คงไม่ได้ต้องมาให้คะแนนอะไรกับทั้งสองฝ่าย แต่คิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรี รวมทั้งนายกรัฐมนตรี 11 คนใน
รอบนี้เป็นการอภิปรายที่มีนัยสำคัญมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลง (หรืออาจไม่เปลี่ยนแปลง) ทางการเมืองในอนาคตอันใกล้
แม้ว่าโดยเนื้อหาของการอภิปรายจากพรรคฝ่ายค้านอาจไม่ได้รุนแรงแปลกใหม่เท่ากับที่ผ่านมา
ไม่ใช่เพราะรัฐบาลไม่มีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง แต่เป็นเพราะว่ารัฐบาลเพิกเฉยต่อข้อบกพร่องของตัวเองอย่างน่ารังเกียจ และไม่แยแสกับข้อสงสัยจากสังคมมาโดยตลอดมากกว่า และครั้งล่าสุดนี้ก็ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรไปจากเดิม โดยเฉพาะจากตอบโต้มากกว่าการตอบคำถามของตัวนายกรัฐมนตรีเอง
ประเด็นที่น่าพูดคุยกันในรอบนี้จึงอาจจะไม่ได้อยู่ที่เรื่องของเนื้อหาที่ฝ่ายค้านเสนอมากนัก ไม่ใช่เพราะว่าไม่ดี แต่เป็นเพราะว่ามีเรื่องอื่นที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องนี้ และดูแล้วจะตอกย้ำสภาวะการเพิกเฉยต่อประชาชนของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ
ไล่เลียงไปตั้งแต่ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจมาสักพักใหญ่แล้วที่รัฐบาลดูจะไม่มีนโยบายช่วยเหลือแบ่งเบาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับการชื่นชมจากประชาชนแต่อย่างใด ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่ทำ แต่เหมือนกับว่านโยบายจะไม่ได้ช่วยประชาชนในระดับที่เกิดความพึงพอใจจากประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องค่าครองชีพต่างๆ
รวมไปถึงเรื่องของท่าทีของตัวหัวหน้ารัฐบาลเองที่ให้ความสำคัญในการเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนมากกว่าแสดงออกว่าเห็นใจประชาชนอยู่หลายครั้งหลายครา
เมื่อมาถึงขั้นของการเลือกบุคคลที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจเอง เอาเข้าจริงมี 3 แนวทางที่พรรคฝ่ายค้านสามารถเลือกได้ คือตัวหัวหน้ารัฐบาลคนเดียว ซึ่งก็น่าจะมีน้ำหนักมากในการชี้ให้เห็นปัญหาที่ผูกโยงกับตัวหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากหัวหน้ารัฐประหารเดิม และเป็นผู้รวมศูนย์อำนาจในการสั่งการหลักในทุกๆ เรื่อง
และจะยิ่งตอกย้ำว่า หากภายในเดือนสิงหาคมที่อาจเป็นไปได้ว่าหัวหน้ารัฐบาลอาจจะอยู่ต่อเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งคณะ เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาร้อยแปดอย่างของรัฐบาลนี้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเลือกตัวนายกรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐบาลจากพรรคการเมืองหลักรวมกัน 11 คนในการอภิปราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่าแกนนำฝ่ายค้านไม่ได้ให้ความสนใจแต่กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเหมือน 3 ครั้งที่ผ่านมา แต่ยังให้ความสนใจกับผลสะเทือนที่อาจเกิดต่อการลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้าซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานจากนี้จนถึงไม่เกินกลางปีหน้า อันเนื่องมาจากระยะเวลาอยู่ในตำแหน่งรัฐบาลนั้นหมดลง
