หมายเหตุ : พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และนักวิชาการ ร่วมวิพากษ์หลัง 99 นักวิชาการ ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลาออกจากตำแหน่ง ก่อนถึงการครบวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ในวันที่ 24 สิงหาคม 2565

ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย (พท.)
การยื่นตีความวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น รัฐธรรมนูญ 2560มาตรา 158 วรรคสี่ กำหนดว่านายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ มีเจตนารมณ์ที่สำคัญมิให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งยาวนานเกินไป ซึ่งจะทำให้ผูกขาดอำนาจ สร้างอิทธิพลทางการเมือง คล้ายๆ กับรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดว่านายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 8 ปีมิได้ และจำกัดทำนองเดียวกันกับการดำรงตำแหน่งของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างๆ ให้ดำรงตำแหน่งได้เพียง 7 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ทั้งนี้ ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 264 ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และกำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐมนตรีต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 หลายอนุมาตรา แต่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 ที่มิได้ยกเว้นให้คือ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรคสี่ และมาตรา 170 วรรคสอง คือเป็นนายกรัฐมนตรีมาครบ 8 ปี ไม่ยกเว้นให้มีความหมายว่า ระยะเวลา 8 ปีใช้บังคับแก่ พล.อ.ประยุทธ์ นับตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 24 สิงหาคม 2557 เป็นต้นไป และเห็นได้ชัดเจนอีกว่า หากไม่มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญและ พล.อ.ประยุทธ์ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องมา โดย พล.อ.ประยุทธ์ก็ดำรงตำแหน่งได้เพียง 8 ปีคือ ถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2565 เท่านั้น
สำหรับการยื่นให้วินิจฉัย เป็นการยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่วนปัญหาว่าจะยื่นตอนไหนนั้น ฟังนายวิษณุเครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สามารถยื่นได้เลย โดยส่วนตัวนั้นเห็นว่าเป็นการยื่นให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเท่านั้น คงต้องให้เงื่อนไขการสิ้นสุดลง คือครบ 8 ปีเกิดขึ้นเสียก่อน ไปยื่นก่อนเงื่อนไขยังไม่เกิด เกรงว่าจะเข้าข่ายที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าไม่มีหน้าที่อธิบายรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้คงต้องปรึกษากันดูให้รอบคอบก่อนเมื่อยื่นแล้วหากศาลเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอาจไม่จำเป็นต้องไต่สวนก็ได้ มีตัวอย่างมาแล้วเป็นดุลยพินิจของศาล หากศาลวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์สิ้นสุดลง พล.อ.ประยุทธ์ต้องพ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคเพื่อไทยได้ยกคำร้องไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตเทียบเคียงให้เห็น
ส่วนที่นักวิชาการ 99 คน ได้แถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก เนื่องจากเป็นนายกรัฐมนตรีมา 8 ปีแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นทางออกและทางลงอย่างสง่างาม และถือเป็นการหยุดวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้อย่างหนึ่ง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์จะมีดวงตาเห็นธรรมหรือไม่ก็สุดแต่ท่าน

ธีรัจชัย พันธุมาศ
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.)
พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี 2 ช่วง คือ 1.ช่วงก่อนวันที่ 24 สิงหาคม 2565 คาดว่าจะยื่นคำร้องช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ และ 2.ช่วงหลังวันที่ 24 สิงหาคม 2565 กรณีนี้คือนายกฯ ยังอยู่ในตำแหน่ง เป็นการยื่นเพื่อบอกว่าการดำรงตำแหน่งนายกฯเกิน 8 ปีนั้นผิดแล้ว โดยในคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่าควรนับการดำรงตำแหน่งตั้งแต่เป็นนายกฯ จากการยึดอำนาจเมื่อปี 2557 นอกจากนี้ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อน เพราะเกรงว่าจะเกิดความเสียหาย ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาอย่างไรก็แล้วแต่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ตามมาตรา 264 เป็นหลัก ประกอบมาตรา 158วรรคสี่ ซึ่งไม่ได้มีการแก้ไข เพื่อระบุว่าการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานั้นนับตั้งแต่เป็นนายกฯ สมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557 ต่อเนื่องมาจนถึงการเลือกตั้ง 2562 เมื่อกฎหมายกำหนดไว้ไม่ให้อยู่ในตำแหน่งนานเกินไปจึงจะมาบิดพลิ้วไม่ได้ ความจริงแล้วไม่ควรจะต้องให้ยื่นตีความ เพราะนี่คือความรับผิดชอบและสำนึกของผู้นำประเทศ ที่ไม่ควรจะกระหายอยู่ในอำนาจนานเกินไป
ทั้งนี้ หากใช้กลไกในช่วงที่ตัวเองมีอำนาจเหนือจัดการให้ตัวเองได้รอดพ้นจากการตีความปม 8 ปี ก็จะไม่สง่างาม จึงอยากให้นายกฯรับผิดชอบและสร้างบรรทัดฐาน มากกว่าที่จะใช้อำนาจทำให้ตัวเองอยู่ในอำนาจได้อยู่นานกว่าที่ควรจะเป็น
ส่วนกรณีที่กลุ่ม 99 พลเมือง ออกมาเรียกร้องให้นายกฯลาออกก่อนนั้น เป็นอีกกลุ่มสายหนึ่งที่เคยอยู่ข้างนายกฯมาก่อน ถือเป็นนัยยะสำคัญ ผมเชื่อว่าในองค์ประกอบของฝักฝ่ายทางการเมืองที่มีในอดีตทั้งเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง ส่วนหนึ่งอาจจะมีจุดร่วมที่อยากจะเห็นบ้านเมืองมีกติกาที่เป็นธรรมอยู่เหมือนกัน เมื่อกติกาในรัฐธรรมนูญกำหนดเรื่องการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปีอย่างไร นายกฯ ควรจะยอมรับกติกานี้ ดีกว่าอยู่ยาว จนเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีงาม
เบื้องต้นการตีความนายกฯ 8 ปี จะมีอยู่ 3 เวลา คือ 1.นับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งนายกฯ หลังการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 2.นับตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 และ 3.นับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งหลังการเลือกตั้ง 2562 แต่ว่าตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า จะต้องนับการดำรงตำแหน่งนายกฯต่อเนื่องกัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเจตนารมณ์มีเพื่อไม่ให้ผู้นำประเทศดำรงตำแหน่งยาวนานเกินควร ดังนั้น เมื่อตัวเองอยู่นานเกินควร ไม่ว่าจะอยู่ในรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องนับต่อเนื่องกัน เพื่อสร้างบรรทัดฐานไม่ให้อยู่ในตำแหน่งนานเกินไป ไม่ใช่อยู่จนรากงอก
เมื่อกฎหมายกำหนด ก็แสดงสปิริตของคนเป็นนายกฯ นายกฯพูดเสมอว่าให้เคารพและทำตามกฎหมาย แต่ทำไมถึงมาดิ้นให้พ้นจากกฎหมายที่ตัวเองร่างมา

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การถกเถียงเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลักการใหญ่ๆ มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ระบุเอาไว้ว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 8 ปี แต่ไม่ได้เขียนให้ชัดเจนว่าการนับ 8 ปี นับจากตรงไหน จึงทำให้เกิดประเด็น 3 ปมเขื่อง
บางคนมองให้นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว บางคนให้นับตั้งแต่โปรดเกล้าฯ และบางกลุ่มมองว่าให้นับตั้งแต่วันรัฐประหารแล้วมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการมองแบบนิติศาสตร์
และแต่ละกลุ่มก็มีเหตุผลรองรับในการที่จะนับให้ครบ 8 ปี ในที่สุดจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อันไหนถูกต้องที่สุด
แต่ผมมองว่าต้องมองแบบสหวิทยาการ คือ มองถึงวิธีคิดอื่นๆ ด้วย เช่น หลักการทางรัฐศาสตร์ จารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาในประเทศที่เป็นอารยะ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าผู้นำมีอายุครบ 2 สมัย หรือวาระ 8 ปีแล้ว มโนสำนึกทางการเมือง สติทางการเมือง บุคคลนั้นจะต้องหยุดได้แล้ว และมองคนอื่นว่ามีความสามารถ ควรเปิดพื้นที่ให้บุคคลอื่น หรือมองว่าคนอื่นมีความสำคัญเท่าๆ กัน อย่าผูกขาดความรักประเทศ อย่าผูกขาดว่าตัวเองจะบริหารได้ดีกว่าคนอื่น ซึ่งมองว่าการนับ 8 ปี ไม่ควรอยู่ในเรื่องนิติศาสตร์เพียงอย่างเดียว
แต่ควรอยู่ในหลักคิดทางรัฐศาสตร์ด้วย ในเรื่องสปิริต มโนสำนึก หากดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีแล้ว ควรให้คนอื่นมาบริหารบ้าง เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง จะส่งผลให้ทุกคนที่เข้าสู่ทางการเมืองจะได้รู้ตัวเองว่า เมื่ออยู่ครบ 8 ปี ควรจะหยุดบทบาททางการเมือง เพื่อเปิดทางให้คนอื่นมาแสดงความสามารถกันบ้าง
ต้องยอมว่าขณะนี้การตีความไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย นักการเมือง ก็พยายามที่จะตีความเข้าข้างตัวเอง เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางการเมือง
ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็ตีความว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุเอาไว้ ก็ควรเริ่มตั้งแต่การเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ตีความในผลประโยชน์ของตัวเอง สุดท้ายสถาบันที่จะตีความชัดเจนได้คือ ศาลรัฐธรรมนูญ
