เอกชนส่องศึก‘ซักฟอก’ กลางมรสุมวิกฤต ศก. แนะรบ.ปรับทีมหลังโหวต

18.07.22 | 12:20 น.

เอกชนส่องศึก‘‘ซักฟอก’
กลางมรสุมวิกฤตศก.
แนะรบ.ปรับทีมหลังโหวต

หมายเหตุมุมมองจากภาคเอกชนถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลรวม 11 คน ระหว่างวันที่ 19-22 กรกฎาคม พร้อมข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เศรษฐา ทวีสิน
ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

ผมเชื่อว่าเอกชนจะให้ความสนใจกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อย่างแน่นอน เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ภาคเอกชนจะมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม เรื่องการเมือง เพราะทิศทางรัฐบาล ความมั่นคงของรัฐบาลก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย และเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย มีการตรวจสอบ มีการวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์ในเวทีที่ถูกต้องที่รัฐสภา ผมเชื่อว่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่รัฐธรรมนูญถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราทุกคนได้มีตัวแทนภาคเอกชน ภาคประชาชน ไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างถูกต้อง

Advertisement

ส่วนในแง่ของผลที่จะออกมาอย่างไร ผมว่าคาดเดาลำบาก เพราะจริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวผมสนับสนุนให้มีการพูดคุย มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน มีการถกเถียงกันอย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นเรื่องผลการโหวตขึ้นอยู่กับเสียงของ ส.ส. ที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ติดตามว่าจะมีงูเห่าหรือมีการแปรพักตร์อย่างไร เท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม ดูจากเสียงของรัฐบาลแล้วก็น่าจะยังเป็นต่ออยู่ ถ้าดูตามเสียงก็น่าจะโหวตผ่าน แต่ว่าผู้นำรัฐบาล ท่านนายกฯเอง จะต้องนำผลที่อภิปรายออกมาแล้ว ถ้าฝ่ายค้านมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ นำไปแก้ไขการบริหารจัดการประเทศในทิศทางที่ถูกต้อง ในช่วงอายุรัฐบาลที่ยังเหลืออยู่อีก 7-8 เดือนนับจากนี้

สำหรับเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีหรือไม่ จะต้องดูผลการอภิปรายว่ามีเหตุมีผลเหมาะสมมากน้อยอย่างไรกับรัฐมนตรีท่านใด ผมว่าท่านนายกฯก็คำนึงถึงอยู่แล้ว แต่ก็อยากขอฝากไว้ว่าถึงแม้รัฐบาลจะชนะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ต้องดูข้อมูลด้วยว่ามีส่วนไหนที่ต้องนำไปปรับปรุง แก้ไข ให้เหมาะสมต่อไป ในช่วง 7-8 เดือนที่เหลือ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง ไม่ว่าเงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจโลก อะไรอีกหลายอย่างที่น่าเป็นห่วง ไม่ว่าราคาน้ำมันและค่าครองชีพ

ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโดยรวมยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมาก ทั้งกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ สงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังไม่จบ ผมว่าเป็นช่วงที่เราต้องมานั่งคิดกันว่าอะไรหลายๆ อย่างเริ่มคลี่คลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโควิด แม้จะมีการติดเชื้อมากขึ้น แต่เป็นสายพันธุ์ที่เข้าใจว่าไม่ร้ายแรงเท่าเดลต้า และจากการมีการเปิดประเทศสมบูรณ์แบบแล้ว ฉะนั้นการท่องเที่ยวก็น่าจะเป็นปัจจัยหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจของครึ่งปีหลัง และเงินบาทที่อ่อนค่าน่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ขยายตัวได้มากขึ้น

แสงชัย ธีรกุลวาณิช
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

เชื่อว่าภาคเอกชนติดตามเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และให้ความสำคัญมาก เพราะถือเป็นอีกกลไกหนึ่งในการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจ และสะท้อนปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศในมิติเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ รวมทั้งธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้

ส่วนหลังการซักฟอก รัฐบาลจะผ่านหรือไม่ ขึ้นกับประเด็นที่ฝ่ายค้านจะนำเสนอ รวมถึงรายละเอียดของหลักฐานและการเชื่อมโยง ที่จะชี้ประเด็นความสำคัญของปัญหา รวมทั้งชี้แนะอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้รัฐบาลนำไปสู่การปรับปรุง หรือได้ใช้ประโยชน์ สู่การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม

