จุดเปลี่ยน ความหวัง ในสนามเลือกตั้ง ของ(ว่าที่)นักการเมืองมือใหม่

13.07.22 | 12:20 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมกับการเมืองไทยมากขึ้นทุกขณะ ทั้งบนท้องถนนและในสภาอันทรงเกียรติ

อายุไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ไม่จำเป็นต้องมาจาก ‘บ้านใหญ่’ หรือตระกูลนักการเมืองดังอีกต่อไป

ชนชั้นกลางไปจนถึงคนตัวเล็กตัวน้อย สามารถก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองในโลกยุคใหม่

หลายอาชีพ หลากภูมิหลัง นานาความหวังที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ

‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญที่จุดประกายความสนใจสู่เส้นทางนี้คืออะไร?

Advertisement

การตัดสินใจติดป้าย ‘ว่าที่ผู้สมัคร’ และแนวคิดการเลือกสังกัด ‘พรรคการเมือง’ ของเขาเหล่านั้นเป็นอย่างไร?

มาลองจ่อไมค์ให้ซ้อมปราศรัยไปกับ 2 คนรุ่นใหม่ จาก 2 พรรค 2 วงการ ที่ฟันธงแล้วว่าชีวิตนี้ขอเสนอตัวรับใช้ พลีกายใจให้ประชาชนในฐานะผู้แทนราษฎร

จากแอร์โฮสเตส สู่ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ‘เรามาจากรากหญ้า’

เริ่มต้นที่ พนิดา มงคลสวัสดิ์ หรือ ‘ผึ้ง’ แอร์โฮสเตสสาวสายการบินดัง ผู้เชื่อมั่นในความเท่าเทียม หวังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมเดินหน้าสู่ทิศทางที่ดีขึ้น จึงเลือกที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมือง เริ่มด้วยการเป็นเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุนสภาผู้แทนราษฎร ก่อนเตรียมชิงชัยในศึกเลือกตั้ง ในฐานะ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 1 พรรคก้าวไกล เพราะสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก จากการเกิดและเติบโตในครอบครัวที่เจ้าตัวใช้คำว่า ‘รากหญ้า’

“พ่อแม่เราเป็นชนชั้นแรงงาน ปู่ย่าตายายเป็นชาวนา เราคือคนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะทางสังคม เป็นกลุ่มเปราะบาง จึงเห็นสิ่งเหล่านั้นมาตลอด ทำให้สงสัยว่าทำไมตัวเองช่างมีความแตกต่างจากเพื่อน ทำไมถึงมีความเหลื่อมล้ำกันขนาดนี้ มองไปบนท้องถนนเห็นคนไร้บ้าน ทำไมเรามีข้าวกินแต่เขาไม่มี แล้วเราจะทำอย่างไรให้มันไม่มีความแตกต่างหรือทำให้ดีขึ้น” ผึ้งย้อนปูมชีวิต ก่อนลงลึกไปอีกนิดว่า จุดที่ทำให้โฟกัสประเด็นทางการเมืองมากขึ้นไปอีก คือการที่พ่อร่วมชุมนุมในฐานะ ‘คนเสื้อแดง’

“เราได้ฟังจากพ่อ ได้เรียนรู้ว่าการชุมนุมเป็นการออกมาเรียกร้องของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมในสังคม แต่ก็ไม่ได้มีความเข้าใจในเชิงลึกมากขนาดนั้น แค่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง มันจะมีวิธีไหนบ้าง เหมือนเวลาดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ เราก็อยากเป็นคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ อยากเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม พอโตขึ้น ในสังคมมีวาทกรรมที่ว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก ทำให้ไม่ได้ศรัทธาในกลไกรัฐสภา เลยยังไม่คิดทำงานการเมือง” แอร์โฮสเตสสาวสารภาพอย่างตรงไปตรงมากับแนวคิดในอดีต ก่อนถึงจุดเปลี่ยนเมื่อ ‘พรรคอนาคตใหม่’ ถือกำเนิดขึ้น