คำถามที่น่าคลางแคลงใจที่สุดต่อฝ่ายค้านเองจึงอยู่ที่การไม่เลือกที่จะอภิปรายทีมงานทางการบริหารรอบตัวนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน และหนึ่งในคำตอบก็กลายเป็นเรื่องว่าทีมงานของนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีฐานคะแนนเสียงทางการเมืองใดๆ เมื่อเทียบกับคนอื่นอีก 10 คน ที่เรียกว่าทั้งมีแผล และมีคะแนนเสียงทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ผมเห็นว่าพรรคฝ่ายค้านไม่ผิดที่จะเลือกแนวทางนี้ แต่การเลือกแนวทางนี้จะมีประสิทธิภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะคิดอย่างไรจากวันนี้จนถึงวันเลือกตั้ง
อธิบายง่ายๆ ว่า เขาอาจจะเห็นว่าฝ่ายค้านทำงาน แต่จะถึงขั้นเลือกให้เป็นรัฐบาลหรือเปล่านั้นอีกเรื่องหนึ่ง และยังขึ้นกับอีกหลายเหตุปัจจัยทีเดียว
ประการถัดมาก็คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้กลับกลายเป็นว่าบารมีของ พล.อ.ประวิตรกลับยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และสูงเกินหน้าตัว พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้ารัฐบาล
นับตั้งแต่ตัวคะแนนทั้งในส่วนของไว้วางใจมากที่สุด และได้รับคะแนนในส่วนไม่ไว้วางใจน้อยที่สุด
และถ้าติดตามเรื่องการเมืองของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบนี้ให้ดี จะเห็นว่า พล.อ.ประวิตรไม่น่าจะใช่ผู้จัดการรัฐบาลในความหมายเดิมๆ เพียงแค่เป็นเบอร์สองของรัฐบาล เพราะคะแนนนิยมในสภา (ย้ำว่าในสภา เพราะต่างกับคะแนนไม่นิยมของ พล.อ.ประวิตรนอกสภาจากโพลของประชาชน) ของ พล.อ.ประวิตร
นอกจากนี้จะเห็นว่าทั้งกลุ่ม 16 สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มของธรรมนัสที่ออกมาจากพลังประชารัฐ (ไม่เอาตู่แต่เคารพป้อม) และกลุ่ม 12 กลุ่มสอง ซึ่งเป็นพรรคเล็กพรรคจิ๋วที่ได้รับฉายาว่าเป็นพวกรับกล้วย ก็ล้วนแต่มุ่งตรงไปที่ พล.อ.ประวิตรตั้งแต่ก่อนอภิปราย และดูจะไม่ตั้งคำถามอะไรกับเนื้อหาการอภิปรายของฝ่ายค้าน
ถามว่าเรื่องนี้น่าแปลกใจไหม คำตอบก็คือไม่น่าแปลกใจ แต่มันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า พล.อ.ประวิตรมีบารมีเหนือ พล.อ.ประยุทธ์ในการเมืองสภาผู้แทนฯ
ส่วน พล.อ.ประวิตรจะมีบารมีเหนือ พล.อ. ประยุทธ์ในวุฒิสภาหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ใช่ ฉะนั้น ต้องไม่ลืมว่ามีการแบ่งอำนาจกันในระดับหนึ่ง เพราะตัว พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจในวุฒิสภามากกว่า พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประวิตรไม่ยุ่งเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยว่าการแต่งตั้งโยกย้ายและปลดทีมเศรษฐกิจยังอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์มาโดยตลอด
และอย่าลืมว่า พล.อ.อนุพงษ์ก็คงจะมีอำนาจเหนือผู้ว่าราชการจังหวัดที่ตนแต่งตั้งมากับมือในช่วงแปดปีที่ผ่านมา
