มีบางฝ่าย พยายามบอกว่าอย่าเอาเหตุการณ์ ที่ศรีลังกา มาเปรียบกับไทย
โดยอ้างว่า การเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทย ไม่ได้เลวร้าย ถึงขนาดเป็น “ชาติล้มเหลว” เช่นนั้น
ซึ่งโดยส่วนตัว ไม่เห็นด้วยนัก
ด้วยมองว่า กรณีศรีลังกา มีสิ่งที่น่าเรียนรู้และเตือนใจ สำหรับคนไทยยิ่ง
โดยเฉพาะ ผู้อยู่ในอำนาจ และกำลังพยายามทุกวิถีทางที่จะ “ไปต่อ” ภายใต้อำนาจนั้น โดยไม่คำนึงว่ามันจะก่อภาวะเลวร้ายให้ประเทศและประชาชนอย่างไร
ซึ่งศรีลังกา ก็เป็นรูปธรรมแห่งตัวอย่างนั้น เพียงแต่จะมอง หรือ พยายามหลับหูหลับตาปฏิเสธว่าเราไม่มีทางที่จะเลวร้ายขนาดนั้น หรือไม่เท่านั้น
ว่าที่จริง กว่าทศวรรษที่ผ่าน ไทยซึ่งผ่านการรัฐประหารมา 2 ครั้ง ในปี 2549 และ 2557 ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน
ติดหล่มวิกฤตน้องๆ ศรีลังกาเลยทีเดียว
ตอนแรกยังดูล้าหลัง ย่ำแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะเราแก้ปัญหาด้วยการยึดอำนาจ ที่ตอนนี้มีเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้น
แม้จะมีความพยายามลบความล้าหลังนั้น ด้วยการประแป้งตราประชาธิปไตย ให้ดูดีขึ้น
แต่ก็ซ่อนกลเกมสืบทอดอำนาจเอาไว้มากมาย
ตั้งแต่ “รัฐธรรมนูญ” ที่เป็นกฎหมายสูงสุด ไปถึงกฎหมายลูก และกลไกอื่นๆ
ส่งผลให้เกิดความบิดเบี้ยว-ผิดเพี้ยน ในการปฏิบัติหน้าที่ ของ องค์กรหลัก องค์กรอิสระ อย่างแก้ไขได้ยาก
ทำให้ การโฆษณาชวนเชื่อว่าจะมีการปฏิรูปประเทศเป็นเพียงน้ำยาบ้วนปาก
ตัวอย่างแห่งความล้มเหลว ที่กำลังจะได้สัมผัสกันในสัปดาห์ที่จะมาถึงนี้ ก็คือเรื่อง “ปฏิรูปการเมือง”
ในสภาที่กำลังจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เราได้ยินแต่เรื่อง “กล้วย”
ได้ยินแต่เรื่องการต่อรองผลประโยชน์ของพรรคเล็กพรรคน้อย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้ไปต่อของฝ่ายที่กุมอำนาจในปัจจุบัน
ซึ่งแม้จะสามารถดิ้นรนผ่านไปได้
แต่ก็คงถลำลึกไปสู่ปัญหาอันผิดเพี้ยนของกฎ กติกา เป็นเขาวงกตอีก
สูตร หารร้อย หรือหารห้าร้อย ที่ไม่เพียงจะต้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขัดหรือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เท่านั้น
ผลแห่งการวินิจฉัยไม่ว่าจะออกทางไหน ก็นำไปสู่พิมพ์เขียวทางการเมืองอันผิดเพี้ยนสืบเนื่องต่อไป ไม่ว่า การเกิดพรรคสาขา พรรคแตกแบงก์ ฯลฯ
อันล้วนหมายถึงการเมือง “อปกติ” เสียทั้งสิ้น
และ ความอปกตินี้ ก็ย่อมนำไปสู่ บิดเบี้ยวไม่เรื่อยๆ
ยิ่ง ฝ่ายที่กุมอำนาจ คิด ที่จะ “ไปต่อ” ยิ่งต้องหาสิ่งพิสดาร หรือแสวงหาปาฏิหาริย์ทางกฎหมายมาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนจนไม่รู้ว่า ประชาธิปไตยอันแท้จริงจะมีขึ้นได้เมื่อใด
เป็นเช่นนี้เราจะบอกว่า เราดีกว่าศรีลังกาได้อย่างไร
ยิ่งกว่านั้น อย่าเพิ่งไปอวดว่าไทยจะเหนือกว่า
เพราะแม้ ศรีลังกาจะย่ำแย่อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือเขายังพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะแก้ไขวิกฤตไปตามระบบ
แม้ประเทศจะก้าวไปสู่จุดเลวร้ายต่ำสุดๆ ถึงขนาดเป็นรัฐล้มเหลว
แต่ตอนนี้เราไม่ได้ยินเสียงนกหวีด เรียกร้องหาอัศวินขี่ม้าขาวออกมาช่วย
และไม่มี บิ๊กทหาร ออกมาล้มโต๊ะประกาศว่า เมื่อพวกคุณคุยกันไม่รู้เรื่อง งั้นผมของยึดอำนาจ
การสรรหาผู้นำใหม่ของศรีลังกา ยังอยู่ในรัฐสภา
ถึงจะมีการตั้ง คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยทหารและตำรวจ เพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
ก็ทำหน้าที่เพื่อรักษาความสงบ หลังประชาชน ฮือไปยึด บ้านผู้นำ สำนักงานนายกรัฐมนตรีรวมถึงอาคารของรัฐอื่นๆ
ไม่ใช่การล้มโต๊ะ ยึดอำนาจ
ซึ่งหากศรีลังกา สามารถเปลี่ยนผ่านวิกฤตไปได้ตามระบบ มิใช่การรัฐประหาร
ไทยคงต้องค้อมหัว เรียนรู้