“พอวันหนึ่งมีพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความแปลกใหม่ ทำให้เรากลับมาสนใจการเมือง จากภาพระบบอุปถัมภ์ การสืบทอดทางการเมือง มาสู่แนวคิดใหม่ๆ แม้ตอนนั้นก็ไม่ได้เชื่อมากนักว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่เราก็ฝากความหวังไว้ วันหนึ่งพรรคถูกยุบ ทำให้รู้สึกว่าคนที่เราส่งเข้าไปเป็นตัวแทนไม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่นั้น ซึ่งมันเจ็บและคิดว่าทำแบบนี้ไม่ได้ จากนั้นเลยติดตามการเมืองมาตลอด พอมาเป็นพรรคก้าวไกลเราก็ยิ่งสนใจมากกว่าเดิม ตอนแรกแค่ฝากความหวังไว้ว่าเขาจะไปทำหน้าที่แทนเรา เมื่อพรรคก้าวไกลได้ทำงานสภา ก็ติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเขาทำและพูดอะไรบ้าง ซึ่งมันเป็นมิติใหม่ทางการเมืองที่อยากเห็น อภิปรายแบบนี้สิ ข้อมูลแบบนี้สิที่เราต้องรู้ ทำให้ยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นวันหนึ่งมีการประกาศในเว็บไซต์พรรคก้าวไกลว่า ถ้าคุณเป็นคนที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ทนไม่ได้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ต้องการลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ก็เข้ามาทำงานด้วยกัน จึงตัดสินใจสมัคร เพราะคิดว่าเราก็เป็นหนึ่งคนนั้นที่มีคุณสมบัติครบตามที่ประกาศและสามารถเข้ามาทำงานการเมืองได้” ว่าที่ผู้สมัครฯเล่า

ขอเป็น‘คนธรรมดา’ที่พูดแทนประชาชน

ตัดภาพมาสู่การสมัครและสัมภาษณ์ซึ่งเป็นไปในรูปแบบ ‘ออนไลน์’ เพราะอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 วินาทีที่รู้ว่าได้เป็นแคนดิเดตผู้สมัคร ส.ส. พนิดา บอกว่า ‘ตัวสั่นไปหมด’

“การสัมภาษณ์ออนไลน์ใช้เวลานานมาก ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ทุกคำถามคือการวัดวิสัยทัศน์ ทัศนคติ และเจตจำนงทางการเมือง และเราก็ได้สอบถามข้อมูลเพื่อให้เราได้เชื่อมั่นในตัวพรรคมากยิ่งขึ้นด้วย เมื่อได้รับคัดเลือกจากพรรคส่วนกลางแล้ว ก็ต้องเข้าไปที่ส่วนของระดับจังหวัด เข้าไปแนะนำตัว ทำให้เกิดการยอมรับจากทั้งประชาชนในพื้นที่และทีมงานที่ต้องเข้าไปทำงานร่วมกับเขามากๆ”

ถามว่าหลังจากได้เป็นว่าที่ผู้สมัครฯ ส.ส.สมใจแล้ว ต้องปรับตัวมากน้อยแค่ไหน

“ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องปรับตัวมาก แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้มากขึ้น เพราะเราไม่ได้มีพื้นฐานทางการเมืองมาก่อนไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ แต่ยืนยันนะว่าผู้แทนประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมายที่เก่งกาจ นักรัฐศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นคนที่เกินกว่าประชาชนคนธรรมดา เราคือคนที่สามารถเข้าไปพูดในสภาแทนพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจประชาชน สื่อสารแทนประชาชนได้ และสู้แทนประชาชนได้ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางการเมือง ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องศึกษาว่ากลไกรัฐสภาทำงานอย่างไร กฎหมายข้อไหนเกี่ยวข้อง”

ไม่ถามไม่ได้ว่า ตัวเอง ‘เปลี่ยนไป’ หรือไม่ หลังก้าวเท้าสู่เส้นทางนี้ ได้คำตอบว่า ‘ไม่’

