ติง ‘ประยุทธ์’ ปล่อยค่าการตลาดน้ำมันพุ่งสูงสวนทางมาตรการ

12.07.22 | 11:44 น.

‘พิชัย’ ติง ‘ประยุทธ์’ ปล่อยค่าการตลาดน้ำมันพุ่งสูงสวนทางมาตรการที่ออก ชี้ 3 แกนกลายเป็นจุดอ่อนตอกย้ำความล้มเหลว

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองด้านเศรษฐกิจ พรรค พท. กล่าวถึงปัญหาการเมืองกระทบเศรษฐกิจไทย และปัญหาที่ไทยต้องเผชิญ ว่าสัปดาห์ที่แล้วราคาน้ำมันลดลงมาประมาณ 10% จากความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ก็เพิ่มขึ้นมา สหรัฐเองก็พยายามผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียเพิ่มการผลิต แต่ก็เหมือนกับว่าไม่สามารถตกลงกันได้ ปัจจุบันก็มีปัญหาเรื่องลิเบียไม่ยอมส่งออกน้ำมัน ทำให้มีน้ำมันส่งออกน้อยลง และความกังวลที่จีนจะล็อกดาวน์อีก นี่จึงเป็นปัญหาที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมัน


แต่ที่ตนจะพูดถึงคือเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันที่ตนย้ำเสมอ สัปดาห์ที่แล้วเรามีความตกใจที่รัฐบาลปล่อยให้บริษัทน้ำมันคิดค่าการตลาดพุ่งสูงถึง 3.90 บาท ถึง 5.70 บาท ตนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดมาก นอกจากค่าการกลั่นที่บอกจะไปเจรจา แต่ก็เจรจาไม่ได้ ทำให้ค่าการกลั่นไม่ลดแล้วยังปล่อยให้มีการขึ้นค่าการตลาดอีก

“ค่าเบนซินลิตรละ 4.70 บาท ดีเซล 3.90 บาท ผมไม่ทราบว่าท่านปล่อยให้มีการลักไก่กันแบบนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มาตรการที่ท่านออกมาเอง โดยมีการระบุว่าจะให้ราคาการตลาดไม่เกิน 1.40 บาท แต่ท่านกลับปล่อยขนาดนี้ เมื่อเริ่มโดนด่าวันนี้ก็มาลดดีเซลเหลือ 1.40 บาท แต่เบนซินยังเหลือ 3-4 บาทอยู่เลย ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดปกติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตั้งใจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทน้ำมัน ท่านมาจาก ปตท. ท่านเห็นประชาชนลำบากขนาดนี้ ท่านกลับปล่อยให้บริษัทน้ำมันเอาเปรียบประชาชนขนาดนี้ได้อย่างไร เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ขอให้ท่านรีบลดราคาการตลาดทั้งดีเซลและเบนซิลลงมา ได้กำไรจากค่ากลั่นมโหฬารยังจะเอากำไรขูดเลือดขูดเนื้อกับประชาชนอีกหรือ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง ซึ่งก็เข้าใจเรื่องการกลั่น แต่ค่าการตลาดรัฐบาลสามารถลดได้ ยืนยันว่าท่านต้องรีบลดเพราะประชาชนเดือดร้อนมาก” นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่กำลังเตรียมจะขึ้นค่าราคาไฟฟ้าที่เพิ่มไปเป็นหน่วยละ 4 บาท และตอนนี้จะขึ้นมา 5 บาท ขึ้นอีกกว่า 20% ตนมองว่าประชาชนจะอยู่กันไม่ได้ และมีความผิดปกติ ปัญหาของการขึ้นราคาบอกว่ามีการนำเข้า LNG ที่พุ่งสูงขึ้น 30 เหรียญ ซึ่งค่อนข้างจะสูงมาก ทั้งนี้ มีหลายเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนทราบว่ารัฐบาลไปเปลี่ยนสัมปทานในอ่าวไทย ทำให้มีการสับสนและมีการฟ้องร้องกันของบริษัทน้ำมันสองแห่งที่ไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องการส่งมอบบ่อแก๊ส ทำให้ส่งแก๊สขึ้นมาไม่ได้ จึงต้องนำเข้า LNG กันเยอะ ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องรีบแก้ปัญหา เพราะราคาไฟฟ้าจะพุ่งไม่หยุด

