‘ณัฐชา’ เปิดโปง ‘จุติ’ ตั้งคนสนิท อักษรย่อ “นายจรร.” เข้านั่งบอร์ดการเคหะฯ แก้ระเบียบ ให้ เซ็มโก้ รับทุกงานของการเคหะฯ จ่อยื่น ป.ป.ช.สอบทุจริต
จากนั้นเวลา 21.06 น. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายยจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า ขออภิปรายเปิดโปงมหกรรมสร้างเพื่อโกง มหากาพย์ผลาญภาษีประชาชน พังทลายชีวิตและความมั่นคงของผู้มีรายได้น้อยไปถึงอนาคต เมื่อครั้งอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 โดยตนได้นำความทุกข์ร้อนของชาวบางขุนเทียน 3 ไปซื้อบ้านเอื้ออาทร ต้องใช้ชีวิตเผชิญท่ามกลางอันตรายยิ่งกว่าหลุมหลบภัย ซึ่งตนบอกว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณหลายสิบล้านบาท
แต่ไปดูการเบิกจ่ายแล้ว สวนกระแสกับความเดือดร้อนของประชาชน วันรุ่งขึ้นหลังจากการอภิปรายของตน รมว.พม.ได้เชิญผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ รองผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ คนสนิทต่างๆมาแถงข่าวช่วงชิงความบริสุทธิ์ ทั้งที่ตนไม่ได้ถามว่ามีใครทุจริต แต่ท่านชิงยืนยันความบริสุทธิ์ว่าไม่มีการทุจริต มีการพลาดหัวข่าวแบบวัวสันหลังหวะ จึงทำให้น่าสงสัย จึงต้องไปดูว่าการเคหะฯ มีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 นายจุติ เข้ารับตำแหน่งถึงวันนี้ประมาณ 3 ปี เรายังมองไม่เห็นความพัฒนาในสังคมด้านใดที่ดีขึ้นเลยยังไม่เห็นความมั่นคงในชีวิตของประชาชนเลย โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย ภายใต้การดำเนินการขงการเคหะฯ ซึ่งการเคหะฯมีโครงการก่อสร้างไปแล้วเกือบล้านยูนิต งบประมาณลงทุนที่ผ่านมาหลายแสนล้านบาท การไปดูแลที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย แต่ไม่ควรบริหารจัดการให้มีคุณภาพน้อยตามไปด้วย ทั้งนี้นายจุติเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2562 ก็เริ่มแต่งตั้งคนของตัวเองมานั่งเป็นบอร์ดการเเคหะฯ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 ซึ่งไม่ว่ารัฐมนตรีคนไหนก็ตั้งคนที่ท่านไว้ใจได้เข้ามาดูแล ก็ไม่ว่ากัน แต่เมื่อไล่ดู
ท่านตั้งคนสนิทคนหนึ่งที่ไม่ชอบมาพากลอักษรย่อนายจรร.และนายจรร.คนนี้ มีประวัติโชคโชนด้านการเงิน เป็นนักปั่นหุ้น นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์มาแล้วหลายบริษัท และเป็นคนสนิท คนใกล้ชิด แบบชนิดที่ว่าอยากได้เท่าไหร่บอกมา พี่จัดให้ และคนนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะสนิทกัน สนิทกันตั้งแต่นายจุติเป็น รมว.ไอซีที เมื่อปี 2553 โดยนายจรร.เป็นที่ปรึกษา และสนิทกันแบบที่ว่า ข่าวในสมัยนั้นบอกว่านายจรร.คนนี้ปล่อยให้รัฐมนตรีเป็นตัวของตังเองบ้าง และ รมว.ไอซีที ขณะนั้นโครงการฉาวโฉ่คือโครงการการไปพัวพันการทุจิต 3 จี ซึ่งท่านโยนเรื่องให้ลูกน้องไปหมดแล้ว แต่มาวันนี้เรื่องมันใกล้เคียงกัน ที่ตั้งคนสนิทเป็นบอร์ทการเคหะฯ และบอร์ทกำลังกระทำการอย่างหนึ่งออย่างใดให้สูญเสียผลประโยชน์ของชาติมากมาย
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ในขณะนั้นมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด รัฐมนตรีและพวกก็ปิ๊งไอเดีย ไม่อยากสร้างบ้านขายให้ผู้มีรายได้น้อย เปลี่ยนมาเป็นโครงการสร้างบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อยเช่าแทน ชื่อโครงการว่า เคหะสุขประชา ปีละ 2 หมื่นยูนิต รวม 5 ปี 1 แสนยูนิต นอกจากนี้กลัวโครงการจะไม่ผ่าน จึงแอบอ้างว่าโครงการนี้ทำเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จะเปิดโครงการ 2 หมื่นยูนิต ทุกๆ วันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นเวลา 5 ปี