ผลกระทบจากทั้งโควิดและสงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของโลกกำลังปั่นป่วนแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หากไม่นับรวมกับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ผ่านๆ มา
โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป
แม้กระทั่งการดำเนินนโยบายปิดประเทศของจีน ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยให้ทั่วโลกเกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจแทบจะทั่วทุกหัวระแหง
ล่าสุดดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปเดือนมิถุนายนของสหรัฐ ตัวเลขที่สำคัญด้านเศรษฐกิจ พุ่งขึ้นเกินคาดที่ 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 41 ปี
ส่งผลให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมในวันที่ 26-27 กรกฎาคมนี้
เมื่อสถานการณ์สหรัฐอเมริกาเป็นเช่นนี้ จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินทั่วโลกอ่อนค่าลงทันตาเห็น
เงินยูโรและเยนดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี และ 24 ปี ตามลำดับ
ทำให้ทั่วโลกกำลังจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) วันที่ 21 กรกฎาคม มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี
ส่วนค่าเงินบาทก็ไม่น้อยหน้าใคร ใกล้แตะ 37 บาท เข้าไปทุกที
ถือว่าค่าเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 16 ปี
มีความกังวลจาก นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ค่าเงินอ่อนค่าจะซ้ำเติมทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น
อุตสาหกรรมผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศไม่ได้ส่งออก จำเป็นต้องปรับราคาขาย
แต่การปรับราคาขายก็เป็นปัญหาในขณะนี้ เพราะเศรษฐกิจภาพรวมกำลังซื้อประชาชนยังไม่แข็งแรง หรือเพิ่มขึ้นมาก
ดังนั้นบางประเภทสินค้าต้องปรับเยอะขึ้น อาจทำให้ผู้บริโภครับไม่ไหว หรือซื้อไม่ไหว ก็ต้องแบกรับต้นทุนส่วนหนึ่งช่วยด้วย เพราะยังเป็นภาระที่ยังไม่รู้ว่าจะคงอยู่ได้นานเท่าไหร่
สำหรับค่าเงินบาท นายเกรียงไกรให้ความเห็นว่า หากมองข้ามช็อต ถ้าเกิน 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แล้วไหลอ่อนต่อเนื่องอาจมีโอกาสอ่อนตัวถึง 40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
เนื่องจากมองสถานการณ์จังหวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอ่อนตัวอย่างรวดเร็ว ใน 1 เดือน อ่อนค่าได้ถึง 1 บาท เป็นลักษณะไหลลงเร็ว
อีกทั้งค่าเงินบาทปัจจุบันทะลุ 36.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว ขณะเดียวกันปัจจัยซ้ำเติมกระทบบาทอ่อนลงต่อเนื่อง คือ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
คาดว่าในการประชุมอีก 2 สัปดาห์ถัดไปจะใช้มาตรการรุนแรงอีกครั้ง หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือนมิถุนายนสูงถึง 9.1%
นอกจากนี้ ทั่วโลกยังกังวลว่าเศรษฐกิจจะถดถอยเป็นการซ้ำเติม
นายเกรียงไกร มองว่าสิ่งที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทย คือ เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม
เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้เงินเฟ้อพุ่งมากขึ้น
สังเกตว่าเป็นปัญหาที่เดินไปด้วยกัน อย่างล่าสุดค่าเงินบาทอ่อนเร็ว เงินเฟ้อเดือนมิถุนายนพุงถึง 7.6%
และถ้าสมมุติค่าเงินบาทยังไหลไปเรื่อยๆ อาจแตะระดับ 40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจส่งผลให้ปลายปีนี้ เงินเฟ้อจะแตะเลข 2 หลักได้ถึง 10%
ดังนั้นคงต้องฝากถึง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนีไม่พ้นต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับปัญหาเงินทุนไหลออกจากไทยไปสหรัฐอเมริกาตามดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ธปท.กำลังดูจังหวะในการขึ้นดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบันที่ 0.50% ว่าจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับใด
เชื่อว่า ธปท.คงยังไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ยเร็วเหมือนสหรัฐทันที เพราะอาจเกิดสถานการณ์ช็อกได้ เพราะโดนยาแรง
เนื่องจากไทยกำลังระบมกับพิษโควิด มาเจอ ราคาพลังงาน ราคาสินค้า ถีบตัวสูงขึ้นอย่างพรวดพราด
หากมาเจอดอกเบี้ยเพิ่มสูงอย่างแรงอีก จะกระทบต้นทุนผู้ประกอบการในประเทศอย่างหนักหน่วง
จึงเชื่อว่า ธปท.จะดำเนินการอย่างระมัดระวัง
ต้องระวังทั้งเรื่องค่าเงินบาทอ่อน เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยพุ่ง ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี
การประชุมคณะกรรมนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 10 ส.ค.65 คงได้รู้กัน
แต่สิ่งสำคัญรัฐบาลก็ต้องเร่งช่วยหารายได้ ทั้งจากการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุน
เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ ช่วยกันหลายๆ ทาง
เพื่อลดผลกระทบจากพายุเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ด้าน คือ เงินเฟ้อ ค่าเงิน และดอกเบี้ย ที่กำลังถาโถมอยู่ในขณะนี้
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

