ชื่อคอลัมน์ตอนนี้อ่านแล้ววกวน แต่หากลองอ่านเรื่องราวสถานการณ์สมมุติที่นำเรื่องราวข่าวซึ่งเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่แล้วสามสี่เรื่องมาเปลี่ยนขนาดของเรื่องให้มีสัดส่วนใหม่ที่เล็กลง และใกล้ตัวเราๆ ท่านๆ ก็อาจจะสัมผัสความรู้สึกสับสนวกวนเช่นหัวข้อคอลัมน์ได้บ้าง
เรื่องสมมุติที่ 1 ขอให้นึกภาพว่าเราทั้งหลายเป็นกรรมการบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเลือกจ้างบริษัทมาวางระบบรักษาความปลอดภัยแบบเบ็ดเสร็จเทิร์นคีย์ ผู้ที่เข้าพิชงานตรงหน้านี้คือ บริษัท ท. จำกัด (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นบริษัทกงสีเก่าแก่ที่จะมาเสนอโครงการที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ผู้มาชี้แจงแต่ละคนแต่งชุดคับเป๊ะผมเกรียนสั้น ทำหน้าตาถมึงทึง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะเราไม่ได้ตัดสินใครที่รูปร่างหน้าตา หรือการแต่งกาย หากปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อกรรมการของเราคนหนึ่งถามว่าทำไมบริษัทนี้ถึงมีที่ปรึกษาเยอะแยะมากมายเป็นร้อยคน แล้วอย่างนี้ทุกคนทำงานกันจริงๆ อย่างมีผลิตภาพแล้วหรือ เพราะเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการของที่ปรึกษาเหล่านั้นก็สูงมากต่อคน มีรถประจำตำแหน่งระดับหรูให้คนละคัน พร้อมเงินช่วยเหลือค่ายานพาหนะที่ดูซ้ำซ้อนกันเข้าไปอีก
ผู้แทนบริษัทที่จะมาขอเงินไม่ตอบคำถามนี้ แต่กลับตอบเรื่องที่ไม่ได้ถามว่า ระบบกล้องวงจรปิดของเขานั้นแม้จะใช้สินค้าที่ผลิตจากประเทศใกล้ๆ นี้ แต่ก็ใช้ชุดเลนส์และตัวรับภาพอย่างดีจากเยอรมัน เพียงตอนนี้ประเทศนั้นเขายังไม่ขายชุดเลนส์และตัวรับภาพที่ว่าให้ผู้ขายเลยยังส่งมอบกันไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วง เขาจะเจรจากับผู้ขายแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และเพื่อสร้างความมั่นใจ บริษัทเขาได้สั่งโน้ตบุ๊กระดับเกมมิ่งเกียร์ราคาเครื่องละเกินแสนมาอีกล็อตใหญ่เพื่อเอาไว้ควบคุมระบบกล้องวงจรปิดที่ว่า ต้องรีบจองก่อนด้วยเดี๋ยวเขาไม่ขายให้ ดังนั้น ขอให้บริษัทเราช่วยเร่งทำสัญญาจ้างและจ่ายเงินให้ตามที่ขอโดยเร็วด้วยก่อนที่พวกเราและท่านจะทันได้ตอบอะไรกับคำตอบและคำขออันพิลึกพิลั่น หัวหน้าทีมก็ลุกขึ้นตบเท้า ยื่นแผ่นวิดีโอซีดีให้แผ่นหนึ่ง พลางกล่าวว่า “บริษัทของเราพูดไม่ค่อยเก่งแต่รักหมดใจ ขอให้มิวสิกวิดีโอเพลงมาร์ชประจำบริษัทของเราเป็นเครื่องสื่อแทนใจแทนการนำเสนอก็แล้วกัน”
ซึ่งประธานในที่ประชุมก็บ้าจี้ยอมเปิดเอ็มวีที่มีเนื้อหาไม่มีอะไรนอกจากการลำเลิกบุญคุณว่าโคตรเหง้าผู้ก่อตั้งบริษัทของพวกเขามีบุญคุณต่อบริษัทมหาชนของเรามาตั้งแต่ครั้งสมัยปู่จีบย่าตาเกี้ยวยายให้ดูกันแบบงงๆ
