คำถาม แหลมคม จากฝ่ายค้าน สภาวะ ไม่ตอบ เด่นชัด “รัฐบาล”
ไม่ว่าเจตนาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในการมีส่วนร่วมกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และการดำรงอยู่ของสิ่งที่ เรียกว่า “กลุ่ม 3 ป.” จะคืออะไร
ดำเนินไปในแบบเป็น “มุก” เป็น “ลูกเล่น” และเสมือนกับจะเป็นการ “อำ” อย่างแฝงอารมณ์ขัน
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า “กลยุทธ์” นี้ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ ส่งผลสะเทือนในทาง “ความรู้สึก” และก่อรูปในทาง “ความคิด” ได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง
โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จันทร์โอชา ขานรับด้วยการยกมือขึ้นในลักษณาการอย่างเด่นชัดว่าเป็นการเห็นชอบด้วยกับคำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ไม่ว่าจะมองผ่านการก่อรูปและดำรงอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า “กลุ่ม 3 ป.” ในทางการเมือง ไม่ว่าจะมองผ่านกระบวนการรัฐประหารอันเกิดขึ้นจริงในเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ตาม
ความละเอียดในเรื่องนี้ไม่เพียงแต่การดำรงอยู่ของ “กลุ่ม 3 ป.” คือรูปธรรมแห่งอำนาจอันสะท้อนผ่านปฏิบัติการของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เท่านั้น
หากแต่ 2 ปัจจัยในทางการเมืองนั้นยังมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะ “ไปต่อ” ในท่ามกลางความหงุดหงิดของสังคม
หลังสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 พร้อมกับการขึ้นสู่อำนาจของนายทหารรุ่น 0143 บนฐานแห่งความร่วมมือของพันธมิตรทางการเมืองอันเด่นชัด
ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคสามัคคีธรรม ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคกิจสังคม
ด้านหนึ่ง ได้ทำให้เกิดสถานการณ์อย่างที่เรียกว่า “เสียสัตย์ ในทางการเมือง” ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง ได้ทำให้ความฮึกเหิมของนักการเมืองได้ขึ้นสู่กระแสสูง
สภาพการณ์ทางการเมืองเช่นนี้เองได้นำไปสู่พฤติกรรมที่สะท้อนผ่านพาดหัวของสื่อระดับยักษ์ถึงบทบาทของ “ตี๋กร่าง” ซึ่งเป็น รัฐมนตรี ท่ามกลางความหงุดหงิดและไม่พอใจของประชาชน
ความหงุดหงิดนี้เองที่เป็นรากฐานแห่งการเมื่องในปี 2535
ภายในวิถีดำเนินแห่งญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่มไว้ วางใจเพียง 3 วัน ด้านหนึ่ง สังคมเห็นการเปิดโปงอย่างมีประสิทธิ ภาพพร้อมด้วย “ข้อมูล” จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน
ด้านหนึ่ง สังคมเห็นการถามวัว ตอบควายจาก “รัฐมนตรี”
ไม่ว่าจะเป็นกรณี “ซุกหุ้น” ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเบียดบังเงินแผ่นดินเข้าสู่เครือข่ายผลประโยชน์ตนเองอย่างเมามัน
และการแถลงในแบบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