จนสร้างเสร็จครบ 1 แสนยูนิต จึงอยากทราบว่าท่านได้ทำเรื่องขอไปถึงสำนักพระราชวังหรือยัง ประเด็นนี้ต้องตอบ เพราะโครงการนี้ คนในการเคหะฯไม่เห็นด้วย เนื่องจากยังมีบ้านการเคกหะอีกนับหมื่นยูนิตที่นำมาให้เช่าได้ และยังอ้างว่าเป็นโครงการนำร่องจึงไม่ต้องผ่านครม. และเมื่อผลการศึกษาความคุ้มทุนออกมาว่าโครงการนี้หากจะคืนทุนต้องใช้เวลาถึง 200 ปี ก็สั่งให้ปั่นตัวเลขใหม่จนเหลือ 25 ปี พร้อมใส่โครงการทำเกษตรทฤษฎรชีใหม่แบบผสมผสาน ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ปลูกผัก ปลูกเลม่อน แล้วเอารายได้จากการขายผัก ขายไข่ มาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเพิ่มตัวเลข EIRR ของโครงการ
นายณัฐชา กล่าวว่า สิ่งที่แย่กว่ากระบวนการผลักดีนโครงการคือกระบวนการจัดทำโครงการ โดยมีการสังการแยกโครงการถมดินกับโครงการก่อสร้างออกจากกันซึ่งการทำแบบนี้การเคหะฯไม่เคยทำมาก่อน ผลที่ตามมาาคือโครงการนี้มีแต่ถมดินทิ้งไว้โดยไม่มีการก่อสร้าง ปล่อนทิ้งไว้นานนับปี และแผนกินเหนือเมฆของนายจุติและขบวนการไม่ได้มีเพียงการกินรายโครงการเท่านั้น แต่ยังไกลไปถึงกินรวบและกินยาว ผ่านการรวบรวมขุมทรัพย์ทั้งหมดขของการเคหะฯ มาไว้ที่บริษัทลูกเพียงแห่งเดียว เพื่อสามารถรับงานได้ทั้งหมด ตั้งแต่รับเหมาก่อสร้างงไปจนถึงการดูแลผลประโยชน์เก็บค่าเช่าต่างๆ แล้วดันเข้าตลาดหุ้นเพื่ออให้ตัวเองหรือเครือข่ายสามารถเข้าไปถืออหุ้นและหหาประโยชน์ได้ แม้ว่าจะหมดวาระการเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว เพราะโครงข่ายของตนเองยังคงอยู่หรืออมีอิทธิพลต่อไปในบอร์ดการเคหะฯ
นายณัฐชากล่าวเดิมแผนนี้นายจุติ ต้องการทำผ่านบริษัท จัดการทรัพย์สินและชุมชน จำกัด หรือเซ็มโก้ ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่มีอยู่แล้ว เพื่อแต่งตัวนำเข้าตลาดหุ้น จึงได้ปั่นตัวเลขจากการนำไปรับเหมาถมดินในโครงการเคหะสุขประชา ทั้งที่ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย ทำให้ปี 2563 ปีเดียวบริษัทเซ็มโก้รับงานขุดดินทำรายได้ 821 ล้านบาท โดยไม่ต้องผ่านอีบิดดิ้ง โดยการเคหะฯ อ้างว่าถือหุ้นเซ็มโก้มากกว่า 25 เปอร์เซนต์ เลยเข้าข้อยกเว้น ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ประกอบกับกฎกระะทรวงปี 2561 ใหสามารถจางบริษัทเซ็มโก้แบบเฉพาะเจาะจงได้ ทั้งที่บริษัทเซ็ฒโก้ตั้งตามมติ ครม.ปี 37 ไม่เคยรับงานก่อสร้างถมดินมาก่อน ไม่มีทั้งวิศวกร บุคคลากร หรือเครื่องมือ เพราะวัตถุประสงค์ตั้งขึ้นมาเพื่อดุแลนิติบุคคลหมู่บ้าน คอนโด คอนเป็นตัวแทนเก็บค่าเช่า ค่าส่วนกลางให้การเคหะฯ เรื่องนี้ผู้ว่าการเคหะฯคนใหม่ที่มาจากเครือข่ายนายจุติสั่งแก้ระเบียบให้ไม่ต้องมีผลงานก่อสร้างมก่อนก็รับได้ และยังให้บริษัทเซ็มโก้ รับงานจากการเคหะกี่ร้อยสัญญาก็ได้ ไม่ถูกจำกัดไว้ที่ 3 สัญญาเหมือนผู้รับเหมารายอื่น นอกจากนี้เซ็มโก้ยังเบิกเงินล่วงหน้าได้ 15 เปอร์เซ็นต์ ก่อนส่งงวดงาน สุดท้ายเซ็มโก้ก็ต้องไปจ้างช่วงบริษัทรับเหมาเจ้าอื่นมาทำงานแทน แบบนี้จะจ้างเซ็มโก้ไปหักหัวคิวทำไม
“เรื่องนี้คงปล่อยผ่ายไม่ได้ หลังจบอภิปรายคงต้องยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อไป ด้วยกระบวนการปั่นตัวเลขแบบนี้ แม้เบื้องต้นแผนเอาเซ็มโก้เข้าตลาดเหมือนจะเดินไปด้วยดี แต่สุดท้ายผู้ถือหุ้นบริษัทเซ็มโก้ไม่เอาด้วย จึงนำไปสู่มหากาฬเรื่องต่อไปคือการดึงเคหะสุขประชาออกจากเซ็มโก้มาอยู่ที่ บมจ.เคหะสุขประชา บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อรับบทบาทแทนบริษัทเซ็มโก ทั้งนี้หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในแผนกินเหนือเมฆครั้งนี้คือนายจรร. ซึ่งเป็นคนสนิทของนายจุติ” นายณัฐชากล่าว

