“มองจากสภา จะมีตรงไหนเห็นตรงนี้บ้างไหม
เราจะแขวนให้เห็นเลยว่า
นี่แหละเสียงของประชาชน!”
คําประกาศจากพิธีกรในนามราษฎร ลอดผ่านไมค์หน้าสัปปายะสภาสถาน หลังตรากตรำส่งอาสาสมัครลงพื้นที่เปิดกล่องหย่อนคะแนนประชาชนคู่ขนาน ถามหาความเชื่อใจต่อรัฐบาลชุดนี้ โดยให้ประชาชนกากบาทช่อง ‘ไว้วางใจ’ หรือ ‘ไม่ไว้วางใจ’ ใน 34 จังหวัด 6 ภูมิภาค 139 จุดทั่วประเทศ
ก่อนมาปักหลักพัก ‘แคมป์ปิ้ง’ ค้างคืนยาวๆ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ถึงนาทีลงมติในรัฐสภา เพื่อจับตาการโหวตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 รวม 11 คน
และที่สำคัญคือการเปิดกล่อง ‘นับคะแนน’ สดๆ จากมติประชาชนโดยแท้
ทะลุฟ้า ทะลุแก๊ซ ทะลุฝน กว่า 300 คน อยู่กินนอนนับคะแนนทะลุเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 23 กรกฎาคม วันชี้ชะตารัฐบาลบิ๊กตู่ 2 ผ่านอุปสรรคนานัปการเพื่อหาพื้นที่แสดงออก หลังสำนักงานเลขาธิการสภา ยกระเบียบอ้าง ‘ยังไม่ได้รับมอบพื้นที่ตามสัญญาจ้าง’ บางวันถูกไล่ไปนอนในอุโมงค์ วันที่สองของการปักหลัก กลุ่ม Saveนาบอน, ภาคี Saveบางกลอย, P-Move, สหภาพคนทำงาน และตัวแทนจากเครือข่ายรัฐสวัสดิการ (We Fair) ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารงานของรัฐ จึงล้อมวงสนทนาถึง ‘คุณภาพชีวิตประชาชนภายใต้รัฐบาลล้มเหลว’ ทั้งยังแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการป้ายสีดำทั่วใบหน้าร่างกาย
แม้การลงมติในรัฐสภาจะจบไปแบบ ‘ไม่มีปาฏิหาริย์’ สิ่งที่คาดไม่เคยเคลื่อน เมื่อ ‘11 รัฐมนตรี’ ผ่านฉลุยศึกซักฟอกครั้งสุดท้าย
แต่สิ่งที่เกิดขนานคู่กันไป ไม่ได้หมายความว่าไร้ค่า

มาเตือนผู้แทนฯ กฎหมายไม่มีผล ‘แต่เสียงคนมีค่า’
ไฟเตาหมูกระทะวูบวาบในเต็นท์ คนสูงวัยบางส่วนเริ่มทยอยนอนข้างจอโทรทัศน์ที่ฉายการอภิปรายไม่วางใจในสภา
เสียงพิณ หมอลำ ภูธรดั๊บ เคล้าเสียงฝน แทรกด้วยเสียงขานที่คูหา “บัตรดี ไม่ไว้วางใจ” บางจังหวะมีเสียงโห่ เมื่อพบบัตรที่กา “ไว้วางใจ” เสียงฮาก็มา เมื่อทีมงานขานข้อความที่เขียนฝากผ่านบัตรว่า “ค..” “ไม่ไว้วางใจ ประยุทธ์ออกไป”
ทะลุฟ้า เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี We Volunteer และทะลุแก๊ซ ยังคงนั่งดูแลความปลอดภัย ขณะที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ
ไอลอว์, ศิลปะปลดแอก ตั้งบูธกิจกรรมโดยรอบ
5 โมงเย็นของวันที่ 22 กรกฎาคม วงสามัญชนเต็มวง เปิดเวทีบรรเลงดนตรีพร้อมมือพิณ “จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา” หรือไผ่ ดาวดิน
