หน้าแรก การเมือง หนังจบ วิวาทะ...

หนังจบ วิวาทะยังไม่จบ นักกิจกรรมแห่ถกปมแจกลูกโป่ง รำลึก ‘วัฒน์’ จี้เลิก112 ใน #กรุงเทพกลางแปลง

16.07.22 | 13:28 น.

หนังจบ วิวาทะยังไม่จบ นักกิจกรรมแห่ถกปมแจกลูกโป่ง รำลึก ‘วัฒน์’ จี้เลิก 112 ใน #กรุงเทพกลางแปลง


เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม สืบเนื่องกรณี ‘มิ้น’ กลุ่ม ‘นาดสินปฏิวัติ’ ทำกิจกรรมรำลึก นายวัฒน์ วรรลยางกูร เจ้าของบทประพันธ์มนต์รักทรานซิสเตอร์ ในเทศกาลกรุงเทพกลางแปลง ที่คลองเตยวานนี้ ก่อนถูกผู้จัดขอให้ยุติ อีกทั้งเกิดปากเสียงกันระหว่างชาวคลองเตยกับผู้ทำกิจกรรมรำลึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุดังกล่าวก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักกิจกรรม โดยเฉพาะฝั่งสนับสนุนประชาธิปไตย ถึงความเหมาะสมและกาลเทศะ

ฟ้า พรหมศร วีระธรรมจารี แกนนำกลุ่ม ‘ราษฎรมูเตลู’ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหลายสเตตัสต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำว่า ‘กาลเทศะ’ สำคัญที่สุด ต้องให้เกียรติผู้จัดงาน

Advertisement

ความตอนหนึ่งว่า

‘อ้างว่าจะจัดบูธรำลึกถึง วัฒน์ วรรลยางกูร แต่ ! ไม่ชี้แจงในรายละเอียดต่างๆ ว่าในบูธจะมีกิจกรรมใดๆ บ้างในงานของคนอื่น อันนี้คือสิ่งที่ทำถูก ???

ฟ้ายังยืนยันคำเดิมว่า กาละ และ เทศะ เป็นสิ่งที่สำคัญ การให้เกียรติผู้จัดงานเป็นสิ่งที่ต้องมีอย่างมาก เพราะถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่จะดีหรือไม่ดีในงานในฐานะผู้จัดงานจะได้รับรู้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประเมินสิ่งต่างๆ และความรับผิดชอบ ความเสียหายที่จะตามมาได้

ตำรวจลงหรืออย่างอื่นลง ยึดข้าวของต่างๆ ไป
ใครจะเป็นคนคุยหรือเคลียร์กับตำรวจ
หรือถ้ายกเลิกการจัดงานไปล่ะครับ คนที่เขารอดูภาพยนตร์ในพื้นที่อื่นล่ะ เขาต้องมาเสียโอกาส เพราะสิ่งที่พวกคุณอยากนำเสนอหรือยัดเยียดเหรอ ฝากไว้ให้คิดนะ

ต่อมา ฟ้า พรหมศร ยังอธิบายเพิ่มเติม หลังความคิดเห็นบางส่วนเห็นค้าน โดยเจ้าตัวยืนยันว่า เข้าใจความรู้สึกของผู้โดนคดี ม.122 เป็นอย่างดี เพราะตนก็โดนถึง 5 คดี แต่มารยาทคือสิ่งที่ต้องคำนึงถึง

ความตอนหนึ่งว่า

‘ที่สำคัญนี่งานฉายหนังนะคะ ไม่ใช่งานรณรงค์ยกเลิก 112 ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร มันยากนักหรือที่ให้พื้นที่มันได้เติบโต หรือทำในสิ่งที่มันควรทำ ทุกๆ คนในสังคมต้องมีส่วนร่วมกับเรื่องๆ นี้ตลอดเวลาเลยใช่ไหม มันน่าเบื่อ และที่น่าเบื่อไม่ใช่เพราะประเด็น ในเรื่องประเด็นมันทะลุเพดาน…แล้ว แต่มันคือการยัดเยียด ยัดเยียดจนเกินความพอดีเกินไป บางทีต้องพักบ้างนะ สติ แล้วไตร่ตรองดูว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ’

ด้าน ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก เผยแพร่ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก โดยย้อนเล่าถึงรายละเอียดตั้งแต่การประสานงาน

ความดังนี้

‘ทำไมกิจกรรมเมื่อวานจึงเกิดปัญหา?