เรื่องสมมุติที่สอง บริษัทมหาชนแห่งเดิมไปจ้างนาย ต. (นามสมมุติ) ผู้รับเหมามาปรับปรุงอาคารสำนักงาน นี่เป็นการประชุมตรวจรับงานงวดรองสุดท้าย โดยนาย ต. เบิกเงินค่าจ้างตามสัญญาไปแล้วกว่า 80% แต่อาคารที่จ้างให้สร้างนั้นคืบหน้าไปได้ไม่ถึงครึ่ง แถมไอ้ที่คืบหน้าที่ว่าก็เป็นผลงานแบบขอไปที เน้นการประดับตกแต่ง แต่โครงสร้างย่ำแย่ กระเบื้องตกหล่นมาโดนพนักงานที่ไปตรวจงานบาดเจ็บ หรือพื้นแทนที่จะเป็นการเทคอนกรีตก็เอาทรายมาอัดๆ ไว้แล้วปูแผ่นปูนทับ
ผลงานคุณภาพที่ถ้าคนตรวจรับงานหูไม่หนวกตาไม่บอดก็คงรู้สึกจะทนทาน คุณในฐานะกรรมการจึงต่อว่านาย ต. ผู้รับเหมาไปตามสมควร
หากนาย ต. ก็ยักไหล่ ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮากว่า “พวกคุณเอาแต่มองหาข้อผิดพลาดของผมน่ะสิ ไม่รู้จักดูจุดที่ผมทำสวยๆ ดีๆ บ้าง อ๋อ ผมมันไม่ได้เก่ง ฉลาด หรือทำงานเก่งอะไรหรอก ไอ้ผู้รับเหมาที่คุณนึกว่าเก่งกว่าผม เก่งทุกเรื่องน่ะ ก็หาทางตามกลับมารับจ้างให้ได้ก็แล้วกัน”
เมื่อนั้นเองคุณจึงเพิ่งนึกได้ว่าทำไมถึงได้จ้างผู้รับเหมาเส็งเคร็งรายนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขสัญญาโคตรเอาเปรียบซ้ำราคาแพง นั่นก็เพราะว่าหมอนี่กับพรรคพวกเล่นขนสมัครพรรคพวกพร้อมอาวุธไปไล่จี้ไล่ขู่ผู้รับเหมารายเก่าให้ทิ้งงาน และไล่เก็บรายอื่นๆ ไปจนหมด ยกเว้นพวกผู้รับเหมาช่วงที่เป็นพวกกัน
เรื่องสมมุติที่สาม ยังคงอยู่ในฉากบริษัทมหาชนแห่งเดิมของคุณ วันหนึ่งมีพนักงานมาแจ้งว่าฝ่ายจัดซื้อได้สั่งซื้อสินค้าชนิดหนึ่งมาจำนวนมากอย่างผิดปกติโดยทำสัญญาซื้อจากโรงงานที่รู้จักกันอย่างไม่เป็นไปตามขั้นตอน ซ้ำยังจ่ายมัดจำไปให้ก่อนเป็นเงินหลายล้านด้วย
คุณจึงเรียกนาย จ. (นามสมมุติ) ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเข้ามาสอบสวนคาดคั้นว่าตกลงว่าเรื่องนี้มันเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงจ่ายมัดจำไปมากมายขนาดนั้น แล้วของที่สั่งมาจะเอาไปขายใคร
แทนที่นาย จ. จะตอบเรื่องที่คุณถาม กลับเปิดสไลด์ใน Powerpoint ให้ดูเพื่อชี้แจงเป็นคุ้งเป็นแควว่า ก่อนหน้าที่เขาจะมาทำงานนี้ผู้บริหารชุดเก่าของบริษัทนี้เคยขาย “ข้าวกล่อง” ขาดทุนเป็นเงินหลายล้าน
จนยังเป็นภาระหนี้สินของบริษัทอยู่จนทุกวันนี้
เฮ้ แต่เดี๋ยวก่อน เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องการสั่งสินค้าต้องสงสัยมูลค่าหลายล้านนั่นตรงไหน แต่นั่นแหละคือว่า ถามอะไรไปก็ตอบแต่ว่า “ดีกว่าขายข้าวขาดทุน” จนคุณต้องยอมแพ้ไป
เรื่องสมมุติที่สี่ เรื่องสุดท้ายของเรา เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนาย ต. และแก๊งผู้รับเหมาของเขาในเรื่องราวที่สอง แต่เป็นฉากในการไต่สวนในศาลที่มีผู้กล่าวหาว่า นาย ต. และพวก ร่วมกันใช้อาวุธเข้าปล้นทรัพย์และข่มขู่ขับไล่ผู้รับเหมารายก่อนให้ทิ้งงาน โดยมีลักษณะการกระทำกันอย่างเป็นซ่องโจรด้วย
ระหว่างศาลถามคำให้การ นาย ป. (นามสมมุติ) จำเลยที่ 1 ก็ให้การว่า เรื่องนี้เขาไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่ใช่ต้นคิดเรื่องปล้นทรัพย์หรือบังคับขืนใจใครให้ทิ้งงาน คนที่เป็นต้นคิดและลงมือเอาปืนไปจี้ผู้เสียหายนั้นคือ นาย ต. จำเลยที่ 2 ส่วนเขานั้นเป็นเพียงที่ปรึกษาว่าจะเอายังไงกันต่อดีหลังการปล้นจบลงแล้วเท่านั้น
จากนั้นจำเลยที่สองที่นั่งอยู่ก็ชูมือขึ้นพร้อมยิ้มอย่างภูมิใจ ตอบรับต่อหน้าศาลและผู้คนในห้องพิจารณาว่า “ใช่แล้วครับ ผมนี่แหละต้นคิด ตัวนำปล้นเลย”
เรื่องสมมุติเรื่องเล่าทั้งสี่ หากเป็นการประกวดเขียนเรื่องสั้นหรือแต่งอะไรก็คงตกรอบแรก หรือแค่เล่าให้คนฟังเขาก็คงจะว่ามันช่างพิลึกพิลั่น ดูไร้ตรรกะและเหตุผลสิ้นดี เหลือเชื่อว่าจะมีใครที่โตเป็นผู้ใหญ่ทำงานทำการแล้วจะทำโง่ๆ บ้าๆ หรืออหังการเช่นนั้นได้
การพรีเซ็นต์งานขอเงินไปทำโครงการเป็นหลักหลายล้านของคนสติดีๆ ที่ไหนกันจะเลี่ยงตอบไม่ตรงคำถาม ซ้ำตอบไม่ได้ก็ขอเปิดมิวสิกวิดีโอที่ก็ไม่ได้เป็นคำตอบอะไร
ผู้รับเหมาบ้าที่ไหนกันที่ทำงานไม่แล้วไม่ล่วง ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน แทนที่จะขอโทษกลับมาพาลพาโลว่าแน่จริงก็ไปหาจ้างเจ้าอื่นมาซ่อม
มนุษย์ปกติที่ไหนกันถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องทุจริต แทนที่จะหาหลักฐานมาชี้แจงว่าตัวเองทำถูกต้องโปร่งใสแล้วอย่างไร กลับอ้างว่าเคยมีคนอื่นก่อความเสียหายให้มากกว่านี้ อย่าสนใจเรื่องของตัวเลย
และสุดท้าย ใครกันที่ถูกซัดทอดว่ากระทำผิดในคดีอาญาที่มีโทษร้ายแรง แต่ดันยกมือตอบรับหน้ายิ้มอย่างภูมิใจเสียเต็มประดา
อนึ่ง สำหรับเรื่องสมมุติสุดท้าย กรณีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 240,000 บาท ถึง 400,000 บาท ส่วนความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 140,000 บาท
ในขณะที่การกระทำความที่ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ถือเป็นความผิดฐานเป็นกบฏ ระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งสูงกว่าแค่เรื่องปล้นทรัพย์หรือข่มขืนใจผู้อื่นโดยอ้างอำนาจอั้งยี่ซ่องโจรเป็นไหนๆ
ผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองและการอภิปรายในสภาช่วงสัปดาห์ที่แล้วคงจับคู่กันได้ถูกหมดว่าเรื่องอะไรแต่งขึ้นจากข่าวไหน