“ไม่เปลี่ยน บุคลิกก็ยังเหมือนเดิมเพราะค่อนข้างใช้ความเป็นตัวเองในการทำงานทางการเมือง แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือเราคุยกับคนมากขึ้นกว่าเดิมมาก เดี๋ยวนี้คือไม่ว่าจะเจอใครเราจะพูดคุย อยากรู้ความเป็นไปในชีวิตของพี่น้องประชาชน อย่างเวลาขึ้นแท็กซี่ก็จะถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปัญหาที่เจอช่วงนี้มีอะไรบ้าง เพราะเรามีเซนส์ของความเป็นผู้แทนราษฎรถึงแม้จะยังไม่ได้เป็นก็ตาม

ที่สำคัญรู้สึกว่างานนี้เป็นตัวเองมากๆ เพราะเหมือนได้เจอคนที่มีแนวคิดแบบเดียวกัน มีอุดมการณ์ มีความฝัน เหมือนได้เจอเพื่อน และด้วยความที่พรรคก้าวไกลมีความเชื่อว่าทุกคนเท่ากัน เวลาจะเดินไปคุยกับใครมันรู้สึกอุ่นใจและสบายใจ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.หรือทีมทำงานทุกคน สามารถแลกเปลี่ยน หรือแชร์ข้อมูลความคิดเห็นกัน แบบนี้สิที่เราอยากได้ เพราะในสังคมของแอร์โฮสเตส หรือในสังคมทั่วไปจะค่อนข้างมีความโซตัสสูง เวลาจะพูด หรือทำอะไรอาจจะต้องระวังเรื่องประเด็นการพูดคุย แต่ในพรรคเป็นพื้นที่ความปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น”

หวังพลิกประวัติศาสตร์ ด้วย‘สวัสดิการถ้วนหน้า’ลบรอยน้ำตาของผู้คน

พนิดา เล่าต่อไปว่า สิ่งที่ได้พบเจอบ่อยครั้งจากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน ไม่ใช่อื่นใด หากแต่เป็น ‘น้ำตา’

“น้ำตาของพี่น้องประชาชนคือสิ่งที่เห็นบ่อยมาก ช่วง 8 ปีที่ผ่านมามันสร้างบาดแผลให้กับพี่น้องประชาชนหลายคน เวลาที่เขาเล่าปัญหามาเราจะบอกเขาว่านโยบายอะไรบ้าง ที่จะสามารถตอบสนองปัญหาเหล่านั้นได้ เขาก็มีความหวังไปกับเรา”

ถามว่านโยบายหลัก หากได้นั่งเก้าอี้ผู้แทนฯคืออะไร? พนิดา ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ‘ลดความเหลื่อมล้ำ’ และ ‘สวัสดิการถ้วนหน้า’

“เราเข้ามาทำงานการเมืองด้วยเป้าหมายที่อยากลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะได้เห็นการกดขี่โดยไม่เป็นธรรม แต่เราเชื่อในความเป็นคนที่เท่ากัน สวัสดิการถ้วนหน้าเป็นสิ่งที่ต้องปักธงให้ได้ มันจะเป็นตัวที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปเลย หากวันไหนคุณลำบาก สวัสดิการถ้วนหน้าจะเป็นตาข่าย เป็นหลักประกันสวัสดิภาพชีวิต คุณจะยังดูแลตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองได้ในขั้นพื้นฐาน

นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าของพรรคก้าวไกล ดูแลตั้งแต่อายุ 0-22 ปี ในวัยเรียน และผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เราจะเห็นช่องว่างคือคนในวัยทำงานที่ต้องแบกรับทั้งลูกหลานและพ่อแม่ที่เกษียณ แล้วยังต้องดูแลชีวิตตัวเองด้วย แต่หากมีสวัสดิการถ้วนหน้า อย่างน้อยที่สุดจะสามารถเบาภาระให้คนวัยทำงาน ช่วยยกระดับชีวิตให้ดีขึ้น โดยจุดประสงค์หลักคือไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความยากจน”

ปิดท้ายด้วยความมุ่งหวังสูงสุดในเชิงอุดมคติ แอร์โฮสเตสสาว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ จากพรรคก้าวไกล ให้คำตอบกินใจว่า

