กมธ.ถอนร่างกฎหมายลูก ส.ส.ไปพิจารณาใหม่ ให้สอดคล้องสูตรหาร 500
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม 2565 การประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้กลับมาเปิดประชุมอีกครั้ง หลัง กมธ.ขอพักการประชุมกลับไปทบทวนบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 23 โดยนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ส.ว.ในฐานะรองประธาน กมธ. ชี้แจงว่า จากการประชุม กมธ.อย่างเคร่งเครียด โดย กมธ.มีความเห็นร่วมกันว่าจะขอยืนตามร่างรายงานเดิมที่ได้เสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ส่วนมาตรา 23 ที่มีการแก้ไขผิดไปจากร่างเดิม โดยให้เป็นหน้าที่ของ กมธ.เสียงข้างน้อยที่ได้ปรับแก้ไขในมาตรานั้นเป็นผู้นำเสนอ เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาร่วมกันเห็นสมควรหรือไม่ที่จะปรับปรุงมาตราดังกล่าวเพียง 1-2 มาตรา โดยมีการเพิ่มมาตราขึ้นมาใหม่คือมาตรา 24/1
จากนั้น นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ตนขอปรับเพิ่มมาตรา 24/1 โดยมีเนื้อหาคือ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 129/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.พ.ศ.2561 เพื่อประโยชน์ในการคำนวณตามมาตรา 128 และการประกาศผลการเลือกตั้งของมาตรา 129 ถ้าคณะกรรมการได้รับรายงานผลรวมคะแนนบัญชีรายชื่อตามมาตรา 123(3) ถึงร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ให้เริ่มดำเนินการคำนวณตามมาตรา 128 เพื่อหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้รับจัดสรรเบื้องต้น เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานผลรวมคะแนนบัญชีรายชื่อตามมาตรา 123(3) เพิ่มขึ้นจากที่ได้รับมาแล้วตามวรรค 1 ให้ดำเนินการไปตามมาตรา 128 ใหม่เพื่อหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
ทำให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ลุกขึ้นประท้วงว่ากระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นไม่ชอบด้วยนิติวิธี ซึ่งกำลังมี กมธ.เสียงข้างน้อยนำเสนอเพื่อให้รัฐสภาพิจารณา ทั้งนี้ กระบวนการแปรญัตติตกไปนานแล้ว อยู่ดีๆ จะมีความเห็นใหม่แทรกขึ้นมาโดยเป็นเสียงข้างน้อยนั้นไม่สามารถทำได้ หากจะทำต้องไปประชุมกันแล้วมาเป็นเสียงข้างมากและลงมติกันมา พวกตนยังจะรับได้มากกว่า แต่ กมธ.กลับใช้คำว่าให้เสียงข้างน้อยเสนอขึ้นมา 1 ข้อเพื่อให้รัฐสภามีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ตนคิดว่าไม่ชอบด้วยนิติวิธี กระบวนเช่นนี้เราจะเดินต่ออย่างไร ตนมีความจำเป็นต้องสอบถามว่าอนุญาตให้ทำได้ด้วยข้อบังคับการประชุมใด เพราะไม่มีกระบวนการนี้อยู่ในสารบบวิธีการกระทำกฎหมายที่เราเคยได้ทำมา
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม วินิจฉัยว่า นายมหรรณพได้แจ้งว่าผลการหารือเป็นอย่างไร และอนุญาตให้ กมธ.เสียงข้างน้อยเสนอแก้ไข แต่ทั้งหมดอยู่ที่มติของที่ประชุม ตนจะต้องถามหลังจากเสร็จแล้ว และให้แสดงความเห็น และขอมติว่าจะอนุญาตให้มีการแก้ไขมาตรา 24/1 หรือไม่ ทั้งนี้ โดยทั่วไปก็ไม่ค่อยมีเช่นนี้ แต่โดยหลักแล้ววิธีการมีสิทธิที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ ดังนั้น ก็อนุญาตให้เขาทำได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คือมติที่ประชุม
