เสธ.อู้ฟันธง กม.เลือกตั้งสูตรหาร 500 ล่ม มั่นใจ กกต.ยันใช้ร่างเดิม ชทพ.เชื่อเจอ 2 ด่านยื่นตีความ
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่. …) พ.ศ. … ซึ่งจะเข้าวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาสัปดาห์หน้าว่า เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่ายที่จะต้องผลักดันให้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาภายในกรอบระยะเวลา 180 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ดำเนินการแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ใช้จำนวน 500 คน หาค่าเฉลี่ย แต่เนื่องจากกระบวนการพิจารณาขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. … ค้างการพิจารณาอยู่ หากได้รับความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาร่วมกันพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยด้วยความรวดเร็ว จะสามารถพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 2-3 สิงหาคมได้ และเชื่อว่าจะพิจารณากฎหมายทั้งฉบับเสร็จทันกรอบระยะเวลา 180 วัน
นายชินวรณ์กล่าวว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกลับไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว ต้องบอกว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีใครพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมาได้เห็นชอบร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีระบบการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบแล้ว ดังนั้น การเปลี่ยนกลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งบัตรใบเดียว เป็นแนวทางที่ไม่สามารถดำเนินได้
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะเลขานุการ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขร่าง พ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะไปขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 แต่เชื่อว่าจะผ่านการเห็นชอบวาระ 3 ของที่ประชุมรัฐสภา โดยกระบวนการหลังจากนี้ทางรัฐสภาจะส่งร่างไปยังศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย กกต.จะต้องให้ความเห็นกลับมาว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือมีปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่ ภายใน 10 วัน ซึ่ง กกต.ไม่น่าจะชี้ว่าขัดเพราะไม่ใช่หน้าที่แต่จะเป็นการให้ความเห็นกลับมา
นายนิกรกล่าวต่อว่า ตนเห็นว่ามีปัญหาเชิงปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะเป็นคนละอย่างแล้วจับมารวมกัน จะมีปัญหาหลังการเลือกตั้ง เรื่องใบแดงหรือการทุจริตจะยุ่งวุ่นวาย รวมถึงการโอเวอร์แฮ้งที่จะกลายเป็นว่าได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 200-300 มันจะเกิดขึ้นแน่ และคิดว่า กกต.อาจจะแย้งกลับมา หากแย้งกลับมาว่ามีปัญหาเชิงปฏิบัติ สภามีทางเลือก 2 ทาง คือ 1.ต้องกลับไปแก้ให้ไม่มีปัญหาคือกลับไปใช้สูตรหารด้วย 100 และต้องกลับมาแก้มาตราที่เคยแก้ไว้อีกครั้ง หากเสร็จแล้วจะส่งขึ้นทูลเกล้าฯ ขั้นตอนนี้จะมีเวลา 5 วัน เชื่อว่าฝ่ายที่เห็นด้วยกับการหารด้วย 500 จะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญแน่ และ 2.หากเสียงข้างมากของรัฐสภายืนตามเดิมคือหารด้วย 500 ต้องลงคะแนนยืนยัน หากที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบกับการหาร 500 จะเจอ 2 ด่านคือ พรรคเพื่อไทย (พท.) เท่าที่ทราบคือจะร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดหรือแย้ง และอีกทีมคือคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่.. ..) พ.ศ. … ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธาน เห็นว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จะเป็นการยื่นแยกกับทางพรรค พท.
“ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองทางจะต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่ หากศาลรัฐธรรมนูญชี้กลับมาอาจจะบอกว่าขัดหรือไม่ขัด หากไม่ขัดสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ และบังคับใช้ได้เลย” นายนิกรกล่าว
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สัมภาษณ์ถึงสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ใช้จำนวน 500 คน หาค่าเฉลี่ยว่า ขณะนี้เป็นการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบหาร 500 ส่วนจะกลับไปที่หาร 100 หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นผู้พิจารณา หาก กกต.เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือมีผลในทางปฏิบัติ แนวโน้มจะกลับไปที่สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบหาร 100 เป็นไปได้สูง และเมื่อ กกต.บอกว่าขัดรัฐธรรมนูญและส่งกลับมายังรัฐสภา ถ้ารัฐสภาไปโหวตเห็นด้วยกับร่างเดิมจะผิดวิสัย เท่ากับว่าเป็นการโหวตขัดกับรัฐธรรมนูญ เชื่อว่า กกต.เขียนคำตอบไว้เสร็จแล้ว และแนวโน้ม กกต.คงจะต้องยืนยันร่างเดิมที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือสูตรการคำนวณ ส.ส.แบบหาร 100 ถ้าเหตุผล กกต.ออกมาเป็นแบบนี้โอกาสจะพลิกกลับไปหาร 100 จึงมีความเป็นไปได้สูง