Advertisement

นายพิชัยกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบกลับไปกลับมา ที่ในตอนแรกได้แก้เป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่พอรู้ว่าตนเองจะแพ้การเลือกตั้งก็จะแก้กลับไปเป็นหาร 500 จึงอยากจะให้ประชาชนได้เห็นว่าผลของการเมืองไทยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

เศรษฐกิจไทยหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารย่ำแย่มาตลอด ปัญหาหลักมาจากการขาดความเชื่อถือและขาดความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ การลงทุนหดหาย รายได้ลด หนี้พุ่ง ความสามารถแข่งขันทรุดหนัก คอร์รัปชั่นเบ่งบานโดยเฉพาะสื่อหลักต่างประเทศวิจารณ์ไทยและรัฐบาลไทยอย่างรุนแรงมาตลอด บ้างก็วิจารณ์ไทยย้อนหลังไป 30 ปี บ้างก็บอกไทยเป็นคนป่วยของอาเซียน บ้างก็ตำหนิผู้นำไทยว่าทำทุกอย่างเพื่อสืบทอดอำนาจ

แต่กระนั้นประเทศไทยยังคงมี ส.ว. 250 คน โหวตเลือกนายกฯ แม้กระทั่งการเปลี่ยนมาเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเพื่อให้พรรคการเมืองเข้มแข็งก็ยังถูกกลับไปใช้หาร 500 เพื่อเข้าสู่วังวนเดิม แบบนี้เศรษฐกิจไทยคงยากจะฟื้นแน่ ความเชื่อถือและความมั่นใจจะยิ่งหดหาย จึงอยากเรียกร้องประชาชนให้ลงโทษการกระทำที่สร้างความสับสนนี้ เพียงเพื่อจะรักษาอำนาจของตนเองเท่านั้น เหมือนการเลือกตั้งซ่อมที่ลำปางที่เพิ่งผ่านมา

นายพิชัยกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การที่ พล.อ.ประยุทธ์พยายามดิ้นรนที่จะอยู่ต่อเพื่อรักษาอำนาจของตนเองโดยไม่สนใจว่าประเทศจะเสื่อมถอยขนาดไหน จะยิ่งทำให้ประชาชนลำบากมากยิ่งขึ้นและจะยิ่งเบื่อ โดยล่าสุดได้ออกมาแถลง 3 แกน ที่ออกมาแล้วแป้ก ซึ่งเป็นเหมือนการท่องจำมากกว่าจะเข้าใจ จึงอยากให้ พล.อประยุทธ์เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง ดังนี้

1.เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ตลอด 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์แทบไม่ได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของไทยเลย ล่าสุด IMD จัดอันดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยอยู่อันดับที่ 44 ลดลงจาก อันดับ 43 จาก 63 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งอาจดูง่ายๆ ว่าขนาดโครงการ 2 ล้านล้านบาท สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ทำไปถึงไหน ถ้าได้ทำป่านนี้ไทยคงพัฒนาไปไกลแล้ว

ซึ่งหาก พล.อ.ประยุทธ์ คิดจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในตอนนี้ก็ต้องระวังหนี้สาธารณะที่สูงมากให้ดี เพราะจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอีกมาก และที่สำคัญต้องคำนวณรายได้ให้คุ้มค่า ไม่ใช่สักแต่จะทำโดยขาดความรู้ความเข้าใจ สุดท้ายจะเป็นเหมือนประเทศศรีลังกา ที่ล้มละลายเพราะผู้นำขาดความรู้ความสามารถเพียงพอ ทุ่มเงินทำแต่ไม่ได้รายได้ แถมมีคอร์รัปชั่นสูง สุดท้ายประเทศล้มละลาย

นายพิชัยกล่าวต่อว่า 2.เรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เรื่องนี้คณะทำงานเศรษฐกิจพรรค พท.พูดมาไม่ต่ำกว่า 3-4 ปีแล้ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งจะมานึกได้ โดยการอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ ย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียเป็นจำนวนมากแล้ว ประเทศไทยต้องหันมาดูว่าเรามีจุดแข็งอะไรถึงจะดึงดูดเขามาได้ ในการประชุมระหว่างสหรัฐและอาเซียน ประธานาธิบดีวิโดโด ของอินโดนีเซีย ได้นัดหารือกับนายอีลอน มัสก์ ผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้ก่อตั้งบริษัทเทสลา เพื่อจะผลิตแบตเตอรี่ในอินโดนีเซีย ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย และไม่ได้นัดเจอใครเลย

