สถานีคิดเลขที่ 12 : ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน
การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ภายใต้ยุทธการ “เด็ดหัว สอยนั่งร้าน” ระหว่างวันที่ 19-22 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยมีการลงมติชี้ขาดสถานะเก้าอี้รัฐมนตรีทั้ง 11 คน ในวันที่ 23 กรกฎาคม
แต่สุดท้ายนายกรัฐมนตรี และ 10 รัฐมนตรี ก็พ้นรอดการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจให้ทุกคน แม้ก่อนหน้านี้จะมีคำขู่จากทั้งกลุ่ม 16 และบางพรรคการเมืองว่าจะโหวตคว่ำรัฐมนตรีบางคนก็ตาม ซึ่งผลคะแนนการลงมติที่ออกมานั้น แต่ละรัฐมนตรีได้ผลลัพธ์ที่ไม่เท่ากัน
โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ด้วยคะแนนเสียง 268 ต่อ 193 ส่วน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กลับได้คะแนนมาผิดคาด เพราะได้รับความไว้วางใจรั้งท้ายเพียง 241 ต่อ 207 เสียง
ห่างจาก พล.อ.ประวิตร ที่ได้รับเสียงโหวตสูงสุดถึง 27 คะแนน
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป้าหลักของการอภิปราย ได้รับคะแนนเสียง 256 ต่อ 206 ได้ไปต่อในทางการเมือง รอลุ้นเพียงด่านต่อไปคือ วาระการดำรงตำแหน่งนายกฯครบ 8 ปี ที่ยังรอการตีความของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะนับจากปีใด
ขณะที่รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. รวมทั้ง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรค ภท. ได้คะแนนเสียงไว้วางใจ มาเป็นลำดับที่ 2 และ 3 ที่ใกล้เคียงกัน โดยคะแนนเสียงที่ 2 รัฐมนตรีพรรค ภท.ได้รับนั้น ถือว่าคุมเสียงโหวตได้อย่างมีเอกภาพ ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งงูเห่าจากพรรคร่วมฝ่ายค้านลงมติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ไม่ต้องเจอปัญหาการไม่มีเอกภาพภายในของแต่ละพรรค ที่มี ส.ส.โหวตสวน รัฐมนตรีของพรรคตัวเอง และโหวตสวนรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง เช่นเดียวกับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เจอกับปัญหาเดียวกัน คือ ไร้ความเป็นเอกภาพ ยังมีงูเห่าเจ้าประจำ โหวตสวนมติพรรค ตามจุดยืนที่ประกาศไว้ว่าจะไม่ขอร่วมงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านต้นสังกัดเดิมอีกต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งผลลัพธ์ของคะแนนโหวตที่รัฐมนตรีแต่ละคนได้ไม่เท่ากัน ทั้งเสียง “งดออกเสียง” และ “ไม่ไว้วางใจ” ถือว่ามีนัยยะในทางการเมืองทั้งต่อตัวรัฐมนตรี และพรรคการเมือง
ที่มี ส.ส.โหวตแสดงตนตามมติดังกล่าวที่ออกมา หากไม่เคลียร์ใจกันให้รู้เรื่อง รัฐนาวาที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวเรือใหญ่ คงไปต่อไม่ถึงฝั่ง
ขณะที่ผลโหวตการอภิปรายไม่วางใจนอกสภา ที่เครือข่าย “ราษฎร” ได้จัดกิจกรรม “แคมป์ปิ้งฟังสภา จับตาอภิปรายไม่ไว้วางใจประยุทธ์” คู่ขนานกับการอภิปรายในสภาและทำกิจกรรมปิดท้ายการชุมนุมด้วยการเปิดหีบลงมติภาคประชาชน มีจุดลงมติหน้ารัฐสภา และจุดอื่นๆ รวม 453 จุดทั่วประเทศ ผลปรากฏว่า ประชาชนผู้ร่วมลงมติ98.24% หรือคิดเป็น 16,988 เสียง ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วนคะแนนไว้วางใจมีเพียง 1.75% เท่านั้น ซึ่งมาจากผู้ลงมติ 251 เสียง และมีบัตรเสีย 47 ใบ
ผลลัพธ์การลงมติไม่ไว้วางใจในสภากับนอกสภา ดูจะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
หากผู้มีอำนาจหลงใหลได้ปลื้มกับผลลัพธ์ในสภา ไม่คิดปรับตัว แก้ไขการทำงานให้ดีขึ้น การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะสะดุดล้มเอาได้
จตุรงค์ ปทุมานนท์