และเมื่อเราได้เห็นกับตาและฟังกับหูของตัวเองว่า พล.อ.ประวิตรออกอาการไม่ยี่หระกับข้อวิจารณ์เรื่องการทำรัฐประหาร โดยออกมาปฏิเสธว่าตนไม่เกี่ยวกับรัฐประหารและ 3 ป.ไม่มีจริง มันก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า พล.อ.ประวิตรไม่ได้สนใจความคิดเห็นของประชาชนอะไรมากมาย
การเมืองของ พล.อ.ประวิตรเป็นเรื่องที่อาจจะเข้าใจในกรอบทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ว่าเป็นเรื่องของชนชั้นนำ คือทุกเรื่องเป็นการดีล หรือแสวงหาข้อตกลงกันในหมู่คนที่มีอำนาจ พล.อ.ประวิตรไม่เคยที่จะพูดจาอะไรกับประชาชนเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เคยต้องออกแถลงการณ์ หรือให้สัมภาษณ์อะไรที่เกี่ยวกับปัญหาของประชาชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นระบบ
เพราะโลกของ พล.อ.ประวิตร การเมืองเป็นเรื่องของการหมุนเวียนอำนาจในหมู่ชนชั้นนำที่ตนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จะได้มาโดยการยึดหรือเกาะโต๊ะขอ หรือจะได้มาจากการเจรจา หรือดูแลก็ทำได้ทั้งนั้น คนของ พล.อ.ประวิตรจะไปทำอะไรที่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง คนที่เคยมีสายสัมพันธ์กับ พล.อ.ประวิตรจะไปนั่งในตำแหน่งที่ตรวจสอบ พล.อ.ประวิตรก็ไม่ใช่เรื่องแปลก คนที่แทบจะเรียกว่าเป็นลูกน้องจะไปสร้างเรื่องราวที่ไหนก็เป็นเรื่องที่ตนนั้นไม่รู้ (ไม่รู้)
พล.อ.ประวิตรจึงเป็นความเป็นจริงทางการเมืองที่ไม่ควรละเลย และเป็นความเป็นจริงทางการเมืองที่น่าอึดอัด (inconvenient truth) และจัดการไม่ได้
ผลลัพธ์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในด้านนี้ทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านประเมิน พล.อ.ประวิตรต่ำไปมาก เพราะมุ่งจัดการ พล.อ.ประยุทธ์และบรรดานั่งร้านเป็นหลัก ข้อหาของ พล.อ.ประวิตรไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่ และยิ่งทำให้ พล.อ.ประวิตรผนึกอำนาจและตั้งมั่นในอำนาจได้มากขึ้น และยิ่งจะมีผลทำให้พรรคพลังประชารัฐกลับมายืนในตำแหน่งที่หลายฝ่ายไม่อาจมองข้ามได้ ถ้าเทียบกับวิกฤตของพรรคในช่วงหลายเดือนก่อนที่ธรรมนัสยกกลุ่มของตัวเองออกไป
สำหรับผมแล้วการจะโยกย้ายเอา พล.อ. ประวิตรไปนั่งที่กระทรวงมหาดไทยหรือไม่จึงไม่สำคัญ พล.อ.ประวิตรไม่จำเป็นต้องลงไปดีลกับปากท้องของประชาชนโดยตรงเท่ากับการดีลกับปากท้องของเครือข่ายและชนชั้นนำ และเรียกได้ว่า พล.อ.ประวิตรไม่จำเป็นต้องลงไปลุยในสนามเลือกตั้งตรงๆ เพราะหลายพรรคที่ประกาศตัวลงเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งเก่าและใหม่ก็ย่อมจะได้ทรัพยากรจาก พล.อ.ประวิตรตามที่เขาลือกัน หรือไม่ก็จะต้องมาหารือในการจัดตั้งรัฐบาลกับ พล.อ.ประวิตรหลังการเลือกตั้งจบลง
กล่าวโดยสรุป ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์นั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของประชาชน และไม่มีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์โดยตัวของเขาเอง อนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ทางการเมืองขึ้นกับ พล.อ.ประวิตรมากขึ้นเรื่อยๆ และในครั้งนี้หาก พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาได้ก็จะต้องมาจากการเสนอชื่อของ พล.อ.ประวิตรในฐานะพรรคใหญ่ ไม่ใช่จากพรรคเล็กๆ ที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ และในครั้งนี้อิทธิพลของกองทัพในการเชื่อมโยงกับการกลับสู่อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ก็จะไม่โดดเด่น แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะนั่งกระทรวงกลาโหมด้วย