จริงๆ แล้วเรื่องมันมีอยู่ว่า ฝ่ายผู้ประสานได้ขอเข้าร่วมจัดบูธรำลึกพี่วัฒน์ในงานกรุงเทพกลางแปลงที่คลองเตย ฝ่ายผู้จัดก็อนุญาตให้จัดได้ อีกทั้งฝ่ายผู้จัดก็เตรียมคิวทำกิจกรรมหน้าเวทีไว้ให้ประมาณ 1 ชม. เตรียมเทียนไว้ให้จุดรำลึก และยืนสงบนิ่ง เพื่อรำลึกถึงพี่วัฒน์ในฐานะที่เป็นผู้ประพันธ์มนต์รักทรานซิสเตอร์ แต่ฝ่ายผู้ประสานไม่แจ้งกิจกรรมว่าต้องการทำอะไรบ้างภายในงาน แจ้งเพียงตั้งบูธทำกิจกรรมรำลึก แจกหนังสือให้ผู้เข้าร่วม และแจกลูกโป่งให้กับเด็กๆ เท่านั้น!!! ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตรงกันหลังจากผมได้คุยทั้ง 2 ฝ่าย

แต่เหตุการณ์เมื่อวานเกิดขึ้นหลังจากที่มีคนปริศนาส่งกล่องปริศนามาที่งาน โดยที่ฝ่ายผู้จัดไม่ทราบว่าเป็นของใคร จึงไม่ได้รับไว้เพราะไม่ระบุชื่อผู้ที่ส่ง และไม่แจ้งชื่อผู้รับ ทางเจ้าของสถานที่จึงให้ตำรวจนำไปไว้ที่ สน.ท่าเรือ ทางฝ่ายผู้ประสานคิดว่าฝ่ายผู้จัดเป็นคนแจ้งตำรวจ จึงมีวิวาทะกัน

ขอเล่าย้อนไปซึ่งมีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ทางฝ่ายผู้จัดทำการฉายหนังสั้นให้กับ Cross Cultural Foundation (CrCF) มูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่ติดต่อประสานงานขอนำหนังสั้นมาฉาย ประเด็นเรื่องการทรมาน หลังจากติดต่อพูดคุยออกแบบกิจกรรมกัน ฝ่ายผู้จัดก็อนุญาตให้นำมาฉาย แม้ระหว่างการฉายฝ่ายผู้จัดจะโดน กอ.รมน.เรียกพบและสั่งห้ามไม่ให้ฉายเพราะบอกว่านายไม่ชอบ!! แต่ทางผู้จัดก็ยืนยันที่จะฉายจนจบ

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นผมมองว่า ฝ่ายผู้จัดเพียงแค่อยากให้ฝ่ายผู้ประสานมาคุยกัน ออกแบบกิจกรรมร่วมกัน บอกรายละเอียดงานให้ครบเพื่อการจัดการที่ดีมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายก็ต่างได้รับความเสี่ยงทั้งคู่ เหตุการณ์วันนี้จะไม่เกิดขึ้นหากฝ่ายผู้ประสานได้พูดคุยกับฝ่ายผู้จัดให้เข้าใจตรงกันอย่างครบถ้วน
แต่หากฝ่ายผู้ประสานติดต่อมาขอทำกิจกรรม คุยรายละเอียด ออกแบบกิจกรรมร่วมกับฝ่ายผู้จัด แล้วทางฝ่ายผู้จัดไม่อนุญาตหรือปฏิเสธตั้งแต่แรกก็จะอีกเรื่องนึง

หรือแม้แต่ตัวผมเองก็ต้องไปพูดคุยกับผู้จัดว่าอยากนำหนังเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการมาฉายที่งานตลาดนัดราษฎร ทางผู้จัดก็ยินดีและเลือกหนังเรื่อง School Town King แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน ที่มี บุ๊ค Elevenfinger แร็พเปอร์ฝ่ายประชาธิปไตยรับบทเป็นนักแสดงนำ มาฉายให้ที่งานเช่นกัน

การทำงานที่ไม่ชัดเจน มันทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน เข้าใจผิด และผลกระทบกับหลายๆ อย่าง ที่เราไม่สามารถจะคาดเดาได้ และการลดความเสี่ยงจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ในเวลานั้น’

ในขณะเดียวกัน ยังมีนักกิจกรรมอีกหลายรายที่มองต่างออกไป อาทิ ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลชื่อดัง ซึ่งเพิ่งเข้ายื่นหนังสือต่อผู้แทนองค์การสหประชาชาติ กรณี ใบปอ-บุ้ง 2 เยาวชนที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำ

ภัควดีแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ความตอนหนึ่งว่า

‘เราเห็นด้วยเลยนะว่าต้องมีกาลเทศะ หนังเรื่องมนต์รักทรานซิสเตอร์สร้างจากนวนิยายของวัฒน์ และวัฒน์เพิ่งเสียชีวิตในสถานะผู้ลี้ภัย ยังมีกาลเทศะไหนที่เหมาะต่อการรำลึกถึงวัฒน์และพูดถึงกฎหมายมาตรา 112 ยิ่งกว่านี้อีกหรือ?