การมองที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นการตีความตามกฎหมาย แต่ผมพยายามจะเรียกร้องว่าจะต้องมีการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองใหม่ คือ การอยู่ในตำแหน่ง 8 ปีแล้ว ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหน ต้องแสดงสปิริต มีมโนสำนึกทางการเมืองว่าควรจะพอ และให้โอกาสคนอื่นบ้าง
หากมีการตีความให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อได้ตามหลักการ จะส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ พรรคพลังประชารัฐสบายใจ และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ และเตรียมหาเสียงเลือกตั้งได้
แต่สังคมจะเกิดปมเขื่องใหญ่ของความขัดแย้ง ในกรณีที่กฎหมายไม่มีความชัดเจน ตีความอย่างนี้สังคมรับได้หรือเปล่า ในการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ผ่านมา รวมทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทับถมความไม่พอใจของคนในสังคม จึงเป็นที่มาของกลุ่ม 99 พลเมือง ต้องออกมาเตือนสตินายกรัฐมนตรีว่าให้พอเถอะ และให้สังคมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยขาด พล.อ.ประยุทธ์ได้ และยังมีคนเก่งอีกมากมาย พร้อมที่จะอาสาทำหน้าที่ตรงนี้
ในความคิดของผมนั้น ในการนับวาระ 8 ปี ในฐานะเป็นนักรัฐศาสตร์จะมองคู่ขนาน ซึ่งหากคิดในแง่กฎหมายนั้น มีเหตุผลรองรับทั้ง 3 แบบตามที่กล่าวมาแต่อยากเสนอให้เป็นทางเลือกที่ 4 ให้นับจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจริง จนถึงวาระครบ 8 ปี ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งนานาอารยะประเทศในระบอบประชาธิปไตยเขาปฏิบัติกันในความหมายคือ 8 ปี 2 สมัย
นอกจากนี้ อยากจะเรียกร้องให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งวาระ 8 ปี เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย เพื่อไม่ให้มีการผูกขาดทางการเมือง บางคนเป็น ส.ส.มาชั่วลูกชั่วหลาน ไม่เคยอภิปรายในสภาแม้ประโยคเดียว ทั้งๆ ที่เป็น ส.ส.มาหลายสมัย แสดงว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการผูกขาด ส.ส. เพราะไม่มีวาระในการดำรงตำแหน่ง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ทำต้นแบบเอาไว้ และเรียกร้องให้ ส.ส.ทุกคนดำรงวาระได้ 8 ปี ซึ่งจะทำให้การเมืองเปิดกว้างสำหรับประชาชนทุกคน การเมืองไม่ผูกขาดกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
การที่ผมไปลงลายมือชื่อในกลุ่ม 99 พลเมือง เนื่องจากเห็นปัญหาร่วมกันว่า นายกรัฐมนตรีควรแสดงความรับผิดชอบในการดำรงตำแหน่ง 8 ปี เพื่อสร้างบรรทัดฐานจะได้สร้างกระบวนการ หรือมาตรฐานทางการเมืองของประเทศไทยระยะยาว และยังเป็นการปลดล็อกชนวนความขัดแย้งในสังคมไทย
หาก พล.อ.ประยุทธ์หยุดเดินต่อทางการเมืองจะเกิดผลดี คือ สร้างบรรทัดฐานทางการเมือง การแสดงสปิริต ซึ่งที่ผ่านมา 8 ปี ได้ประจักษ์ในเรื่องผลงานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสายตาประชาชน ซึ่งจะได้เปิดทางให้ผู้นำทางการเมืองที่มีความพร้อม มีความสามารถ ได้มีโอกาสเข้ามาบริหารบ้านเมือง
ผมว่าลึกๆ แล้วหลายๆ คนอยากได้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงควรจะเปิดทางให้พี่ใหญ่ ทำให้ทุกคนไม่กระอักกระอ่วน เพราะใจจริงๆ อยากได้ พล.อ.ประวิตร หากมีการสู้กันตามกติกา ถึงแม้ว่าจะมีความได้เปรียบเพราะเป็นพี่ใหญ่ เป็นผู้มากบารมี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บารมี ส.ว. บารมีกองทัพ ควรเข้าสู่ระบบไปเลย และให้ประชาชนได้เห็นเลยจะดีกว่า เพราะที่ผ่านมาเป็นผู้มากบารมี แต่ไปคุมเกมอยู่ข้างหลัง
นอกจากนี้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจหยุดเมื่อครบ 8 ปี จะส่งผลดีต่อการเมืองท้องถิ่นทั้ง อบต. นายกเทศมนตรี อบจ. รวมทั้งหากให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่ง 8 ปีด้วย จะสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองว่าทุกคนที่เข้าสู่การเมืองไม่ควรผูกขาดให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่โรคเบาหวาน ที่พ่อแม่เป็น ลูกจะต้องเป็นด้วย
ในมุมมองของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ควรจะมาจากกลไกการเลือกตั้ง มาตามระบบ กติกา ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะต้องมองปัญหาบ้านเมืองออก และมองปัญหาเป็น เพื่อกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ ในการแก้ไขปัญหาในอนาคต
ที่สำคัญควรคิดเป็นสากล วิสัยทัศน์สากล และให้ความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคให้มาก เพราะถือว่าเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่แท้จริงและให้ท้องถิ่นพัฒนาพื้นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง รวมทั้งทำงานร่วมกับคนอื่นได้ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายอีกด้วย