ประเด็นต่อมาในเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบนี้ที่น่านำมาพูดคุยกันก็คือ จะนับคะแนนและให้ความหมายและนัยสำคัญทางการเมืองอย่างไร จะนับคะแนนไว้วางใจ คะแนนไม่ไว้วางใจ หรือคะแนนงดออกเสียง
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับลักษณะทางประชากรศาสตร์ และสังคมวิทยาการเมืองของรัฐสภาไทยในช่วงนี้ว่ามีกลุ่มเหล่าอย่างไร
แน่นอนว่าเมื่อแบ่งภาพกว้างจะพบว่ามีฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายค้าน
ลึกลงไปยังมีฝ่ายธรรมนัสที่ออกจากพลังประชารัฐ คือเอาป้อมไม่เอาตู่
และพรรคเล็กพรรคจิ๋วที่ไม่ได้ประโยชน์กับรัฐบาลเพราะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ก็ยืนข้างรัฐบาลมาโดยตลอด
ยังมีฝ่ายงูเห่าคือ ฝ่ายค้านที่พร้อมจะย้ายไปอยู่กับพรรครัฐบาล
และยังมีฝ่ายรัฐบาลที่มีปัญหากันภายในพรรคตัวเอง เช่นในรอบนี้ประชาธิปัตย์จะเป็นไฮไลต์มากเสียหน่อย
คะแนนไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจ และงดออกเสียง จึงเป็นคะแนนที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวของการเมืองอย่างซับซ้อนและมีพลวัต
อย่างเช่นคะแนนไม่ไว้วางใจอาจจะชัดเจนที่สุดหากมาจากฝ่ายค้าน และฝ่ายแค้น
ส่วนคะแนนไว้วางใจ (คือโหวตไม่เห็นด้วยกับการไม่ไว้วางใจ) และน่าจะมาจากฝ่ายเดียวกัน
คะแนนงดออกเสียงนั้นถ้าไม่นับคนที่มีตำแหน่ง 3 คน คือประธานสภา และรองประธานสภาอีกสอง ก็คงจะตีความได้ว่าคนที่งดออกเสียงดูจะพยายามส่งสัญญาณบางอย่างที่ไม่ชัดเจนเกินโดยเฉพาะถ้าเป็นงูเห่าและกล้วย นอกจากนี้ สื่อมวลชนเองก็ยังคงจะต้องมีหน้าที่ที่จะลงไปติดตามความเห็นของคนที่งดลงคะแนนเสียงด้วยว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาคิดจะสื่อ
คะแนนงดออกเสียงของ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรนั้นดูจะชัดเจนว่ามาจากงูเห่าของฝ่ายค้าน และน่าจะเห็นว่างูเห่าเหล่านี้ไม่ใช่งูเห่าที่จะเข้าพลังประชารัฐ เพราะข้อมูลที่ระบุมาคือจะย้ายไปภูมิใจไทย ขณะที่ภูมิใจไทยไม่โหวตไม่ไว้วางใจ (คือโหวตไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์) และส่วนใหญ่จะพบว่างูเห่าฝ่ายค้านมักจะงดออกเสียงให้พลังประชารัฐ แต่ไว้วางใจภูมิใจไทย
มาดูในส่วนของภูมิใจไทย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งพรรคที่แทบจะไม่บอบช้ำมากจากการอภิปรายในรอบนี้ เว้นแต่กรณีของศักดิ์สยามที่ได้พื้นที่ข่าวในแง่ลบไปมากโข แต่คำถามก็คือในเมื่อภูมิใจไทยไม่ได้เดินเกมการเลือกตั้งแบบเอาคะแนนบัญชีรายชื่อจากนโยบายและความนิยมของคนชั้นกลาง แต่เน้นจะไปเอาคะแนนบัญชีรายชื่อจากคะแนนในพื้นที่ ที่เลือกภูมิใจทุกพื้นที่ที่อาจจะไม่ชนะมากกว่า บวกกับการมีคนพร้อมจะสวมเสื้อภูมิใจไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ภูมิใจไทยจึงแทบจะไม่บอบช้ำจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบนี้เท่าไหร่
ความท้าทายของภูมิใจไทยอยู่ที่จะประคองคะแนนและความนิยมในระดับที่ไม่เด่นจนเกินไปได้อย่างไร เพื่อรอร่วมรัฐบาล และกำหนดข้อเรียกร้องในการอยู่ในวงอำนาจมากกว่าการมุ่งหมายตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ขณะที่พลังประชารัฐในส่วนที่ไม่ใช่ พล.อ. ประวิตร คือนักการเมืองสังกัดพลังประชารัฐทั้งหลายดูจะประคองตัวเองและค้นพบศัตรูของตัวเองชัดเจนขึ้น คนที่บอบช้ำอยู่บ้างมีแต่ชัยวุฒิ แต่ก็รอดมาได้และด้วยเงื่อนไขความเป็นเรื่องส่วนตัวก็คงจะไม่ถึงกับโดนออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ในห้วงสุดท้ายของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องพึ่งพาเงื่่อนของของการใช้กลไกของกระทรวงดิจิทัลเพื่อความมั่นคงของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนสุชาติ ชมกลิ่น นั้นน่าจะมีอนาคตทางการเมืองถ้าพลังประชารัฐยังอยู่ในอำนาจ ความท้าทายของสุชาติอยู่ที่การสร้างบารมีในพื้นที่ชลบุรีเพิ่มมากกว่าเดิมแค่ไหนในการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ที่ด้านหนึ่งยังติดกับบ้านใหญ่เดิม และอีกด้านหนึ่งก็มีกระแสของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับประชาธิปัตย์ รอบนี้ถึงกับต้องมานั่งคิดกันว่าคะแนนไว้วางใจจุรินทร์นั้นน้อยที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่าแม้ประชาธิปัตย์สมัยจุรินทร์จะสูญเสียสมาชิกคนสำคัญออกไปมากที่สุด แต่จุรินทร์นำพาพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลได้ และเป็นการร่วมรัฐบาลด้วยตัวของประชาธิปัตย์เอง (ถ้าเทียบกับสมัยที่อภิสิทธิ์เป็นรัฐบาล แต่มาจากความแตกแยกของพลังประชาชน และเกมการเมืองยังทำให้ชวนเป็นประธานสภาทั้งที่ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด)
การประเมินผลงานและความสำเร็จของจุรินทร์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาฐานอะไรในการประเมิน
กล่าวโดยสรุปแล้วผมคิดว่าผลจากการอภิปรายรอบนี้เป็นเรื่องของการเมืองในหมู่ชนชั้นนำมากกว่าการเมืองของประชาชน เสียงของประชาชนนอกสภาไม่ใช่เสียงที่คนในสภาได้ยินมากนัก อาจมีบางพรรคที่เชื่อมโยงกับการเมืองนอกสภามากกว่า แต่ด้วยเงื่อนไขของเกมสภา ทำให้การลงคะแนนในสภาไม่ได้สะท้อนอะไรได้มาก
ขณะที่เสียงจากโหวตของประชาชนสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกไปในอีกทิศทางที่ชัดเจนกว่า แม้จะไม่ได้เที่ยงแท้กับวิธีวิทยาของการวิจัยมติมหาชนมากนัก แต่ก็สะท้อนทั้งอารมณ์ร่วมของประชาชน และสะท้อนการเติบโตของสื่อดิจิทัลและสื่อออนไลน์ใหม่ๆ
แน่นอนว่าการเมืองอาจจะมีความเปลี่ยนแปลง แต่ความเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อของโลกสองโลก ของการเมืองสองระดับ คือการเมืองของ/ภายในหมู่ชนชั้นนำ และการเมืองของประชาชน
และมันสะท้อนแน่นอนว่าการเลือกตั้งและสภาไม่ใช่ทุกเรื่องของการเมือง และอาจจะเป็นเงื่อนไขให้การเมืองในภาคหรือมิติอื่นๆ นั้นเติบโตและทำงานมากขึ้นไปอีก