“อยากเห็นกลไกรัฐสภากลับมาศักดิ์สิทธิ์ อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนในภาษาที่เข้าใจง่าย และเป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยประชาชน”

หนุ่มนักเรียนนอก ผู้ฝันใฝ่ให้‘บ้านเกิด’ไม่เหมือนเดิม

มาถึงอีกหนึ่งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.โปรไฟล์น่าสนใจ คือ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ หรือ ‘กอล์ฟ’ เจ้าของธุรกิจอาหารเสริมและเครื่องสำอางออนไลน์ ที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 10 ปี ชาวจังหวัดกาญจนบุรี จบจากโรงเรียนวิสุทธรังษี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ก่อนบินไปใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกาถึง 8 ปี

‘ทุกครั้งที่กลับบ้าน ทำไมเมืองกาญจน์ยังเหมือนเดิม?’

เป็นคำถามง่ายๆ ที่เกิดขึ้นในใจ แต่คำตอบนั้นไม่ง่าย และนำไปสู่การตัดสินใจโลดแล่นบนเส้นทางสายการเมือง ในฐานะ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี เขต 1 พรรคเพื่อไทย

“ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ร้านที่เราเคยไปก็ปิดกิจการเป็นจำนวนมาก มันไม่เฟื่องฟูเหมือนตอนที่เรายังเด็ก ตอนนี้ชีวิต
โอเคแล้ว เลยอยากทำอะไรบางอย่างให้จังหวัดตัวเองดีกว่า

อย่างที่รู้กันว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ไม่ดี ด้วยเศรษฐกิจ คนอดอยาก ของแพง ค่าครองชีพสูง ต้องยอมรับว่าในอดีตพรรคการเมืองที่สามารถบริหารเรื่องเศรษฐกิจได้ดีมาก คือพรรคไทยรักไทย ตอนนั้นเราเป็น First Voter ก็เลือกพรรคนี้ จึงตัดสินใจสมัครในนามพรรคเพื่อไทย”

เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใดจึงส่งใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกครอบครัวเพื่อไทย พร้อมอาสารับใช้ประชาชนคนเมืองกาญจน์

“จริงๆ ต้องบอกว่าแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยมีเยอะมาก พรรคมีตัวเลือกมากพอสมควร ตอนนั้นเราต้องทำผลงานให้เขาเห็น คิดว่าที่พรรคเพื่อไทยเลือกเรา เพราะเขาต้องการเปลี่ยนถ่ายอะไรบางอย่างในการมองการเมืองในอนาคต ซึ่งเราเป็นรุ่น New Blood โดยพรรคพยายามหาคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็ม การที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยอายุที่ยังไม่มาก ยังมีไฟในการขับเคลื่อนและช่วยเหลือคนอื่นได้ น่าจะเป็นจุดที่พรรคอยากให้เรามาทำงานการเมืองร่วมกัน”

ปรับตัว‘ออกงาน’คุยชาวบ้าน เห็น(หัว)ใจปัญหา‘ที่ดินทำกิน’

จากนักธุรกิจออนไลน์สู่ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อัครนันท์ ยอมรับว่า ‘ต้องปรับตัวเยอะมาก’ โดยเฉพาะการ ‘ออกงาน’ และลงพื้นที่ ซึ่งทำให้เห็นปัญหามากมาย รวมถึงประเด็นทางกฎหมายที่สะท้อนถึงความไม่เข้าใจของภาครัฐ

“เราอยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้มีพ่อ หรือแม่เป็นนักการเมือง เมื่อก่อนชีวิตไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือใคร ไม่ต้องแบ่งเวลาให้ใคร แต่วันนี้ต้องปรับตัวเป็นบุคคลสาธารณะ แน่นอนว่าชีวิตส่วนตัวหายไป แต่ก็มีความสุข เข้าใจชาวบ้าน

ส.ส.ต่างจังหวัดต้องกลมกลืนและมีสายสัมพันธ์กับประชาชน แม้เราจะเป็นคนรุ่นใหม่ การใช้ช่องทาง
โซเชียลมีเดียอาจช่วยได้ครึ่งหนึ่ง แต่ก็ต้องทำกิจกรรมร่วมกับประชาชนเยอะมาก เมื่อลงพื้นที่ก็ได้เห็นปัญหาของประชาชน ซึ่งจะสามารถถ่ายทอดปัญหาเหล่านั้นไปสู่ผู้ที่เขียนกฎหมายได้

กฎหมายบางข้อที่ออกมาต้องยอมรับว่าข้าราชการที่เป็นผู้ออกกฎหมายไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ไม่ได้เห็นข้อเท็จจริง ตัวอย่างคือในพื้นที่ของเรามีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ชาวบ้านบางคนก็ขอน้ำ หรือขอไฟไม่ได้ พื้นที่เป็นเขตอุทยานบ้าง บางทีชาวบ้านอยู่มาก่อนการออกกฎหมาย ออกกฎเพื่อคุมแต่ไม่รู้ว่ากระทบกับชีวิตประชาชนอย่างไร”

มาถึงตรงนี้ แน่นอนว่านโยบายที่ต้องชูธง หากได้ดำรงตำแหน่งผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ คือ ประเด็นที่ดินทำกิน

“ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินเป็นหัวใจหลักเลยที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ถูกบั่นทอนโดยกฎหมาย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในบางพื้นที่ยังไม่มีถนนเข้าไปทั้งๆ ที่เป็นเขต 1 เขตเมือง ที่ดินในการทำมาหากินของประชาชนคนเมืองกาญจน์สำคัญมาก ความเจริญไม่ควรอยู่เพียงแค่ที่กรุงเทพมหานคร ความเจริญในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นตึกสูงเสียดฟ้า เอาแค่ถนนที่ใช้ในการเดินทางสะดวก ทุกวันนี้ทางยังเป็นทางลูกรังอยู่เลย อย่างน้อยความเจริญและคุณภาพชีวิตที่ดีควรจะเข้าไปถึงพวกเขา อย่าให้ความเจริญอยู่แค่ในเมือง”

เมืองกาญจน์ต้องกล้า‘เปลี่ยน’

ก่อนจะถึงวันที่ฝันใฝ่ ในการเป็นตัวแทนราษฎร ซึ่งไม่ว่าจะได้รับเลือกหรือไม่ สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ผู้นี้อยากได้เห็นในฐานะประชาชนคือ การเปลี่ยนรัฐบาล

“ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้ายังมีรัฐบาลเดิมๆ อยู่ มันก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย อย่างบ้านเรา กาญจนบุรี เขต 1 ถ้ายังไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและเลือก ส.ส.หน้าใหม่ เลือกคนมีไฟเข้าไปทำงานให้กับประชาชน ก็จะไม่เห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในการพัฒนา

ในอนาคตกาญจนบุรีกำลังจะมีมอเตอร์เวย์ ซึ่งแน่นอนว่าจะขับเคลื่อนคนเข้าไปมากขึ้น เราจะเดินทางไปถึงโดยไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งเชื่อว่าถ้ามี ส.ส.ที่เข้าใจปัญหา มีวิสัยทัศน์ในการทำงานการเมือง
หรือทำงานเกี่ยวกับพื้นที่ การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจะสร้างความเปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่ให้เมืองกาญจน์”

ส่งท้ายด้วยนิยาม ‘นักการเมืองที่ดี’ ในสายตา อัครนันท์ ที่มองว่าการเข้าอกเข้าใจประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ

“เมื่อเป็นนักการเมือง ความเสียสละต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเลย เพราะฉะนั้น ในนิยามของเราคือเราเชื่อว่าถ้ามีนักการเมืองที่เข้าใจประชาชนและทำเพื่อประชาชนจริงๆ เราว่าชาวบ้านจะดีใจและภูมิใจในการเลือกเรา”

เพราะคำว่าผู้แทนราษฎรคือกระบอกเสียงและตัวแทนของเขา