หน้าแรก การเมือง ปลัด กห.ยันกอ...

ปลัด กห.ยันกองทัพตั้งเป้าลด ‘ผู้ทรงคุณวุฒิ’ โต้ใช้ ‘งบลับ’ เช่ารถประจำตำแหน่ง แจงซื้อ ‘ยูเอวี’ ตามขั้นตอน

18.07.22 | 15:26 น.

‘ปลัดกลาโหม’ ยันกองทัพตั้งเป้าลด ‘ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพ’ลง 50% ภายในปี 2570 โต้ใช้ ‘งบลับ’ เช่ารถประจำตำแหน่ง โวทหารเกณฑ์คุณภาพชีวิตดี มีเงินเหลือใช้ส่งครอบครัว แห่สมัครต่อทุกปี แจงซื้อ ‘ยูเอวี’ เป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เพื่อพิจารณางบของ กระทรวงกลาโหม วงเงิน 197,292,732,000 ล้านบาท โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหมดเข้าร่วม ได้แก่ พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ) พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เข้าร่วมชี้แจงภาพรวมงบประมาณของหน่วยงานภายใต้กำกับดูแล และงบของเหล่าทัพต่างๆ


ต่อมาเวลา 13.40 น. พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า ยืนยันว่าทุกเหล่าทัพมีนโยบายชัดเจนในการลดกำลังพล โดยเริ่มมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 และตั้งเป้าว่าภายในปี 2570 อัตราผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่กำลังพลทั่วไปจะลดลง 5% ของอัตราบรรจุจริง โดยขณะนี้ในทุก 3 เดือน กระทรวงกลาโหมสั่งการให้ทุกเหล่าทัพรายงานกรอบอัตรากำลังพล เพื่อให้นโยบายดังกล่าวบรรลุผล ทั้งนี้ การรับสมัครตั้งแต่นักเรียนนายสิบ ไปจนถึงนักเรียนนายร้อย นายเรือ และนายเรืออากาศ ก็มีการปรับลดจำนวนลงตามลำดับ

พล.อ.วรเกียรติกล่าวว่า ขณะเดียวกันในการจัดวางอัตรากำลังพล ซึ่งใช้กรอบการจัดตั้งตามมาตรฐานแบบตะวันตก ซึ่งมีกำหนดไว้ชัดเจนว่า 1 กองพล ต้องมีกี่กองร้อย และ 1 กองร้อย ต้องมีกี่คน ปัจจุบันในการบรรจุจริง ก็ไม่ได้เกิน 60% ของอัตรา คือไม่ได้บรรจุเต็มร้อย ยกเว้นในอนาคตหากมีสถานการณ์ จึงจะมีการพิจารณาตามสถานการณ์ สำหรับประเด็น การเกณฑ์ทหาร ยืนยันเช่นกันว่ามีการลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ปีนี้เรียกประจำการเพียง 8 หมื่นคนเศษ เพราะกองทัพได้พิจารณาตามเหตุผลและความจำเป็น เนื่องจากการนำทหารเข้าประจำการไม่ได้มีค่าใช้จ่ายในเรื่องเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เบ็ดเตล็ดด้วย เช่น ค่าเครื่องแบบ และเครื่องแต่งกาย เป็นต้น

พล.อ.วรเกียรติชี้แจงต่อว่า ยืนยันว่ากองทัพโดยเฉพาะกองทัพบกเดินหน้านโยบายสมัครใจเข้าเป็นทหาร ผ่านระบบออนไลน์ และเปิดโอกาสให้ทหารประจำการสามารถสมัครเข้าเป็นนักเรียนนายสิบได้ถึง 80% ส่วนข้อคำถามถึงคุณภาพชีวิตและสิทธิของทหารที่เข้าประจำการนั้น ยืนยันว่าทหารที่ถูกเรียกเข้าประจำการจะได้รับการศึกษาและการฝึกอาชีพ และยังมีรายได้ทั้งเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยง เหลือเพียงพอให้ทหารส่งให้ครอบครัวได้ ส่งผลให้ปัจจุบันมีตัวเลขทหารที่ปลดประจำการ และขอสมัครต่อ ซึ่งกองทัพจะพิจารณาอนุญาตให้ คราวละ 1 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปีต่อเนื่องอยู่ทุกปี