ทั้งนี้ ต้องทราบว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันขาดแคลนแบตเตอรี่และไมโครชิป ที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรค พท.ได้บอกไว้นานแล้ว การที่ต้องเร่งให้มีการผลิตแบตเตอรี่และไมโครชิปในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น อีกทั้งต้องเข้าใจว่าอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นระบบ Autonomous คือเป็นรถยนต์ไร้คนขับและใช้ระบบควบคุมการเดินรถเอง ซึ่งรัฐบาลในอนาคตจะต้องเตรียมตัวรองรับเรื่องดังกล่าวด้วย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่น่าจะเข้าใจ

นอกจากนี้ ยังต้องมองหาระบบการเดินทางในอนาคตแบบอื่นด้วย เช่น โดรนไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้า และเรือพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งจะต้องมองหาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงด้านอื่นด้วย เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ที่ปัจจุบันประเทศเวียดนามเป็นผู้นำไปแล้ว เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมและการเสริมสร้างบรรยากาศให้เกิดธุรกิจด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในประเทศไทยจำนวนมากๆ ให้ได้ เพื่อสร้างเอสเคิร์ฟใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

นายพิชัยกล่าวด้วยว่า 3.การพลิกโฉมภาคธนาคารเพื่อช่วยประชาชน แสดงถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่เข้าใจเรื่องภาคธนาคารเลย ปัญหาของประเทศปัจจุบันคือหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเกือบ 15 ล้านล้านบาท หรือสูงกว่า 90% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับ 11 ของโลก ทั้งนี้ เกิดมาจากการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของ พล.อ.ประยุทธ์เอง พล.อ.ประยุทธ์จะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร

อีกทั้งหนี้เสียในภาคธนาคารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น พล.อ.ประยุทธ์จะแก้ปัญหาอย่างไร การใช้เทคโนโลยีในภาคธนาคารไม่ได้แก้ปัญหานี้ การแก้ปัญหาคือการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนเพื่อมาใช้หนี้ได้ อีกทั้งเพิ่มจีดีพีให้โตมากๆ เพื่อให้สัดส่วนของหนี้ลดลง การลดหนี้ ลดดอกเบี้ย สำหรับธุรกิจที่ประสบปัญหาช่วงโควิดและจะสามารถประคองธุรกิจให้รอดพ้นได้จะทำได้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเข้าใจปัญหาให้ถูกต้องก่อน การเข้าถึงแหล่งทุนเป็นเรื่องจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยเห็นความสำคัญมาตลอด จากนโยบายกองทุนหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จในอดีตสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ดังนั้น อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ศึกษาและเข้าใจไม่ใช่ไปท่องมา แต่ไม่รู้เรื่อง

“แม้การปรับปรุงตัวเองจะเป็นเรื่องดี แต่ควรจะปรับปรุงมา 8 ปีที่แล้ว เพราะเรื่องเหล่านี้พรรคเพื่อไทยเตือนมาตลอด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยฟังและไม่เข้าใจ จนกระทั่งความนิยมของตัวเองไม่เหลือแล้วถึงจะมาแก้ไขตัวเอง ซึ่งช้าไปมากแล้ว แถมยังตำหนิรัฐบาลอื่นเรื่องการแจกเงิน แต่จากข้อมูลตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้นพิสูจน์ชัดเจนว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แจกเงินมั่วที่สุด อีกทั้ง 8 ปีที่ผ่านมายังทำรายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นไม่ได้ แล้วอีก 2 ปีข้างหน้าจะทำให้เพิ่มได้อย่างไร น่าจะเป็นแค่วาทกรรมหาเสียงเท่านั้น ดังนั้น เรื่อง 3 แกนที่พูดถึงจึงเป็นจุดอ่อนและความล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์มากกว่าจะนำมาหาเสียงได้ เพราะโครงสร้างพื้นฐานของไทยล้าหลัง อุตสาหกรรมของไทยที่เสื่อมถอย ระบบการเงินการคลังของไทยมีปัญหามาก จากหนี้ที่พุ่งไม่หยุดแถมดอกเบี้ยกำลังจะพุ่ง ยิ่งพูดยิ่งเป็นการประจานตัวเองมากกว่า และยิ่งตอกย้ำว่าเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์ในการบริหารประเทศน่าจะต้องสิ้นสุดได้แล้ว” นายพิชัยกล่าว