ในแง่ความกังวลว่าผู้จัดจะซวย อันที่จริงการพูดถึงการยกเลิกมาตรา 112 เป็นเรื่องเดียวที่ยังไม่ผิด 112 ในตอนนี้ และในเมื่อมันไม่ผิดกฎหมาย ก็ยังนับได้ว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นขั้นต่ำสุดที่เรามีเหลืออยู่ ไม่จำเป็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองกันขนาดนั้น

แล้วถ้ามีคนมาดูหนังใส่เสื้อยกเลิก 112 เข้าไปในงาน จะถูกไล่ออกจากงานไหม?

เข้าใจล่ะว่าเทศกาลหนังกลางแปลงเป็นความสนุกรื่นเริง แต่นี่คือหนังที่สร้างจากนิยายของวัฒน์และวัฒน์เพิ่งเสียชีวิต ตอนนั้นก็เห็นฟูมฟายไว้อาลัยกันน้ำตาท่วม ตอนนี้จะมารื่นเริงกันบนซากศพแล้ว

ยังไม่นับว่าคอมเมนท์ตามเพจข่าวจำนวนมากที่อ้างคำว่ากาลเทศะ คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากนิยายของใครและคนเขียนเป็นใคร’

ด้าน วนะ วรรลยางกูร บุตรชาย วัฒน์ วรรลยางกูร เปิดใจในตอนหนึ่งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

‘แก่นของมนต์รักทรานซิสเตอร์คือชีวิตชนชั้นล่าง โง่จนเจ็บ…

ฉากในหนังการขับไล่แผนกับบักเสี่ยวจากงานเลี้ยงแฟนซีแต่งตัวเป็นคนจน เหมือนกับการไล่กลุ่มรณรงค์ต้าน 112 ในวันนี้แบบตลกร้าย

ถ้าประเทศนี้ไม่วิปริตพ่อของผมในฐานะผู้ประพันธ์ต้นฉบับ อาจจะยังนั่งในงานนี้ด้วย และคงไม่มีใครห้ามให้เขาพูดถึงปัญหาการเมืองในมนต์รักทรานซิสเตอร์ได้

จุดยืนของผู้ประพันธ์จนกระทั่งเสียชีวิต เขายืนยันในเสรีภาพทางคำพูดและการแสดงออกเสมอมา ไม่ว่าชีวิตหรือผลงานของเขา’

ต่อมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า แทนอุทัย แท่นรัตน์ ระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนี้

‘ขอชี้แจงประเด็นวันที่ 15 กรกฎาคม ในมุมของพิมพ์ซึ่งเป็นผู้ประสานระหว่างทีมฉายหนังและทีมเพื่อนคุณวัฒน์นะคะ

1.ตอนแรกพิมพ์ติดต่อไปทางคุณต่ายเรื่องจะไปทำกิจกรรมที่คลองเตย ในวันที่ฉายภาพยนต์เรื่องมนต์รักทรานซิสเตอร์

2.ทางคุณต่ายได้ขอคอนแทคพิมพ์ไว้ (ซึ่งคนที่ติดต่อมาอีกทีคือคุณตูน)

3.วันที่ 13 กรกฎาคม คุณตูนโทรมาถามพิมพ์ว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง พิมพ์แจ้งว่า มีการแจกลูกโป่ง และร้องเพลง (เรื่องแจกลูกโป่งมีการแจ้งแต่ต้น) ซึ่งเป็นสิ่งหลักที่คิดกัน คุณตูนให้การยอมรับอย่างดี ด้วยการให้บูธขนาด 3×3 และให้เวลาบนเวทีที่ว่าง 1 ชม.