ทรงพล สนธิรักษ์ หรือยาใจ ทะลุฟ้า ขานบทกวีสะท้อนความทุกข์ยากและน้ำตาของประชาชน ย้ำว่าต้องปลุกเสียงผู้คนให้ตื่น จึงจะหนักแน่นทั้งแผ่นดิน ก่อนกอดคอล้อมวง เปล่งเสียง ‘เราคือเพื่อนกัน’ ดังสนั่น และเริ่มนับคะแนนพร้อมกันทั้ง 6 ภูมิภาค บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บางคนลากเก้าอี้มานั่งจับตาหน้าคูหา
ตัวแทนคณะก้าวหน้า นับคะแนนจากใบโหวตในกล่องลงมติ ภาคกลาง เริ่มจากจังหวัดนนทบุรี ท่าน้ำนนทบุรี ตามด้วยท่าน้ำปากเกร็ด ตลาดครอบครัว ตลาดชาวสยาม ขณะที่ ธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือปูน ทะลุฟ้า นับคะแนนกรุงเทพฯ เริ่มจากตึกกิจการนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่แรก และพบว่าทั้งหมดลงคะแนน ‘ไม่ไว้วางใจ’
เมื่อนับคะแนนไปสักครู่ พบบัตรลงคะแนนที่เขียนข้อความฝากไว้ในบัตรด้วยว่า “จะอดตายกันอยู่แล้ว” ผู้ร่วมกิจกรรมต่างส่งเสียงหัวเราะร่า

ด้าน ตัวแทนภาคีเซฟบางกลอย นับคะแนนภาคตะวันตก เริ่มจาก จ.ราชบุรี ซึ่งลงคะแนนที่พื้นที่ป่า โดยกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นสัญลักษณ์ของการมีส่วนร่วมจากประชาชนชาติพันธุ์ชายขอบ ตามด้วยคะแนนหน้า สน.บ้านโป่ง รวมทั้ง 2 จุด รวมผลไว้วางใจ 2 เสียง ไม่ไว้วางใจ 164 เสียง
ผู้นับคะแนนหน่วยภาคเหนือ ขานผลโหวตด้วยภาษาถิ่น ซึ่งที่กาดหน้ามอ มีผู้ไม่ไว้วางใจ 27 เสียง ท่าแพ 166 ไม่พบเสียงไว้วางใจ รวม จ.เชียงใหม่ 507 เสียง ไว้วางใจเพียง 1 เสียงเท่านั้น
ทั้งภาคเหนือมีผู้ลงคะแนนรวม 1,503 เสียง พบว่า ไว้วางใจ 16 เสียง และไม่ไว้วางใจ 1,487 หรือคิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์
ราษฎรย้ำชัด แม้ไม่สามารถเรียกว่าเป็นเสียงทั้งประเทศ ไม่ยืนยันว่ามีความเป็นกลาง และไม่มีผลใดๆ ทางกฎหมาย แต่เป็นความเห็น เป็นความต้องการส่งเสียงของผู้ที่มีตัวตน มีชีวิตอยู่จริง อย่างน้อยก็เป็นเครื่องตอกย้ำว่า “ผู้แทนราษฎร” จะลืมความเป็นตัวแทนของประชาชนหรือไม่
อีกทั้งการที่เสียงแตก สะท้อนถึงประชาธิปไตย ที่มีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล
กีดกัน กดดัน ‘อีสาน’ กาช่อง ‘ไว้ใจประยุทธ์’ เยอะสุด
ด้านหน่วยภาคอีสาน ถนนคนเดิน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น มีผู้ลงคะแนนมากที่สุดรวมกว่า 1,444 เสียง ซึ่งภาคอีสานพบการลงคะแนน ‘ไว้วางใจ’ มากที่สุดรวม 47 เสียง ไม่ไว้วางใจ 2,899 เสียง คิดเป็น 1.8 เปอร์เซ็นต์
“ไผ่ ดาวดิน” ซึ่งอยู่หน้าหน่วยนับคะแนนภาคอีสาน บอกผ่านไลฟ์ว่า ที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น มีเสียงแตก อยากให้พี่น้องพิจารณาฟังอภิปราย แล้วตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า
“ที่บ้านไผ่ มีน้องไปตั้งจุดหน้าตลาดแล้วโดนไล่ ฝากคนบ้านไผ่ด้วย”