นายจุลพันธ์จึงถามต่อว่า ทำไมไม่ทำแบบที่เคยปฏิบัติคือ กมธ.ไปประชุมกันแล้วลงมติเห็นชอบกันมา พวกตนยังจะเดินต่อให้กับท่าน แต่เป็นเช่นนี้หมายความว่า กมธ.ไปคุยกันมาแล้วก็ยังคุยไม่จบ จึงส่งกลับมาเป็นภาระของพวกเรา ที่จะต้องกลับมาดำเนินการตามกระบวนการนิติวิธีที่ไม่ชอบใช่หรือไม่
ทั้งนี้ นายชวนชี้แจงว่า เราก็ต้องแก้ภาระต่อไป เป็นหน้าที่เรา
ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ.จากพรรคประชาชาติ ประท้วงว่า ตนเห็นว่าวิธีการดำเนินการไม่เป็นไปตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา เพราะในมาตรา 24 ซึ่งผ่านไปแล้วไม่มีการแก้ไขและไม่มีผู้สงวนขอแปรญัตติ แต่ที่จะมีการเสนอขณะนี้ กมธ.ไม่ได้ไปขอจากรัฐสภาว่าขอเอาไปประชุมเพื่อเอาไปแก้ไข ที่ กมธ.ขอประธานคือขอพักการประชุม เมื่อพักการประชุมแล้วจะไปทำอะไรนอกกติกาการประชุมรัฐสภา และรายงานการประชุมเดิมก็คงจะกระทำไม่ได้ หากจะทำก็จะต้องขออนุมัติต่อสภาว่าขอให้ กมธ.นำไปพิจารณา ทบทวน แต่สภาอนุมัติให้พักการประชุมไม่ได้บอกว่าจะมีการแก้ไข ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขใหม่ได้
นายมหรรณพชี้แจงอีกว่า จากการประชุม กมธ.มีมติเป็น 2 มติ โดยตนถามว่า 1.กมธ.ยังคงยืนตามรายงานที่ได้นำเสนอต่อรัฐสภาไปแล้วและอนุญาตให้ กมธ.เสียงข้างน้อย ผู้นำเสนอแก้ไขมาตรา 23 เป็นผู้นำเสนอในที่ประชุมรัฐสภาในมาตราที่เห็นว่ามีความขัดหรือแย้งกับมาตรา 23 ที่แก้ไขแล้ว และ 2.ให้ขอถอนญัตตินี้ไปก่อนเพื่อนำไปพิจารณาทบทวน แล้วกลับมาสภาภายใน 1 สัปดาห์ ปรากฏว่าที่ประชุมลงมติด้วยคะแนนเสียง 16 ต่อ 5 เห็นด้วยกับมติที่ 1 โดยยอมให้ กมธ.เสียงข้างน้อยเป็นผู้นำเสนอมาตราที่ต้องแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 23 ที่แก้ไขไปแล้ว โดยให้ที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยร่วมกัน
นายชวนวินิจฉัยว่า เมื่อเป็นมติขอที่ประชุม กมธ.ให้ทำอย่างนี้ ตนจึงต้องยึดตามที่รองประธาน กมธ.รายงาน นี่คือเหตุผลที่ตนต้องยึดข้อตกลงของ กมธ.
ด้านนายณัฐวุฒิ บัวปทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะ กมธ. ประท้วงว่า สิ่งที่นายมหรรณพพูดนั้นพูดไม่ผิด แต่สิ่งที่ประธานรัฐสภาวินิจฉัยทางที่ประชุม กมธ.ยืนยันตามรายงานเดิมคือ ไม่ได้มีการแก้ไข ส่วนติ่งท้ายที่บอกว่า ให้ กมธ.เสียงข้างน้อยนำเสนอ ถึงแม้จะเป็นมติ แต่แค่ 16 ต่อ 5 เสียงถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ กมธ.ทั้งหมด เพราะมีงดออกเสียงและไม่ลงคะแนน มีคะแนนใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่ใช่การแก้ไขรายงาน เป็นแค่การบอกว่าถ้าไปทำอะไรในสภาก็ให้ กมธ.เสียงข้างน้อยไปเสนอ ก็ต้องดูว่าใช้อำนาจตามข้อบังคับข้อใด ที่จะเสนอในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ซึ่งไม่ได้แปรญัตติไว้
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะเลขาฯกมธ. ชี้แจงว่า ระหว่างที่ไม่ได้มีการประชุม กมธ.เสียงข้างน้อยเห็นปัญหาว่ามีกระทบกับมาตราอื่นๆ ที่ยังไม่ได้พิจารณา จึงพยายามเสนอให้ กมธ.เรียกประชุมเพื่อหารือ ซึ่งเสียงส่วนมากใน กมธ.มีความเห็นว่าทำไม่ได้เพราะไม่มีอำนาจ เรากระทำการโดยการทำรายงานเสร็จแล้วก็หมดหน้าที่ จะต้องให้ที่ประชุมรัฐสภาสั่งให้ทำถึงจะทำได้ จึงเป็นที่มาที่รองประธาน กมธ.ขอพักการประชุม ซึ่งไม่มีเสียงคัดค้าน แต่ปรากฏว่าในที่ประชุม กมธ.หลายส่วนเห็นว่าการแก้สูตรคำนวณบัญชีรายชื่อเป็น 500 หารขัดรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น การไปแก้มาตราอื่นข้างหลังกระทำมิได้ จึงมีความเห็นแย้ง จึงเป็นมติที่ประชุม กมธ.ให้ กมธ.เสียงข้างน้อยเป็นผู้เสนอ เพราะหากจะเอากลับไปพิจารณากันใหม่ เวลาของสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้เหลือถึงวันที่ 15 สิงหาคมต้องเสร็จ ก็เกรงว่าจะมีปัญหาจึงให้เดินหน้าเสนอความเห็นมาเลย โดยใช้มติที่ประชุมให้ดำเนินการไป
ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.ในฐานะรองประธาน กมธ. อภิปรายว่า เสียงข้างน้อยได้เปลี่ยนเป็นเสียงข้างมากไปแล้ว ด้วยมติที่ประชุมรัฐสภา เห็นด้วยกับหาร 500 ดังนั้น นพ.ระวีสามารถดำเนินการได้ว่าเกี่ยวข้องอย่างไร ถ้ารัฐสภาเห็นชอบก็เดินหน้าต่อไปได้ เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ประชามติ และ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่เสียงข้างน้อยกลายเป็นเสียงข้างมาก
นายชูศักดิ์ ศิรินิล กมธ.สัดส่วนพรรค พท. อภิปรายว่า เป็นห่วง กระบวนการพิจารณาในขณะนี้ โดยเฉพาะการที่ นพ.ระวี เสนอเพิ่มมาตราใหม่ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มข้อความใหม่ทั้งหมด แต่ต้องยอมรับว่า กมธ.อีกหลายคนยังไม่ได้ดูรายละเอียดแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม มี กมธ.บางคนชี้ว่าการนำเสนอในลักษณะเช่นนี้เหมือนการแก้ไขกฎหมายประชามติและกฎหมายตำรวจนั้น บังเอิญว่าตนเป็น กมธ.อยู่ในกฎหมายประชามติ อยากจะบอกว่าในครั้งนั้นไม่มีประเด็นว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เหมือนกับร่างกฎหมายลูกฉบับนี้ ดังนั้น จึงเป็นคนละเรื่องกัน และตนเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการเลื่อนการประชุมออกไปเสียก่อน เพื่อให้ กมธ.กลับไปทบทวนแก้ไขรายงาน
เช่นเดียวกับนายวันมูหะมัดนอร์อภิปรายว่า ขอเวลาให้ กมธ.และสมาชิกได้อ่านสิ่งที่ กมธ.เสียงข้างน้อยเสนอมาให้ละเอียดรอบคอบ ขออย่าเพิ่งแก้ไข ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่าเป็นการแก้ไขแบบไม่เห็นหัวใคร
แต่นายมหรรณพยืนยันที่จะเดินหน้าต่อ เพราะจากการหารือของ กมธ.ในช่วงเช้ามีมติ 16 ต่อ 5 เสียง ให้เสียงข้างน้อยเสนอร่างมาตราใหม่ที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะโต้แย้งว่าขัดหรือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้น วันนี้พวกเราก็คงเถียงกันไม่จบ สุดท้ายเรื่องนี้อย่างไรก็ต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน
จากนั้น นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ในฐานะประธาน กมธ.กล่าวว่า เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้จึงขอเสนอญัตติถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ออกไปก่อน แล้วนำกลับมาพิจารณาต่อในโอกาสต่อไป เพราะต้องไปพิจารณาทั้งข้อบังคับและเนื้อหา โดยพิจารณาต่อจากมาตราที่พิจารณาค้างอยู่
จากนั้นเวลา 12.20 น. นายชวนสั่งลงมติโดยที่ประชุมมีมติให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไป ด้วยคะแนน 476 ต่อ 25 งดออกเสียง 20 ไม่ออกเสียง 9 เป็นอันว่าถอนร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปก่อน โดยนายสาธิตนัดประชุม กมธ.ช่วงค่ำวันนี้ (26 กรกฎาคม) และหากได้ข้อสรุปก็อาจจะเสนอกลับเข้ามาที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 27 กรกฎาคม จากนั้นเวลา 12.33 น. ที่ประชุมเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง

