สภาวะผู้มีอำนาจไม่นิ่ง ยูเทิร์นใช้บัตรใบเดียว ระวังเจอทั้งขึ้นทั้งล่อง

31.07.22 | 13:32 น.

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีอีก 10 คน ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาได้อย่างไม่ยากเย็น ด่านต่อไปของผู้มีอำนาจรัฐ คือ การเดินหน้าออกแบบกติกาให้เอื้ออำนวยต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปให้มากที่สุด โดยเฉพาะกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ

คือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่. …) พ.ศ. … และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่. …) พ.ศ. … ว่าที่ประชุมรัฐสภา ที่มีพรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ถือเป็นกลุ่มที่มีเสียงข้างมากจะชี้ขาดเนื้อหาและทิศทางของ 2 กฎหมายลูกว่าจะเดินหน้าตามสัญญาณของผู้มีอำนาจอย่างไร

โดยเฉพาะร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในประเด็นเกี่ยวกับสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 100 คน ว่าบทสรุปสุดท้ายผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะกลุ่ม 3 ป. ว่าจะดีไซน์

ออกมาเป็นแบบไหน ระหว่างสูตรหารด้วย 500 คน กับสูตรหารด้วย 100 คน หลังจากที่ประชุมรัฐสภากลับมติของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จากเดิมให้ กมธ.เสียงข้างมาก มีมติให้ใช้สูตรหาร 100 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง เป็นบัตร 2 ใบ คือ ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน กลับมาใช้สูตรหารด้วย 500 คน เพื่อตอบสนองความต้องการของพรรคเล็ก และพรรคขนาดกลางที่มีส่วนค้ำยันสถานะของรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแกนนำ

รวมทั้งยังสกัดกลยุทธ์ “แลนด์สไลด์” ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ตรงกันว่าจะได้ประโยชน์จากระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และสูตรหารด้วย 100 มากที่สุด

Advertisement

ความไม่นิ่งของกลุ่มผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะกลุ่ม 3 ป. ที่แบ่งแยกกันเดิน 3 ขา ทั้งงานด้านบริหาร ด้านนิติบัญญัติ และด้านการเมือง นอกจากจะขาดกุนซือ หรือฝ่ายยุทธศาสตร์ ที่อ่านเกมการเมืองได้ขาด และรับมือกับทุกสูตรการเลือกตั้งได้แล้ว ยังสะท้อนภาพการขาดเอกภาพภายในของกลุ่มผู้มีอำนาจ และภายในพรรค พปชร.อีกด้วย เนื่องจากการขับเคลื่อนทางการเมือง

ในแต่ละครั้งของพรรค พปชร. ยังเป็นลักษณะของกลุ่ม ก๊วน แบบต่างคน ต่างคิด ต่างทำ มีลักษณะของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กลุ่มที่อ่านเกมการเมืองแบบทะลุปรุโปร่งก็ไม่ได้เข้าถึงกลุ่มผู้มีอำนาจตัวจริงภายในพรรค และรัฐบาล ทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่เข้าถึงมือผู้มีอำนาจตัวจริงในการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย เป็นไปในแบบลักษณะ “กลับไป” และ “กลับมา” ตามฉากทัศน์

และปัจจัยทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งที่ระบบเลือกตั้งที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2564 ยังไม่ได้มีการนำมาใช้ในทางปฏิบัติเลย

แต่กลับมีกระแสจากผู้มีอำนาจว่า จะยูเทิร์นแบบ 360 องศา ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งเพื่อกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งแบบใบเดียว เหมือนการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งผู้มีอำนาจกลับมาคิดแล้วอาจจะตกผลึกได้ว่าเป็นกติกาที่จะช่วยให้พรรค พปชร.ได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล รวมกับพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคเล็กที่ได้รับอานิสงส์ จากระบบจัดสรรปันส่วนผสมได้อีกครั้ง โดยมองข้ามกระแสและความนิยมของพรรค พปชร. และ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในช่วงขาลง ไม่ได้มีเรตติ้งที่ดีเหมือนกับในปี 2562

เหมือนกับสัญญาณของ ส.ส.ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสานของพรรค พปชร. ที่สะท้อนตรงกันว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้กลับมาใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เพราะจากการประเมินจากพื้นที่จริงสู้ทั้งกระแสของพรรค พท. และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่มาแรงในแต่ละเขตพื้นที่ไม่ได้ อีกทั้งกระแสความนิยมของพรรค พปชร. และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อยู่ในช่วงขาลง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ข้าวของแพงที่รัฐบาลยังแก้ปัญหาดังกล่าวให้ดีขึ้นไม่ได้ ขณะที่เรตติ้งของพรรค พปชร.และ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังดีอยู่ก็มีแค่พื้นที่ภาคใต้ จริงหรือไม่คงต้องวัดผลจากการเลือกตั้ง อีกทั้งยังต้องแข่งกับเจ้าของพื้นที่เดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ประกาศจะปักธงในพื้นที่ภาคใต้ให้เพิ่มขึ้น กอปรกับความเบื่อ และอาการอิ่มตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บริหารประเทศมากว่า 8 ปี หากจะยูเทิร์นกลับมาใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว นอกจากจะตอบคำถามต่อประชาชน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ว่า ตกลงแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกติกาการเลือกตั้ง แบบกลับไป กลับมา ทำเพื่อประชาชนหรือตอบโจทย์ผู้ที่คิดจะสืบทอดอำนาจในทางการเมืองกันแน่ ระวังจะเกิดปรากฏการณ์ “ชัชชาติแลนด์สไลด์” เหมือนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

คือ เลือกพรรคใด พรรคหนึ่ง ให้ชนะแบบขาดลอยไปเลย ส.ส.เขตของพรรค พปชร. โอกาสที่จะสอบตกครั้งหน้าจึงมีสูงมาก อีกทั้งหากกลับมาใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เท่ากับประชาชนจะไม่มีทางเลือกอื่น การจะไปขอให้เลือก ส.ส.เขตพรรคหนึ่งและเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่ออีกพรรคหนึ่ง จะทำไม่ได้ภายใต้กติกาแบบบัตรใบเดียว เพราะจะไม่มีทางเลือกให้กับชาวบ้านที่ “รักพี่ เสียดายน้อง”

สถานการณ์ของผู้มีอำนาจ และภายในพรรค พปชร.จึงอยู่ในสภาวะระส่ำ คิดไม่ตกว่าจะดีไซน์กติกา ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ให้ออกมาเอื้อประโยชน์กับตัวเองตามที่คาดหวังได้หรือไม่ สภาพจึงไม่ต่าง “หนีเสือปะจระเข้” คือคิดจะหนีพรรค พท. แต่ก็ต้องมาเจอกับพรรค ก.ก. เหมือนกับโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ที่เคยมั่นใจว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา”

ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะไม่ใช่