ในช่วงหนึ่ง พิธีกรเผยว่า การโหวตที่ จ.พัทลุง มีการกีดกันการลงคะแนน กดดันผ่านครอบครัวของอาสาสมัคร ที่โคราชก็เช่นกัน ระหว่างทีมงานโคราชมูฟเมนต์เดินสายลงคะแนน มีผู้ทำร้ายด้วยการฉุดกระชาก ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ขอให้ร่วมจับตาคดีนี้ด้วย
“เจ้าหน้าที่เทศกิจบอกกับทีมงานโคราชว่า ‘โคราชไม่ใช่กรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่แสดงออกทางการเมือง’ พูดมาได้อย่างไร’” พิธีกรกล่าวด้วยความฉุน
ราษฎร ยังขอบคุณพรรคก้าวไกลที่ชูภาพ ใบปอและบุ้ง นักกิจกรรมทางการเมืองที่อดอาหารประท้วงในเรือนจำถึงขั้นวิกฤต แต่ยังไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ขอบคุณเพื่อไทย ที่พูดถึงนักโทษการเมือง

ใช้ตังค์แค่จุดละ 300 เสื้อแดงปลื้ม ชาวบ้านมีส่วนร่วม
การนับคะแนนเข้าสู่ชั่วโมงที่ 4 ทีมงานทะลุฟ้าเผยว่า การลงคะแนนทั้ง 139 จุดลงมติ ใช้งบเพียงจุดละ 300 โดยเป็นค่าส่ง ค่าซื้อกล่อง และกระดาษ ถือว่าใช้งบประมาณน้อยมาก
ด้าน ไพศาล จันปาน คนเสื้อแดง หนึ่งในผู้ริเริ่มกิจกรรม ‘เดิน หยุด ขัง’ ร่วมลุ้นผลอย่างใกล้ชิดหน้าคูหาภาคเหนือ พร้อมเปิดเผยว่า มองกิจกรรมวันนี้เป็นการ “ชี้วัด และทำวิจัย” โดยภาคประชาชน ซึ่งไม่ต้องใช้ทุนมาก ใช้เพียงคน
“เราต้องการเห็นความคิดประชาชนว่าคิดอย่างไร ได้มาเห็นการนับคะแนน เหมือนการทำงานวิจัยออกมาว่าประชาชนคิดอะไรในแต่ละจังหวัด แต่ละจุด ประชาชนได้มีส่วนรู้ และมีส่วนร่วม
ถ้าทำโพลจะเป็นการสุ่มคน เช่น 1,000 คน มาเป็นตัวชี้วัด แต่กรณีนี้เป็นเจตนารมณ์ของประชาชนที่ลงเสียงไปในแต่ละภาค เสียงไว้วางใจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แตกต่างอย่างมาก ผมปลื้มมากที่คนคิดไม่เห็นด้วยกับประยุทธ์เยอะมาก อย่าง จ.เชียงราย คนเห็นด้วย แค่ 2 เสียง คิดเป็นแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ส่วน จ.ขอนแก่น มีคนลงคะแนนกว่า 1,400 คน นับว่าเป็นจังหวัดที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด” ไพศาลระบุ
ไม่ติดเก้าอี้! ลุ้นใบแรกหีบภาคใต้ ทั่วไทยไว้ใจแค่ร้อยละ 1
สำหรับภาคใต้ เริ่มจากหน่วย 128 ถนนคนเดินปูดำ จ.กระบี่ คนในเต็นท์ลุกมาจับตาใบแรกอย่างใกล้ชิด ว่าภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงพรรคร่วมรัฐบาล จะเห็นด้วยกับรัฐบาลหรือไม่
ทันทีที่ขานใบแรกว่า “บัตรดี ไม่ไว้วางใจ” เสียงเฮสนั่นอีกครั้ง จาก 211 เสียง มี 3 เสียงไว้วางใจ คิดเป็น 1.5 เปอร์เซ็นต์ ก่อนตามด้วย จ.ตรัง, นครศรีธรรมราช และปัตตานี ซึ่งเมื่อนับคะแนนไป 2,000 กว่าเสียง มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไว้วางใจ
