‘เศรษฐา’ แนะโค้งสุดท้ายรบ. เอาศก.นำการเมือง เร่งแก้ปากท้อง ปั๊มรายได้ท่องเที่ยว

“เศรษฐา” ร่ายยาวโค้งสุดท้ายรัฐบาล แนะ ”นายก“ เอาเศรษฐกิจ นำการเมือง เร่งแก้ปากท้อง ปั๊มรายได้ท่องเที่ยว

นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายของปีนี้ที่ยังเหลืออีก 4-5 เดือน มองว่าภาวะเศรษฐกิจยังหนักอยู่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยทั้งเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน ความไม่แน่นอนทางด้านการเมือง สงครามยูเครนกับรัสเซีย ผนวกกับตอนนี้มีการส่งสัญญาณว่าภาคการส่งออกของไทยเริ่มถดถอย จากการที่ความต้องการของสินค้าและบริการจากต่างประเทศเริ่มลดลง อย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาเองเศรษฐกิจถดถอยมา 2 ไตรมาสแล้ว ทำให้ความต้องการของสินค้าไทยก็อาจจะลดน้อยลงไป เป็นเรื่องที่ไทยจะต้องคำนึงถึงอย่างมาก

  • แนะ ”นายก”โรดโชว์-ปลดล็อกวีซ่า ดึงคนเข้าปท.

“อย่างไรก็ตามทีผมว่าในภาพที่มืด ยังพอยังมองเห็นแสงสว่างอยู่บ้าง ตัวอย่างการท่องเที่ยวเราเปิดประเทศอย่างสมบูรณ์แบบแล้วเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เริ่มเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวดีขึ้นมาก ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องเริ่มดีด้วย เช่น อัตราการเข้าพักโรงแรม ร้านอาหารที่คนคลายกังวลจากโควิดทำให้ออกมาทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องมีความป้องกันตัวเองให้เป็นอย่างดี”นายเศรษฐากล่าว

นายเศรษฐากล่าวว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นปัจจัยบวกคือเงินบาทอ่อนค่าจะมาส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งในไตรมาส4 เป็นช่วงพีคของฤดูกาลท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงอยากให้รัฐบาลโฟกัสตรงจุดนี้และให้ทำโรดโชว์ว่าเราพร้อมที่จะรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่แล้ว โดยกระตุ้นการบินไทยเปิดเส้นทางการบินที่จะบินไปยังประเทศต่างๆให้กลับมาเหมือนเดิมและมีการรับส่งผู้โดยสารเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อมีความต้องการบินเข้ามายังประเทศไทยแต่ไม่มีเครื่องบินรองรับก็จะลำบาก

“รวมถึงต้องคลายล็อกเรื่องการออกวีซ่าของนักท่องเที่ยวจีนที่มีปริมาณสูงที่สุด ผมว่าเมื่อใครเคยเข้ามาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีวีซ่าอีกให้เข้ามาเลย เพราะเชื่อว่าเป็นการคัดกรองส่วนหนึ่งแล้วว่าคนกลุ่มนี้เคยได้รับการอนุมัติเรื่องวีซ่ามาแล้ว จะทำให้เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาได้อีกจำนวนมากและถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ “นายเศรษฐากล่าว

  • เร่งทำการบ้านรับ ”ประชุมเอเปค” ปลายปี

นายเศรษฐากล่าวว่า นอกจากนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคหรือการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็หมายมั่นปั้นมือที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมในครั้งนี้อย่างสง่างาม ดังนั้นจึงต้องมีการทำการบ้านไปก่อน โดยออกไปติดต่อเขา(ต่างประเทศ) ไปกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยว การซื้อขายสินค้า ซึ่งรัฐบาลต้องทำการบ้านเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหารได้เตรียมพร้อม เมื่อรู้ว่ารัฐบาลจะมีการกระตุ้นจะได้เพิ่มการจ้างคน และช่วยกระตุ้นการบริโภคมากขึ้น ขวัญกำลังใจของคนก็จะกลับมา โดยเดินหน้าแก้ปัญหาคู่ขนานไปกับปัจจัยลบต่างๆ ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือน เรื่องเงินเฟ้อ และเรื่องปากท้อง หากเศรษฐกิจดี คนมีรายได้ ทุกอย่างจะดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

