ป.ป.ช.แถลงปิดสำนวนคดีถอดถอน 2 อดีตส.ส.เพื่อไทย “นริศศร” รู้ชะตากรรมโดนแน่ โวย อีกฝ่ายขังลืม อีกฝ่ายลืมขัง วอนขอความเป็นธรรมอย่าเลือกข้าง “สุภา” ยกคำวินิจฉัยศาลรธน. ตอกฝาโรง “อุดมเดช” ย้อนถามสมาชิก หากไม่ถอดถอนจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารับฟังการแถลงปิดคดีด้วยวาจาในคดีถอดถอนดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยผู้ถูกกล่าวหา คือ นายนริศร ทองธิราช อดีตส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กรณีแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.โดยมิชอบ โดยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้กล่าวหา ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระดังกล่าว พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสนช. กล่าวว่า อยากให้สมาชิก สนช.เข้ามาฟังการแถลงปิดคดี เพื่อนำไปสู่การใช้ดุลพินิจอย่างถูกต้องก่อนการการตัดสินใจ อีกทั้งการถอดถอนครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมีการดำเนินการกันในสภา เนื่องจากอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ได้เป็นอำนาจของสภาอีกต่อไป
จากนั้น น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. แถลงปิดสำนวนว่า กรณีของนายนริศร สมาชิกรัฐสภาถือเป็นตำแหน่งที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติโดยไม่อยู่ใต้อาณัติใคร การแสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ต้องดำเนินการด้วยตัวเอง เมื่อมีการดำเนินการใช้บัตรแสดงตนแทนกัน จึงเป็นการผิดปกติวิสัยของรัฐสภาที่สมาชิกรัฐสภาหนึ่งคนจะมีสิทธิออกเสียงหนึ่งคะแนน และเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เป็นมติที่ไม่ชอบตามกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย จากการไต่สวนของป.ป.ช.ได้สอบสวนพยานหลักฐานครบถ้วน ให้ความเป็นธรรมเต็มที่ รับฟังได้ว่า นายนริศรกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริง โดยปรากฏคลิปใช้บัตรลงคะแนนอิเลคทรอนิคส์ 3 ใบ หมุนเวียนเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนน มีเจตนาทุจริตออกเสียง ส่วนการอ้างว่าเป็นคลิปตัดต่อ เป็นการอ้างเลื่อนลอย เพราะสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบแล้ว ระบุว่า ไม่มีการตัดต่อแก้ไขคลิป และการอ้างว่ามีบัตรลงคะแนนหลายใบ เจ้าหน้าที่รัฐสภายืนยันว่า ได้ออกบัตรลงคะแนนให้นายนริศรเพียงใบเดียว ส่วนที่นายนริศรระบุ เป็นโรคมือยุกยิก เพราะผ่าตัดโรคลิ้นหัวใจรั่วนั้น ก็ไม่สามารถรับฟังได้ จึงสมควรที่สนช.จะแสดงความศักดิ์สิทธิของกฎหมายถอดถอนนายนริศรออกจากตำแหน่ง
ด้าน นายนริศร กล่าวโต้แย้งว่า ยอมรับว่าตนเองมีบัตรลงคะแนนหลายใบจริงแต่เป็นบัตรของตนเอง ประกอบด้วย บัตรลงคะแนนจริงและบัตรลงคะแนนสำรอง ที่ผ่านมาส่วนตัวก็ดำเนินการลักษณะนี้เป็นประจำ หมายความว่า มักจะกดลงคะแนนหลายครั้ง แต่ไม่ว่าจะกดลงคะแนนอย่างไร คะแนนที่ออกมาจะมีเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้น ซึ่งตนทำอย่างนี้เป็นประจำ แต่ไม่มีการกดบัตรแทนคนอื่นแน่นอนและที่มีการกล่าวหาว่า ตนกดบัตรแทนก็ไม่ได้มีการบอกว่า กดบัตรแทนใคร ถือว่าตัวเองโดนกลั่นแกล้ง ทำไมในเมื่อสมาชิกรัฐสภามีหลายร้อยคน แต่มีตนที่ถูกถ่ายอยู่คนเดียว นอกจากนี้ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาที่ไปของคลิปได้ เท่ากับว่าพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคลไม่ชัดเจนเพราะพิสูจน์ไม่ได้
“วันนี้เป็นประเด็นทางการเมืองที่ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติถูกลดความสำคัญลงมา จนถึงวันนี้ก็ไม่มีการสามารถหาต้นตอของผู้ถ่ายคลิปไม่ได้ ยิ่งทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสนช.ที่จะลงมติ คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ประเทศจะได้จารึกไว้ แต่เวลานี้มีข่าวออกมาแล้วว่าสนช.มีธงว่าจะลงมติถอดถอน 250 เสียง และอัยการก็เตรียมฟ้องเพื่อดำเนินคดีทางอาญา โปรดให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย เพราะเกิดความยุติธรรมแบบเลือกข้าง อีกข้างทำอะไรถูกหมด อีกข้างทำอะไรผิดหมด อีกฝั่งหนึ่งขังลืม อีกฝั่งหนึ่งลืมขัง ผมไม่มีอคติใดๆทั้งสิ้น ด้วยความเคารพ สนช.ขอยืนยันว่าไม่มีการกดบัตรแทนคนอื่น และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา” นายนริศร กล่าว
ต่อมาเป็นการพิจารณาในกรณีของนายอุดมเดช โดยน.ส.สุภา อ่านคำแถลงปิดคดีว่า จากการไต่สวนพบว่านายอุดมเดชเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยมีอำนาจเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้พบว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอประธานรัฐสภาตอนแรกกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภามีเนื้อหาไม่ตรงกัน โดยร่างรัฐธรรมนูญที่นำมาเสนอแก้ไขในภายหลังมีที่มานั้นมีการแก้ไขให้ส.ว.ที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้นสามารถลงสมัครเลือกตั้งส.ว.อีกวาระได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค อีกทั้งการแก้ไขและการเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาเป็นการดำเนินการโดยมิชอบ เป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอม เพราะไม่มีการลงชื่อรับรองของสมาชิกรัฐสภา จึงทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามารัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 291นอกจากนี้ เรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณารับหลักการร่างรัฐธรรมนูญในฉบับที่มีการแก้ไขให้ส.ว. ลงสมัครส.ว.อีกได้นั้นปรากฏว่า ไม่มีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงนามเสนอญัตติใหม่แต่อย่างใด มีผลเท่ากับว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการนั้นเป็นไปโดยมิชอบ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันเด็ดขาดทุกองค์กร