โดยรวมภาคใต้ มีผู้ลงคะแนน 1,346 เสียง 29 เสียงไว้วางใจ และ 1,317 เสียงไม่ไว้วางใจ พิธีกรชี้ว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่ว่าคนใต้รักเดียวใจเดียว เพราะเสียงเปลี่ยนได้ ขอส่งใจให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
บรรยากาศหลังมื้อค่ำ ผู้ร่วมกิจกรรมฟังการชี้แจงจาก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่รัฐบาลมุ่งมั่นช่วยแก้หนี้ให้เกษตรกร โดยใช้งบประมาณ 1,384 ล้านบาท ทีมงานนั่งล้อมวงรับประทานหมูย่าง ส่งเสียงโห่เป็นระยะ ซึ่งผลการโหวตในสภา พบว่า รมว.พาณิชย์ ได้ความไว้วางใจอันดับบ๊วย

ฝ่ายค้านเยี่ยมคูหา ‘นี่คือเสียงที่แท้จริง’
ลั่น หวีละ 7 หลัก ต้องทำลายทิ้ง!
สามทุ่มนิดๆ พรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา นำ ส.ส.ฝ่ายค้านยื่นเปิดอภิปราย เดินเท้ามาถึงหน้าลานแคมป์ปิ้ง มาให้กำลังใจที่หน้าคูหานับคะแนน เป็นตัวแทนรับเสียงโหวตจากประชาชนพร้อมด้วยหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ท่ามกลางผู้ร่วมกิจกรรมส่งเสียงเฮ ปรบมือ และกรูเข้าไปต้อนรับ
นพ.ชลน่านขอบคุณที่ได้แสดงการมีส่วนร่วม ใช้อำนาจอธิปไตย ร่วมกับการทำหน้าที่ในสภา มองปรากฏการณ์ครั้งนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ เป็นหมุดหมายสำคัญที่สื่อถึงความต้องการของประชาชน ที่ฝ่ายค้านจะบอกต่อผู้แทน
“ประชาชนโหวตมาอย่างนี้ ท่านยังจะกล้าโหวตสวนอีกหรือ ถือว่ามีประโยชน์มาก เป็นการเรียนรู้ สร้างพลังการต่อรอง และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย…ข้อกล่าวหาและหลักฐานแน่นมากโดยเฉพาะการทุจริต ทำผิดกฎหมาย แต่รัฐสภาของเราเป็นระบบเสียงข้างมาก มิหนำซ้ำยังเลี้ยงด้วยกล้วยด้วย ทราบข่าวว่าขณะนี้ 3.5 ล้านบาท ต่อคน หวีกล้วย 7 หลัก เราต้องช่วยกันทำลายการปลูกกล้วย” นพ.ชลน่านทิ้งท้าย
ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ มองว่า ความจริงราษฎรควรจะเข้าไปอยู่ข้างใน แล้วผู้แทนควรจะออกมาอยู่ข้างนอก
“แม้เสียงในสภาจะสู้ไม่ได้ แต่เราจะขอเสียงทั้งหมดนี้ เป็นเสียงที่แท้จริงของการอภิปราย”
ขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกล นำโดย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรค เข้ามาย้ำว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้าย ได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อจะสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน
“สภาผู้แทนราษฎรที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าเขาทำหน้าที่โดยขัดแย้งกับความต้องการ เขาไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนอีกต่อไป เขาอาจจะกลายเป็นแค่ลิงที่รับกล้วย เป็นเสาค้ำยัน เป็นนั่งร้านให้เผด็จการ” โรมเปิดใจ