  • เผย ”ท่องเที่ยว” ตัวชูโรงดันจีดีพีโต

“ภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งปีนี้ ถ้าไม่เอาภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวชูโรง อาจจะได้จีดีพีโตไม่เท่าที่ต้องการ รัฐบาลต้องออกไปหาเขา ไปขายสินค้าและบริการ ซึ่งเศรษฐกิจจะแย่หรือดีขึ้นระดับไหน ขึ้นอยู่กับตัวเรามากกว่า จะหมกหมุ่นอยู่กับปัญหาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตอนนี้ท่านนายกฯเองจะต้องออกไปชูโรงเอง เพื่อช่วยเรื่องปากทองของประชาชนที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดและเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปควบคุมดูแลสินค้า จะขึ้นราคาอย่างเดียวก็เหนื่อย ภาวะแบบนี้รัฐต้องลุกขึ้นมาทำงาน สร้างการเปลี่ยนแปลง ต้องเอาเศรษฐกิจนำการเมือง ซึ่งเป็นที่สำคัญสุดในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาลก่อนจะมีการเลือกตั้งอีก 7-8 เดือนส่วนจะทำได้ดีกรือไม่ดีนั้น การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น 7-8 เดือนข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสิน “นายเศรษฐากล่าว

  • แสดงจุดยืนสงคราม 3 ประเทศ

สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศจีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกานั้นนายเศรษฐากล่าวว่า เป็นเรื่องภูมิศาสตร์การเมือง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งไทยเป็นประเทศที่เล็ก แต่มีความพร้อมด้านภูมิศาสตร์ของประเทศ และอินฟราสตรัคเจอร์ ถ้ามีการขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย เราต้องใช้นโยบายภูมิศาสตร์การเมืองโลกหรือ Geopoliticsให้เป็นกลางที่สุด ซึ่งประเทศไทยมีเสน่ห์และข้อดีมาก การจะออกมาบอกว่าเห็นด้วยกับใครหรือเราจะได้โอกาสจากเหตุนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะท้ายที่สุดทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาก็ล้วนเป็นประเทศพันธมิตรที่เราพึ่งพา โดยเราต้องมีจุดยืน ขณะเดียวกันต้องใช้โอกาสตรงนี้มองเรื่องการค้าและการลงทุนด้วย

  • แนะขึ้น ”ดอกเบี้ย” ค่อยเป็นค่อยไป

นายเศรษฐากล่าวว่า สำหรับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ต้องปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ไม่ได้ช่วยมาก เพราะปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขณะนี้ เป็นเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องของดีมานด์หรือความต้องการ ความสุรุ่ยสุร่าย ดังนั้นการค่อยๆขึ้นน่าจะเป็นการดีกว่าขึ้นแบบมากๆ เพราะการขึ้น
ดอกเบี้ยก็เปรียบเสมือนเป็นการซ้ำเติมต่อต้นทุนการผลิตอย่างหนึ่ง และเพิ่มภาระให้กับประชาชนอีกด้วย อีกทั้งอยากให้รัฐเข้ามาดูเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคมในทุกมิติทุกกลุ่มไม่ว่าคน รวมถึง LGBTQ และทรัพย์สินที่มีอยู่

  • ย้ำต้องเลือกตั้งใหม่ให้ศก.เดินหน้า

เมื่อถามว่าประเมินสถานการณ์การเมืองโค้งสุดท้ายอย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า ตอนนี้ไม่น่าจะมีอะไร หลังการอภิปรายจบ ก็ไม่เห็นจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ต้องจับตาหลังจบการประชุมเอเปคปลายปีนี้ว่าควรจะมีการยุบสภาหรือการเลือกตั้งใหม่ได้แล้ว เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้า

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon