เจตนารมณ์การโหวต ‘เสียงประชาชน’ ลงมติไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจคู่ขนานสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ภายหลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาลงมติในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 11 คน หลังผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลมาแล้ว 4 วัน โดย สภาผู้แทนราษฎร ได้โหวตไว้วางใจ 11 รัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการเสียงประชาชน จากนักวิชาการ 4 มหาวิทยาลัย และองค์กรภาคประชาชน 30 ปีพฤษภาประชาธรรม ได้เปิดเผยผลการลงมติไม่ไว้วางใจ 11 รัฐมนตรี
โดยมีรายละเอียดดังนี้
มีผู้ร่วมลงมติ 524,806 ราย จากประเทศไทย 511,807 ราย, สหรัฐอเมริกา 897 ราย, สิงคโปร์ 817 ราย, ญี่ปุ่น 653 ราย ฯลฯ
สำหรับผลโหวตรัฐมนตรีทั้ง 11 ราย ได้แก่
1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 97: 3
2.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 97: 3
3.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 97: 3
4.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 97: 3
5.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 96: 4
6.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 97: 3
7.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 97: 3
8.นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 96: 4
9.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 97: 3
10.นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 97: 3
11.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีคะแนนไม่ไว้วางใจ 96: 4

ขณะที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้ประสานงานโครงการเสียงประชาชน ได้เปิดเผยว่า ตามที่โครงการ “เสียงประชาชน” อันประกอบด้วยนักวิชาการจาก 4 มหาวิทยาลัย และองค์กรภาคประชาชน 30 ปีพฤษภาประชาธรรม โดยความร่วมมือของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล 4 ช่อง ได้จัดทำโครงการ “เสียงประชาชน” เพื่อให้ประชาชนสามารถลงมติไว้วางใจ-หรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้ง 11 คน คู่ขนานกับสภาผู้แทนราษฏรนั้น โครงการ “เสียงประชาชน” มีประเด็นที่ขอแถลงก่อนปิดการโหวตในเวลา 11.00 น. ดังต่อไปนี้
1.วัตถุประสงค์ของโครงการ “เสียงประชาชน” คือการสร้างแพลตฟอร์มหรือช่องทางให้ประชาชนในฐานะที่เป็น “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” ตามรัฐธรรมนูญ สามารถแสดงออกว่าจะไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้ง 11 คน เพื่อให้ “เสียงประชาชน” เจ้าของประเทศสามารถส่งออกมาได้ “โดยตรง” ซึ่งจะเหมือนหรือจะต่างไปจากการลงมติของ ส.ส. ซึ่งเป็น “ตัวแทนของประชาชน” ก็เป็นเรื่องของประชาชนที่เข้ามาโหวต แม้จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่คือ “เสียงประชาชน” ที่ฝ่ายการเมืองพึงต้องรับฟัง
2.กติกาในการโหวตคือ “หนึ่งเครื่องหนึ่งเสียง” โดยการโหวตจะแยกลงมติรัฐมนตรีทั้ง 11 คนเป็นรายบุคคลเช่นเดียวกับการลงมติของสภาผู้แทนราษฏร การโหวตได้เริ่มในวันสุดท้ายของการอภิปรายคือเมื่อวานนี้ เวลา 18.00 น. เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้ฟังการอภิปรายและการชี้แจงจากรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก่อนที่จะมีการโหวต โดยจะปิดการโหวตในวันนี้ ซึ่งเป็นวันลงมติของสภาผู้แทนราษฎรลงมติ โดยปิดเวลา 11.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับการปิดโหวตของสภาผู้แทนราษฎร
3.ผลการโหวต “เสียงประชาชน” สถานีโทรทัศน์ดิจิทัลทั้ง 4 ช่อง จะประกาศหลังจากสภาผู้แทนราษฏรได้ลงมติเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ผลการลงมติ “เสียงประชาชน” มีผลต่อการลงมติของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร จนอาจถูกครหา หรือเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อเจตนารมณ์ของการดำเนินโครงการได้ว่าไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในสภาผู้แทนราษฎร
4.อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประชาชนทุกคนจะมีสิทธิโหวต และในปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับประชาชนโดยทั่วไปแล้ว แต่เนื่องจากยังอาจจะมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต “เสียงประชาชน” ที่โหวตในครั้งนี้ ผลที่ออกมาจึงเป็น “เสียงประชาชนที่มาโหวต” ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเสียงของประชาชนทั้งหมด การนำ “ผล” การโหวตไปใช้ไม่ว่าในทางใด จึงต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้ด้วย
แต่ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงอีกประการที่ต้องไม่ลืมคือ ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด จะไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 11 คน ทุกคนและทุกฝ่ายก็มีโอกาสเสมอกันในการโหวตหรือชวนคนมาโหวต ดังนั้น ผลที่ออกมาไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ หรือจะให้ประโยชน์หรือให้โทษกับฝ่ายใด ผลที่ออกมาคือเสียงประชาชนที่มาโหวต ที่ทุกฝ่ายมีโอกาสโหวตและชักชวนคนให้มาโหวตได้อย่างเสมอกัน
4.ในขณะที่แถลง (09.00 น.) มีประชาชนมาร่วมลงมติแล้วกว่า 400,000 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การดำเนินการเป็นครั้งแรกของประเทศไทยมีประชาชนเข้าร่วมมากเช่นนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าผลการโหวตจะออกมาอย่างไร การให้ประชาชนได้โหวตออนไลน์โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางที่สะดวกสำหรับประชาชน จัดการง่าย ค่าใช้จ่ายน้อย จึงควรใช้เป็นช่องทางในการรับฟัง “เสียงประชาชน” ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้ประชาชนได้ตัดสินใจในเรื่องสาธารณะต่างๆ และใช้เป็นเครื่องมือแก้ไขความขัดแย้งของฝักฝ่ายที่เห็นต่างอย่างสันติโดยไม่มีการเผชิญหน้า เพื่อให้ “เสียงประชาชน” ได้ดังขึ้น และนำไปสู่ “ประชาธิปไตยโดยตรง” ให้มากยิ่งขึ้นต่อไป