บันทึกประวัติศาสตร์ เกินคาด ‘มติประชาชน’
การนับคะแนน ใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง
00.02 น. ของวันที่ 23 ผลทั้งประเทศจากฝั่งประชาชนออกมา 16,988 เสียง ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ 251 เสียง ไม่ไว้วางใจ 16,690 เสียง คิดเป็นร้อยละ 1.7 ทีมงานอาสาสมัครร่วมชูป้ายผลคะแนน ถ่ายภาพประวัติศาสตร์ ตะโกนส่งเสียง “ไม่ไว้วางใจ” ก่อนร่วมกินหมูกระทะสังสรรค์ส่งท้ายรอฟังผลโหวตในสภาที่เป็นไปตามคาด
เอเลียร์ ฟอฟิ จากกลุ่มศิลปะปลดแอก มองความสำเร็จว่า เกิดจากพลังของเครือข่าย ตอนแรกคาดว่าจะมีเพียง 5,000 เสียงเท่านั้น หากถึง 10,000 ถือว่าประสบความสำเร็จ เกิน 15,000 ถือเป็นกำไร แต่มีผู้ลงคะแนนทั้งประเทศถึง 16,988 เสียง มีเพียง 40 คนที่ไม่ได้เซ็นลงชื่อในใบคะแนน เรียกว่าเป็นบัตรเขย่ง และมีบัตรเสียทั้งหมด 47 ใบ ทุกใบที่นับมีลายเซ็นจึงมีความน่าเชื่อถือ
เราอยู่ในโลกเทคโนโลยี แต่ทำไม คนจึงต้องไปลงพื้นที่เจอคน?
เอเลียร์อธิบายว่า คนจะมองว่าตัวเลขไม่จริง ออนไลน์ไว้ใจไม่ได้ ไม่น่าเชื่อถือจึงไม่อยากทำแคมเปญด้วยวิธีการเดิมอีกแล้ว
“เราเชื่อในเสียงของประชาชน เราอยากพบหน้า ฟังเสียง และเป็นตัวแทนเอาเสียงของเขามาสภา เพราะคนส่วนใหญ่ต้องทำงานด้วยสภาพเศรษฐกิจ เราจึงอาสาทำหน้าที่ไปหาเขา เปลี่ยนแกนจากผู้พูดให้ฟัง เป็นผู้ฟังบ้าง ซึ่งมีเรื่องเล่าจากอาสาสมัครเกิดขึ้นมากมาย”
ในส่วนของคะแนนภาคกลางไม่รวมกรุงเทพฯ ประกอบด้วย จ.นนทบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครนายก, ปทุมธานี และนครปฐม รวม 3,717 เสียง ไว้วางใจ 79 เสียง ไม่ไว้วางใจ 3,638
ด้านกรุงเทพฯ ยอดรวม 6,488 คน ไว้วางใจ 68 เสียง ไม่ไว้วางใจ 6,380 นับเป็นไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ทีมงานชี้ว่า ยอดนี้มีค่ามาก สามารถนำไปวัดผล ต่อยอดในงานวิจัยอื่นๆ ได้อีก
รุ่งเช้า 23 กรกฎาคม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค นำทัพก้าวไกลและฝ่ายค้าน เข้าเยี่ยมแคมป์หน้าสภา ลั่นวาจาส่งท้ายผลมติ
“ไม่มีเสรีภาพ ก็ไม่มีศักยภาพของประชาชน ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ประเทศไทยก็ไม่มีทางจะเดินต่อไปได้ รัฐสภาไทยต้องตอบประชาชน ต้องไม่ใช่สมรภูมิกล้วยอีกต่อไป นี่คือการทำลายระบอบประชาธิปไตยทั้งผู้ให้ และผู้รับกล้วย อย่าไปเลือกอีก”
“ขอบคุณอาสาสมัคร ไม่ใช่งานที่ง่าย ในการรวมคะแนนที่สะท้อนจากประชาชน” หัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
อย่างน้อย แม้ทำไม่สำเร็จในสภา แต่นอกสภา เราได้ทำให้การเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้ามา