เช่นเดียวกับที่เราต่างได้เห็นความบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนอย่างที่เล่าไปที่เป็นเรื่องจริงแล้วก็เหมือนเป็นเรื่องตลกในระดับที่ยิ่งกว่าเรื่องที่เล่า เป็นเรื่องตลกที่มีเค้ามาจากเรื่องจริงที่ร้ายกาจหนักข้อกว่า ดังนั้น ยิ่งมันตลกเหลือเชื่อเท่าไร ก็ยิ่งทำให้พวกเราตลกไม่ออกมากขึ้นไปเท่านั้น
เรื่องดีในเรื่องร้ายทั้งหมดนี้ก็คืออย่างน้อยจะชั่วจะดีเราก็ยังมี “สภาผู้แทนราษฎร” อยู่ไม่ว่ามันจะทำงานได้เต็มตามหน้าที่อันควรจะเป็นหรือไม่ ตราบใดก็ตามที่ยังปกครองโดยมีรัฐสภาที่มีตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งอยู่บ้าง อย่างไรเสียก็จะต้องมีกระบวนการอย่างน้อยสองอย่างนี้
ได้แก่ หลักการกลไกการใช้ “เงินแผ่นดิน” จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งมันก็เป็นหลักการข้างเคียงมาจากหลักเรื่อง “ไม่มีภาษี ไม่มีผู้แทน” นั่นแหละ ก็เพราะในเมื่อเงินแผ่นดินนั้นมาจากภาษี
ของราษฎรทั้งหลาย ผู้แทนของราษฎรจึงชอบที่จะตกลงว่าจะจ่ายเงินนั้นให้แก่หน่วยงานของรัฐใดไปใช้เพื่อการใด ซึ่งตามหลักการมันจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและประเทศชาติ
กับหลักการของการปกครองแบบประชาธิปไตยรูปแบบรัฐสภาที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้จัดรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลจึงจะมีความชอบธรรมในการปกครองประเทศอยู่ได้ ก็ต้องโดยความไว้วางใจของรัฐสภา
ทั้งสองเรื่องนี้คือหลักการพื้นฐานที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีตั้งแต่ครั้งมีสภาผู้แทนราษฎรขึ้นในโลกนี้
แม้ว่าสำหรับประเทศไทย กระบวนการถามหา “ความไว้วางใจ” จากสภาผู้แทนราษฎรผ่านการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นอาจจะแทบไม่เคยสัมฤทธิผล และการยกมือของผู้แทนราษฎรแต่ละคนก็มีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากความไว้วางใจฝ่ายรัฐบาลก็ตาม
แต่อย่างน้อยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยังทำให้เราได้ลากตัวผู้ใช้อำนาจออกมาตอบคำถามประชาชน แม้ในที่สุดจะเหมือนการมาเล่นตลกให้ดูก็ตาม
ทั้งนี้ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและในการพิจารณางบประมาณ เราก็ได้เห็นธาตุแท้ของคนบางจำพวกว่าไม่ได้ให้การเคารพยำเกรงต่อตัวแทนของประชาชนเอาเสียเลย รวมถึงที่มีผู้ยอมรับกลางสภาว่าเป็นตัวการในการกระทำการอันเป็นกบฏนั่นก็ด้วย
นั่นเพราะเขาและพวกเขาเชื่อว่าประชาชนไม่ใช่ที่มาของอำนาจของเขา และไม่อาจให้คุณให้โทษอะไรต่อเขาก็ได้ จึงแสดงออกมาด้วยความย่ามใจไร้สติจากมาตรฐานปกติของวิญญูชนเช่นนั้น
แต่พวกเรา หรือลูกหลานของเราจะต้องพิสูจน์ให้เขาและพวกเขาได้รับรู้ว่านั่นเป็นความคิดที่ผิด และเป็นการกล่าวโทษขุดหลุมฝังศพตัวเองให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงไร

