หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีฝ่ายค้านปรับแผนอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยวางไทม์ไลน์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไว้ท้ายสุด
ผศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงเหตุผลที่จัดลำดับให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ลำดับสุดท้าย เพราะจะช่วยให้ประชาชนจับประเด็นได้ว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีปัญหาอย่างไร และจะทำให้ ส.ส.ได้เห็นการอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์แบบสดๆ ร้อนๆ จึงจะทำให้เกิดศูนย์รวมการลงมติ และทำให้สมาชิกทุกคนยังจดจำได้ว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำไปเลวร้ายอย่างไร ถ้าเราสามารถล้ม พล.อ.ประยุทธ์ได้ นั้น หากถามว่าน้ำหนักจะเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ คือมันเพิ่มในแง่ของการพยายามที่จะสรุปภาพท้ายความล้มเหลวของคณะรัฐมนตรีมากกว่า เพราะนายกฯถือเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุด แต่ประเด็นที่บอกว่าเพื่อให้คนจดจำสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์กระทำนั้น มันเป็นภาพจดจำมาตั้งแต่การอภิปรายรัฐมนตรีคนแรกแล้วหรือเปล่า เพราะตัวของรัฐมนตรีก็มีภาพของนายกฯประกบในทุกคนและทุกกระทรวงอยู่แล้ว
ส่วนในแง่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่จะถูกอภิปรายเป็นคนแรกนั้น สถานการณ์ที่กำลังเจออยู่ในปัจจุบันแน่นอนคือเรื่องของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นแรกที่กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ แต่ประเด็นที่สองและกลายเป็นระลอกที่สอง ที่เข้าสู่กระทรวงสาธารณสุขและพรรคภูมิใจไทย (ภท.) คือ ประเด็นเรื่องกัญชาเสรีที่มีกระแสของการวิพากษ์วิจารณ์ ในแง่ของพรรค ภท.เองก็ต้องทำนโยบายตามที่เขาหาเสียงไว้ซึ่งก็สามารถผลักดันจนได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีข้อคำถามในเรื่องของความเหมาะสม ความปลอดภัยจากผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุขเอง หรือในปัจจุบันเราก็จะเห็นกระแสต้านจากสถาบันการศึกษาที่ห้ามใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งในวงการแพทย์ปัจจุบันเริ่มเป็นการเคลื่อนไหวคลื่นใต้น้ำ แต่เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภามันกำลังจะทำให้ปัญหาที่ส่งผลกระทบจากกรณีนี้ ผมคิดว่าน่าจะขยายภาพกว้างขึ้นนอกจากสถานการณ์โควิด-19
การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) จะมาร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจกับพรรคฝ่ายค้านนั้นมองได้ว่าในแง่ของเนื้อหาสาระมีความน่าสนใจมากว่า ถ้าในอดีตของพรรคที่เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมาก่อน การที่จะทราบรายละเอียดเนื้อหาความผิดพลาดของรัฐมนตรีแต่ละคน การทำผิดพลาดของการทำงานในแต่ละด้าน หรือมีประเด็นอะไรบ้างที่เอื้อต่อพวกพ้อง การที่เคยเป็นคนร่วมรัฐบาลน่าจะมีข้อมูลในเชิงลึกนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าจับตาว่าน้ำหนักในการอภิปราย การยกมือโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาล มันจะยกระดับจากการสร้างสีสันล้มรัฐบาลได้หรือไม่สิ่งนี้น่าสนใจ
แต่ทั้งนี้การอภิปรายทั้งสองด้านต้องดูว่าเขาอภิปรายเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของเขาโดยเฉพาะหรือสร้างความกระจ่างได้หรือไม่ว่าทำหน้าที่ที่อยากจะเป็นพรรคฝ่ายค้านได้แท้จริงหรือเปล่า
เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา

กรณีฝ่ายค้านปรับแผนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยซักฟอกรัฐมนตรี เป็นลำดับแรกก่อนซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ ปิดท้ายเป็นกลยุทธ์ เพื่อดึงความสนใจประชาชนให้ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก่อนลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกเป็นรายบุคคล เนื่องจากไม่มีกฎหมายห้ามซักฟอกนายกรัฐมนตรีเป็นคนสุดท้าย
ซึ่งฝ่ายค้านมีสิทธิเปิดและปิดคำแถลงการอภิปรายดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรได้ สามารถเลือกว่าจะอภิปรายใครก่อน และหลังได้
ซึ่งได้ล็อก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเป้าหมายถล่มโจมตี เพื่อลดความน่าเชื่อถือผู้นำประเทศ โดยใช้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเป็นตัวหลอก หรือน้ำจิ้ม เพื่อซักฟอก โดยไม่หวังผลอะไร เนื่องจากไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง ยกเว้นมีหมัดเด็ดน็อกคู่ต่อสู้กลางเวทีเท่านั้น
ประเด็นการซักฟอกรัฐมนตรี เท่าที่ติดตาม เป็นเรื่องการละเว้น หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อได้นำเสนอและวิจารณ์มาตลอด
ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร การซักฟอกรัฐมนตรี น่าไม่เกิดประโยชน์ หรือก่อปฏิกิริยาทางการเมืองมากนัก ถ้าลงมติไม่ไว้วางใจ หรือคว่ำรัฐมนตรีได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลมากนัก เพราะไม่ใช่ผู้นำประเทศ แถมยังเปิดโอกาสและเพิ่มอำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อรองพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ด้วย