สำหรับรัฐบาล ควรเปิดใจรับฟัง ให้ความสำคัญ ให้โอกาสฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ และรัฐบาลต้องให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ส่วนใดที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานแผ่นดินต้องนำไปทบทวนแก้ไข ตรวจสอบและรายงานให้สาธารณชนรับทราบ

ส่วนอุบัติเหตุทางการเมืองหากเกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นแบบใด เมื่อเกิดปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ย่อมมีผลต่อความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญ ซึ่งข้อเสนอที่ผ่านสมาพันธ์เอสเอ็มอี ยังต้องการให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นชุดใดเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 6 เรื่องให้เป็นรูปธรรม ได้แก่

1.มาตรการยกระดับขีดความสามารถ มาตรฐานเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2.มาตรการแก้ไขปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต ที่ต้องตรวจสอบ วิเคราะห์หาสาเหตุ และแก้ไขตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้านั้น อาทิ ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ ก๊าซหุงต้ม แอลพีจี น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันปาล์ม เนื้อสัตว์ เป็นต้น 3.มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และเอสเอ็มอีโดยเฉพาะแรงงานรายได้ต่ำ

4.มาตรการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เศรษฐกิจฝืด ที่ส่งผลในมิติเพิ่มภาระดอกเบี้ยให้กับ SME และประชาชนโดยทั่วไป 5.มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ชั้นกล่าวถึงพิเศษ (Special mention:SM) หนี้เสีย (NPL) และหนี้นอกระบบ ที่ขณะนี้ SM และ NPL ของสินเชื่อ SME ในระบบธนาคารสูงถึงร้อยละ 19.2 หรือมูลค่าประมาณ 669,845 ล้านบาท จากสินเชื่อเอสเอ็มอี ทั้งหมด 3,494,527 ล้านบาท หลังจากปรับโครงสร้างหนี้ควรมีระบบประเมินและส่งต่อพัฒนา Re skill – Up skill – Future skill เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจ และกลับเข้าระบบเศรษฐกิจดังเดิม รวมทั้งเร่งแก้ไข หนี้เสีย รหัส 21 ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เพื่อฟื้นฟู ด้วยกองทุนฟื้นฟู SME

6.มาตรการลดการว่างงาน พัฒนายกระดับขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ โดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม Labor credit scoring เพื่อให้แรงงานทั้งใน-นอกระบบมีโอกาสเข้าถึงการพัฒนายกระดับขีดความสามารถ

ที่สำคัญ ภาครัฐต้องเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนขับเคลื่อนบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และเชื่อมโยงกลไกภาคเอกชน SME อย่างใกล้ชิดจริงจัง รวดเร็ว สร้างการมีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เข้าถึงในการใช้ประโยชน์จากแต่ละมาตรการต่างๆ ข้างต้นที่เอสเอ็มอี ภาคประชาชนมีความเดือดร้อนให้คลี่คลาย ลดผลกระทบอย่างเร่งด่วน

ชำนาญ ศรีสวัสดิ์
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

การอภิปรายไม่วางใจรัฐบาลถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่าผิดถูกอย่างไร ทำให้ต้องระมัดระวังในการทำงาน แต่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คงไม่ส่งผลกระทบให้เกิดการปรับเปลี่ยนอะไรถึงขั้นยุบสภาแน่นอน

ความจริงเราคงไม่มีสิทธิไปบอกให้รัฐบาลทำอะไรได้ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลรู้หน้าที่ของตัวเองดีมากอยู่แล้ว ทั้งจุดเด่นและจุดด้อย แต่หากให้พูดในฐานะ
ของคนนอกมองเข้าไปนั้น ต้องบอกว่าการที่รัฐบาลมาจากหลายพรรคการเมืองร่วมกัน ทำให้การทำงานดูยากเกินไปหรือไม่ มองว่าการทำงานในรูปแบบเดียวกันก็ควรอยู่ด้วยกัน อาทิ การทำงานด้านเศรษฐกิจก็ควรอยู่กับเศรษฐกิจ ที่สามารถสั่งการไปด้วยกันได้ เพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกัน

ยกตัวอย่างภาคการท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกกระทรวง และทุกหน่วยงาน อาทิ การผลักดันเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ ก็กำหนดเจ้าภาพในการดำเนินการอย่างชัดเจน ยกหน้าที่ให้กระทรวงวัฒนธรรมวางแผน และจัดสรรงบประมาณลงไป หรือการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์ สั่งการให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแพลตฟอร์มที่เป็นของคนไทยขึ้นมา อาทิ เว็บไซต์จองโรงแรมที่พัก แบบไม่ต้องพึ่งพาเว็บของต่างชาติ ไม่ใช่เพียงแค่พูดเท่านั้น เพราะตอนนี้ไม่อยากฟังแล้ว

ส่วนการปรับ ครม. มองว่าไม่ต้องปรับก็ได้ แค่ต้องลงมือปฏิบัติจริงให้เห็นผลแบบเป็นรูปธรรมพอ หากทำไม่ได้ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองแค่นั้น

รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (ซอฟต์โลน) อาทิ การให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพจัดหาซอฟต์โลนให้เอสเอ็มอี หรือธุรกิจคนตัวเล็กๆ หากทำไม่ได้ก็ประกาศออกมาเลยว่า ไทยไม่สามารถช่วยให้เอสเอ็มอี ธุรกิจเล็กๆ เดินหน้าได้เพราะอะไรก็แจงเหตุผลมาเป็นข้อๆ ก็ไม่ได้จะโทษว่าเป็นความผิดอะไร เพราะพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว ที่ผ่านมามีการพูดถึงแผนทำงาน หรือแนวคิดต่างๆ กันมามากแล้ว สิ่งสำคัญต่อจากนี้ การลงมือทำจริง และวิธีการทำอย่างไรเท่านั้น

หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง อาทิ นายกฯลาออก หรือยุบสภา คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมายนัก เพราะปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีมากอยู่แล้ว แม้จะมีการลาออกของนายกฯ หรือรัฐมนตรีกระทรวงใดก็ตาม แต่แผนการดำเนินงานประจำปีมีอยู่ รวมถึงมีตำแหน่งรองต่างๆ สามารถสานต่องานที่ทำไว้แทนได้

สิ่งที่อยากฝากไว้คือ การทำงานร่วมกับภาคเอกชน รับฟังคำแนะนำของภาคเอกชนบ้าง โดยเฉพาะฟังแล้วนำไปปรับใช้ด้วย เนื่องจากเอกชนคือผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างแท้จริง เป็นผู้รู้จริงในแวดวงธุรกิจด้านต่างๆ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมักเมินเฉยคำแนะนำ หรือข้อเรียกร้องจากเอกชน มองเห็นแต่อุปสรรค แต่ไม่ยอมมองความเป็นไปได้ควบคู่ด้วย ตรงนี้คือการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างที่ควรจะเป็น

ศานิต อรรถญาณสกุล
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีครั้งสุดท้ายของสภาครั้งนี้ เชื่อว่าฝ่ายค้านคงเก็บข้อมูลเตรียมความพร้อมไว้เยอะ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศที่ยังไม่มีประสิทธภาพ ซึ่งเป็นจุดอ่อน เป็นช่องโหว่ของรัฐบาลให้ถูกอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ภาวะเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน สินค้าราคาแพง ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลยังบริหารจัดการได้ไม่ดี ทำให้ปัจจุบันเกิดความอ่อนล้าไปมาก

หากรัฐบาลผ่านการอภิปรายครั้งนี้ไปได้ จะต้องมีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลอยู่ เพราะในสภาวะเศรษฐกิจอ่อนแออยู่ในขณะนี้ ภาคธุรกิจและประชาชนต้องการผู้รู้ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาตัดสินใจ แก้ปัญหาในระดับมหภาค ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศไทยจะฟื้นตัวได้ ต้องเร่งเครื่องเรื่องการส่งออก และการท่องเที่ยวมาเป็นหัวหอกสำคัญในการพลิกฟื้นวิกฤต รวมถึงเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ จะกลายเป็นระเบิดเวลา ขณะเดียวกันมาตรการทางการคลังก็เริ่มตึงตัวจากการที่รัฐบาลกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นภาระรัฐบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทำให้หนี้สาธารณะเกิน 60% ของจีดีพีแล้ว

ส่วนการอภิปรายในครั้งนี้จะทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น นายกฯลาออกหรือยุบสภาหรือไม่นั้น ต้องรอดูหลังการอภิปราย แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจในรูปแบบไหน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน และผมเชื่อว่าการอภิปรายในครั้งนี้จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการเลือกตั้งใหม่ ที่อาจจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า