Advertisement

พล.อ.วรเกียรติชี้แจงถึงประเด็น ค่ารถประจำตำแหน่ง ยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงกลาโหม และจ่ายให้เฉพาะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งระดับรองนายพล เทียบเคียงตำแหน่งรองเจ้ากรมขึ้นไป ไม่ได้จ่ายให้กับพันเอก (พิเศษ) ทุกคน โดยอัตราการจ่ายตามตำแหน่งต่างๆ มีการระบุชัด ประกอบด้วยตำแหน่ง พันเอก (พิเศษ) เทียบรองเจ้ากรม ได้รับค่ารถประจำตำแหน่ง 25,400 บาทต่อเดือน ตำแหน่งเทียบเท่าพลตรี แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งหลัก ได้รับ 31,800 บาทต่อเดือน และตำแหน่งพลโท และพลเอก แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งหลัก ได้รับ 41,000 บาทต่อเดือน

“ส่วนข้อซักถามกรณี นโยบายซื้ออาวุธ ควบคู่เทคโนโลยีนั้น กองทัพบรรจุไว้เป็นนโยบายในการต่อรองซื้ออาวุธ และพยายามทำเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าบางครั้งคู่สัญญญาก็กำหนดเช่นกันว่า หากซื้อทั้งสองอย่าง ก็อาจจะต้องใช้งบเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า แต่ทั้งนี้ยืนยันว่ากองทัพเดินหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือผลิตเพื่อส่งขายผ่านหน่วยนงานต่างๆ เช่น ศูนย์อำนวยการซ่อมสร้างอาวุธ หรือสถานบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ที่พยายามดำเนินการอยู่” ปลัดกระทรวงกลาโหมระบุ

นอกจากนี้ พล.อ.วรเกียรติยังกล่าวถึง ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่ตกค้างอยู่ในศูนย์อพยพกว่า 30 ปี ว่าเงื่อนไขในการเดินทางกลับของผู้อพยพคือจะไม่สามารถเลือกพื้นที่ในเมียนมาได้ ทำให้ไม่สามารถกลับไปในถิ่นฐานเดิมได้ และเมื่อไปอยู่ในถิ่นฐานใหม่ที่ทางเมียนมากำหนดให้แล้วรู้สึกไม่พอใจก็ทำให้ผู้อพยพรายอื่นๆ ไม่สมัครใจที่จะเดินทางกลับไปเพิ่มขึ้น ส่วนประเด็น เครื่องบินเมียนมารุกล้ำ มีรายละเอียดที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) จะชี้แจงในโอกาสต่อไป แต่สำหรับภาพรวมของกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงได้มีการดำเนินการในทุกระดับ ตั้งแต่รูปแบบคณะกรรมการชายแดน ไปจนถึงคณะกรรมการนโยบาย หรือ HLC ซึ่งกลไกต่างๆ เหล่านี้ กระทรวงกลาโหมยืนยันจะดำเนินการให้ดีที่สุด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ เนื่องจากเมียนมาและไทยมีพรมแดนติดกันยาว 2 พันกว่ากิโลเมตร

พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม

พล.อ.วรเกียรติชี้แจงถึงประเด็น งบราชการลับ ว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นในการรักษาความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2547 ที่กำหนดภารกิจไว้ 4 ประเภท เช่น งบด้านความมั่นคง งบเกี่ยวเสพติด และการข่าว เป็นต้น โดยทุก 3 เดือน จะต้องเสนอรายงานการใช้จ่ายให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับทราบ ขณะเดียวกันเมื่อปี 2564 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจงบลับเพิ่มเติมต่อเนื่อง และในปี 2565 ผู้ว่า สตง.ได้เข้าพบผู้บริการเหล่าทัพต่างๆ เพื่อแจ้งหลักเกณฑ์ และจะเริ่มต้นเข้ามาตรวจงบลับของกองทัพตั้งแต่ปี 2566 ด้วย

พล.อ.วรเกียรติยังยืนยันด้วยว่า งบประมาณสำหรับรถประจำตำแหน่งไม่ใช่รถประจำตำแหน่ง แต่เป็นรถควบคุมสั่งการทางการสื่อสาร ซึ่งใช้ในด้านยุทธการณ์ และใช้งบปกติ ไม่ใช่งบลับ และก่อนจัดหาต้องตกลงกับสำนักงบประมาณด้วย ส่วนกรณี การซื้อ “ยูเอวี” ตรวจการชายฝั่งกองทัพเรือ ยืนยันว่าเป็นไปตามระเบียบ เพราะหากใช้จ่ายงบประมาณเกิน 500 ล้านบาท จะต้องมาขออนุมัติที่กระทรวงกลาโหม ซึ่งตนในฐานะปลัดกระทรวงจะดูว่าเป็นไปตามขั้นตอน และผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพระธรรมนูญ หรือสำนักงบประมาณของกระทรวงกลาโหมหรือไม่