สุดท้ายเป้าหมายฝ่ายค้านที่ซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายดังกล่าวได้มีข้อมูลพิจารณา และตัดสินใจเลือกตั้ง ส.ส.ปีหน้าเพื่อให้ฝ่ายค้านมีโอกาส ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมฝ่ายค้าน ถึงเลือกซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนสุดท้าย
ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

จากกระแสการปรับแผนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยฝ่ายค้านเลือกอภิปรายรัฐมนตรีท่านอื่นๆ เป็นอันดับแรก ก่อนจะปิดท้ายด้วย พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งต่างจากการอภิปรายซักฟอกที่ผ่านมานั้น
หากมองจากมุมของฝ่ายค้าน การเรียงลำดับดังกล่าวจะช่วยตรึงความสนใจของประชาชนให้อยู่ที่การอภิปรายฝ่ายรัฐบาลจากวันแรกจนถึงวันสุดท้าย เพื่อรอการอภิปรายหลัก ซึ่งมุ่งวิพากษ์นายกรัฐมนตรี
โดยฝ่ายค้านจะเริ่มเปิดแผลของรัฐมนตรีซึ่งมาจากพรรคร่วมเป็นลำดับแรก และค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราว จนสามารถสะท้อนให้ประชาชนที่ติดตามอย่างต่อเนื่อง หรือแม้จะมาติดตามในวันสุดท้ายจะได้เห็นถึงความผิดพลาดและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นลำดับสุดท้าย
โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะทำให้เสียงของฝ่ายค้านมีน้ำหนักพอ และมีเหตุผลที่จะอภิปรายสนับสนุนการไม่ไว้วางใจดังกล่าว
โดยวิธีการนี้นับว่าต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะเดิมมุ่งอภิปรายนายกรัฐมนตรีเป็นลำดับแรก แม้จะสร้างกระแสและบาดแผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้บ้าง
แต่เมื่อไฮไลต์ถูกเปิดเผยไปในช่วงแรกเรียบร้อยแล้ว ทำให้ประชาชนอาจไม่ได้ติดตามต่อในวันถัดมา
ทั้งนี้ แม้มีการปรับแผนดังกล่าว แต่ฝ่ายรัฐบาลก็เตรียมข้อมูลเพื่อตอบโต้ได้ดีเช่นกัน เพราะการที่ฝ่ายค้านเลือกอภิปรายนายกฯซึ่งถือเป็นหัวใจของรัฐบาลในช่วงท้าย จะทำให้นายกฯและฝ่ายรัฐบาลจับกระแสแนวทางการอภิปรายของฝ่ายค้านได้ในวันแรก และคอยปิดช่องโหว่จากการอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลในวันก่อนหน้า
รวมไปถึงการวิเคราะห์เพื่อวางแผนในการปิดรอยรั่วของตนเองไว้ได้ ซึ่งแผนการอภิปรายของฝ่ายค้านดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะปรับแผนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจไม่ใช่ประเด็นหรือสาระสำคัญมากนัก เพราะหลักใหญ่ใจความของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ การนำข้อเท็จจริงของการบริหารงานของฝ่ายรัฐบาลมาถกเถียง และนำเสนอข้อมูลแก่ประชาชน ซึ่งในศึกซักฟอกครั้งนี้ คงจะเป็นการอภิปรายครั้งสำคัญที่ประชาชนต้องจับตามองเพื่อใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งถัดไป
รศ.ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ
อดีตคณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่กำลังจะมาถึง โดยมีการล็อกเป้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นคนสุดท้าย มองว่าเป็นเหมือนเกมกีฬาชนิดหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างต้องวางเกมเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม
ซึ่งการจะวางตัวนายกฯไว้ก่อนหรือหลัง ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สาระสำคัญ คือ การอภิปรายเป็นเวทีที่ตัวแทนของประชาชนทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายค้าน ต่างเป็นตัวแทนของประชาชน
หากประชาชนมีข้อสงสัยการกระทำหรือการทำงานของคนที่ตัวเองเลือกเข้าไปว่าต้องมีอะไรที่ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือชี้แจง เช่น ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่ประชาชนจะมอบความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไปได้
ฉะนั้นหากฝ่ายที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเห็นว่าตัวเองมีข้อมูลเพิ่มเติม มีหลักฐานต่างๆ ก็นำมาอภิปราย นำเสนอให้ประชาชนได้วิเคราะห์และตัดสินใจ
นี่คือ หลักการพื้นฐานที่อยากให้มองให้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในทางการเมือง ซึ่งจะส่งเสริมให้ทุกคนได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน ต้องมีการซักฟอกตรวจสอบ เป็นหลักการของประชาธิปไตย
เป็นการสะท้อนมุมมองความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งจะกลายเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคมตามไปด้วย
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมาถึง แม้พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายคนอื่นๆ ก่อน แล้วอภิปรายนายกรัฐมนตรีภายหลัง เป็นเรื่องปกติที่ต้องเอาบุคคลที่เป็นเบอร์หนึ่ง หรือ ตัวเอกของเรื่องไว้ทีหลัง ไม่อย่างนั้นการอภิปรายก็กร่อย ตัวเอกจึงต้องมาทีหลังมองว่าแบบนี้
นายกฯ จะเป็นคนขมวดเรื่องทุกอย่าง ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็รับผิดชอบในเฉพาะเรื่อง แต่นายกฯรับผิดชอบทุกเรื่องและของทุกกระทรวงไฮไลต์จึงจะอยู่ตรงนั้น