น.ส.สุภา กล่าวต่อว่า นายอุดมเดชมีการแก้ข้อกล่าวหาว่า การแก้ไขเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนประธานรัฐสภาสั่งบรรจุระเบียบวาระสามารถทำได้เพราะมีธรรมเนียมปฏิบัตินั้น ป.ป.ช.มีความเห็นว่าเป็นการแก้ไขในทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมีการกำหนดหมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน ดังนั้น การกล่าวอ้างว่าสามารถแก้ไขเนื้อหาในกฎหมายก่อนประธานรัฐสภาสั่งบรรจุได้จึงไม่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับการอ้างธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายย่อมไม่สามารถกระทำได้เช่นกัน ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยมาแล้ว ดังนั้น ถ้าสนช.ไม่ถอดถอนจะเกิดอะไรกับประเทศไทย ขอเรียนว่าประเทศไทยตั้งแต่พ.ศ.2475 รัชกาลที่ 7 มีพระราชหัตถเลขาว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร” แต่ปรากฏว่าการกกระทำที่ผ่านมาเป็นเหมือนกับรัฐสภาผูกขาดและไม่เคารพประชาชน 70 ล้านคน
“รัฐธรรมนูญถือเป็นจิตวิญญาณของประเทศไทย เพื่อบริหารแผ่นดินแม่ของเรา ดิฉันเชื่อมั่นในสนช.ที่ถูกคัดเลือกมาให้ปฏิรูปประเทศ ทุกคนมีคุณวุฒิ รู้ดีรู้ชั่วสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องได้ ในสังคมไทยมีระบบอาวุโสและมีการช่วยเหลือกัน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของคนไทย แต่ขอรบกวน สนช.ว่าต้องให้ความเป็นธรรมแก่แผ่นดินว่าเรื่องใดที่เป็นส่วนตัวจะนำมาพิจารณาไม่ได้ เสียงของสนช.จะมีผลต่ออนาคตต่อประเทศไทยมากๆ เสียงของ สนช. มีคุณภาพทุกคน ”นางสุภา กล่าว
ขณะที่ นายอุดมเดช กล่าวโต้แย้งว่า ที่ผ่านมาป.ป.ช.ไม่ได้ไต่สวนพยานตามที่ตนเองได้ขอไปครบทุกคน ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาระดับสูงได้ความว่าการแก้ไขปรับปรุงสามารถกระทำได้ จึงเป็นที่ยุติการกระทำของตนเองไม่ผิดกกฎหมาย ซึ่งป.ป.ช.ควรรับฟังและให้น้ำหนักพยานในส่วนนี้ ตามหลักการในการรับฟังพยานนั้นสมาชิก สนช.สามารถดำเนินการสอบถามกับเจ้าหน้าที่รัฐสภาได้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แม่นยำมากขึ้นว่าการกระทำของตนถูกต้องหรือไม่ ส่วนปัญหาข้อกฎหมายนั้น ขอยืนยันต่อสนช.ว่าในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการกล่าวหาเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอม และสับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนทั่วไปอาจเข้าใจสับสนได้ ขอยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นการแก้ไขปรับปรุง หลังจากพบว่า มีความบกพร่องไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายอุดมเดช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไม่ได้ดำเนินการโดยพลการ แต่ได้มอบให้เจ้าหน้าที่ของวิปรัฐบาลไปประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐสภา ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่า ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ จึงดำเนินการให้ ถ้าวันนั้นเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่สามารถทำได้ ตนและคณะมีวิธีทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้เสนอได้ เช่น การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ หรือ ขอแปรญัตติในวาระที่ 2 หรือแก้ไขในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ ส่วนการอ้างว่าคำวินิจฉัยมีผลผูกพันกับทุกองค์กร ขอเรียนว่าป.ป.ช. ได้เชิญนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาให้ความเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันกับป.ป.ช.หรือไม่อย่างไร โดยได้ความว่า สิ่งที่ผูกพัน คือ เฉพาะส่วนท้ายของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนประกอบอื่นๆเป็นเหตุผลเท่านั้นไม่มีลักษณะผูกพันโดยตรง
จากนั้น ภายหลังเสร็จสิ้นการรับฟังคำแถลงปิดคดีของทั้งสองฝ่ายแล้ว นายพรเพชร ได้นัดให้ที่ประชุมสนช.ลงมติถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ในวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยเสียงจะใช้ในการถอดถอนจะต้องมีไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสนช.ทั้งหมด หรือ 150 คนจากสมาชิกสนช.ทั้งหมด 250 คน ซึ่งผลของการถอดถอนจะทำให้บุคคลนั้นถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในหน่วยงานของรัฐหรือการรับราชการเป็นเวลา 5 ปี