4.วันที่ 14 กรกฎาคม พิมพ์โทรกลับไปหาคุณตูน เพื่อถามว่าคิวเวทีกี่โมง และจบการสนทนา

5.วันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันงาน เวลา 10.58 น. คุณต่ายโทรถามพิมพ์เรื่องกิจกรรมมีอะไรบ้าง พิมพ์แจ้งว่ามีการแจกลูกโป่งและร้องเพลงตามที่แจ้งคุณตูนไว้ คุณต่ายบอกว่ายังไม่ทราบรายละเอียดจากคุณตูนจึงขอขับรถไปออฟฟิศพูดคุยกับคุณตูนก่อน และให้พิมพ์อัพเดตคิวบนเวทีว่าจะมีอะไรบ้างตอนเที่ยง ตอนแรกทางทีมจัดให้เวลา 1 ชม. แต่ทางทีมกิจกรรมขอเปลี่ยนเป็นครึ่ง ชม. และพิมพ์ได้แจ้งอัพเดตเวทีไปว่าจะมีการร้องเพลง+มีการถามคำถามแจกหนังสือของคุณวัฒน์ที่คุณวัฒน์เขียน 3 รางวัล+พูดรำลึกถึงคุณวัฒน์ (ระหว่างพูดเรามาจุดเทียนกัน)

ร้องเพลง: 15 นาที
ถามตอบ : 10 นาที
พูดรำลึก : 5 นาที

6.เวลาประมาณ 14.30 น. พิมพ์ทราบเรื่องว่ามีพัสดุไปส่งและมันคือ ‘ลูกโป่ง’ ซึ่งทางทีมหน้างานแตกตื่นและตกใจกันมาก จึงเป็นเหตุให้ลูกโป่งนั้นไปถึงมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ (เท่าที่ทราบจากทางทีมจัดคือ พัสดุมาส่งและทาง รปภ.เป็นคนรับ และติดต่อศูนย์ และทางศูนย์จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมารับพัสดุไป)

ขออธิบายเพิ่มเติมว่า แผนที่คิดไว้ตอนแรกคือ เราจะไปถึงหน้างานและแกร็บมาส่งลูกโป่ง ทางเราจะเป็นคนรับลูกโป่ง แต่แกร็บมาส่งผิดเวลา เรานัดไว้ช่วงบ่าย แต่แกร็บมาช่วงเช้า ตามข้อมูลที่ทราบคือเจ้าหน้าที่ศูนย์ตกใจและแจ้งไปทางตำรวจ เพราะไม่ทราบว่าพัสดุของใคร ซึ่งในส่วนนี้พิมพ์ขอโทษที่ทำให้แตกตื่น และมองว่าเป็นความผิดพลาดของเรากับแกร็บ

และเมื่อทางทีมพิมพ์ทราบเรื่องจึงเกิดการที่พี่มิ้นไปรับผิดชอบลูกโป่งเซตนั้น

7.ช่วงเวลาใกล้ๆ กัน คุณต่ายโทรมาอีกครั้ง เรื่องของที่จะไปแจกมีอะไรบ้าง หนังสือ ลูกโป่ง และเพลงที่ร้องคือเพลงอะไร พิมพ์ตอบคำถามไปดังนี้
: หนังสือ ด้วยรักแห่งอุดมการณ์ ของคุณวัฒน์
: ลูกโป่ง เป็นรูปวาดหน้าคุณวัฒน์ มีชื่อคุณวัฒน์ และเขียนด้านล่างว่ายกเลิก 112 (เป็นไปตามรูปลูกโป่งนั้น)
: เพลง ต้องถามทางคนร้องเพราะพิมพ์ไม่ได้จำชื่อเพลง มี 4 เพลง เป็นเพลงที่คุณวัฒน์ประพันธ์และเพลงประกอบภาพยนตร์ ถ้าได้ชื่อเพลงจะส่งให้

8.ทางทีมจัดบอกว่าขอตัดแจกของไปทั้งลูกโป่งและหนังสือ และเมื่อพูดรำลึกขอเป็นทางพิธีกรหลักเวทีเป็นผู้พูด (ซึ่งเป็นช่วงก่อนพี่มิ้นจะไปถึง) และสุดท้ายจึงขอยกเลิกตัวบูธในตอนท้าย

– สิ่งที่เพิ่มมาในแผนคือ การตอบคำถามแจกหนังสือ (เพราะบังเอิญเจอหนังสือคุณวัฒน์ตอนไปเอาของที่เก็บของงานคุณวัฒน์) กับการยืนสงบนิ่ง ที่แจ้งเพิ่มไปทางคุณต่ายตอนประมาณ 11.00 ของวันงาน หลังจากวางสายจากคุณต่าย

– ทางพิมพ์ยืนยันว่าไม่ได้มีการโกหก เมื่อมีการชักถาม พิมพ์ก็บอกไปตามข้อมูล

– ทั้งนี้ พิมพ์ไม่ได้มีเจตนาให้ทัวร์ลงทางไหนแต่อย่างใด

– ที่พิมพ์ไม่โผล่ไปหน้างาน เพราะทางทีมจัดขอว่าอย่าให้พิมพ์ไป