‘หมอเรวัต’ ตั้ง 3 คำถาม ปลดล็อกกัญชา มีทั้งคุณ-โทษ ใช้ประโยชน์อย่างระวัง
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย (สร.) เปิดคำถาม 3 ข้อเมื่อปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดให้โทษ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2565
คำถามข้อที่ 1 จากประกาศดังกล่าวข้างต้น ถือว่าเป็น ‘กัญชาเสรี’ ได้หรือไม่ แยกเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1) การปลูก ประชาชนทั่วไปสามารถปลูกได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ต้อง จดแจ้งผ่านช่องทางที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด เนื่องจากประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 29 วรรคสอง การระบุชื่อยาเสพติดให้โทษว่ายาเสพติดให้โทษชื่อใดอยู่ในประเภท ใดตามวรรคหนึ่ง (1) (2) (4) และ (5) และการเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงชื่อหรือประเภทยาเสพติดให้โทษดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ส. ประกาศกำหนด
ดังนั้น เมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุ ชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 พ.ศ.2565 มีผลบังคับใช้ โดยกำหนดให้ ‘ทุกส่วนของกัญชา’ ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด และสารสกัดกัญชาที่มีสาร THC หรือ CBD ไม่เกิน 0.2% ไม่ถือเป็นยาเสพติด ประชาชนจึงสามารถปลูกได้โดยไม่ต้องขออนุญาตดังกล่าว
กรณีที่ 2) กรณีการผลิตสารสกัดจากกัญชา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการเอง โดยรับซื้อใบ กิ่ง ก้าน ราก เปลือก ลำต้น และเส้นใย จากวิสาหกิจชุมชน/ สถาบันการศึกษา ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เท่านั้น
สรุป ‘กัญชา’ จะไม่ถูกควบคุม เพียงแต่จะไม่ได้ดำเนินการในฐานะที่เป็น ‘ยาเสพติด’ จะเป็นการควบคุมในลักษณะคล้ายกับยาสูบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
คำถามข้อที่ 2 หากประชาชนทั่วไปต้องการปลูกพืชกัญชา/กัญชง ต้องขออนุญาตหน่วยงานใดหรือไม่
กรณีการปลูกกัญชา/กัญชง นั้น ประชาชนทั่วไปสามารถปลูกได้ภายในบริเวณบ้านเรือน เพื่อประโยชน์ในการรักษาและดูแลสุขภาพ และจะปลูกกี่ต้นก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ต้อง จดแจ้งผ่านทางเว็บไซต์ http://plookganja.fda.moph.go.th และแอพพลิเคชั่นของสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ชื่อว่า ‘ปลูกกัญ’ หรือเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร
กรณีการนำเข้ากัญชา การนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชา กัญชง รวมทั้งส่วนอื่นๆ เช่น ช่อดอก ใบ กิ่ง ก้าน ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด แต่ต้องขออนุญาตนำเข้าตาม พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 หากเป็นสารสกัดที่นำเข้า จากต่างประเทศ ยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษที่ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ส่วนการ นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชา กัญชง และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม ของกัญชา กัญชง รวมทั้งกรณีนำเข้าเพื่อใช้เฉพาะตัว ซึ่งหมายถึงการนำติดตัวผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามา ในราชอาณาจักร และการส่งทางพัสดุหรือไปรษณีย์ระหว่างประเทศนั้น ต้องเป็นไปตามกฎหมายของผลิตภัณฑ์นั้น เช่น ในกรณีของผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องสำอางจะห้ามนำเข้า ส่วนกรณีของผลิตภัณฑ์ สมุนไพรนั้น อยู่ระหว่างการจัดทำกฎระเบียบเพื่อห้ามนำเข้าและกรณียกเว้น
คำถามข้อที่ 3 การกำหนดปริมาณสาร THC ไม่เกิน 0.2% นั้น มีวิธีการตรวจอย่างไร และหน่วยงานใด เป็นผู้รับผิดชอบ
กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาและผลิตชุดทดสอบ (Test kit) เพื่อผู้ประกอบการหรือประชาชนทั่วไปได้นำไปใช้ทดสอบสารสกัดกัญชา หรือน้ำมัน กัญชาเบื้องต้น ว่ามีปริมาณสาร THC เกิน 0.2% หรือไม่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการใช้กัญชากัญชง ทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัยและพัฒนาขีดความสามารถห้องปฏิบัติการในการตรวจพิสูจน์พืชกัญชา กัญชง รวมถึงการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์จากกัญชากัญชง ทั้งการตรวจเอกลักษณ์และปริมาณ สารสาคัญในพืชกัญชา ช่อดอก สารสกัดกัญชา ยาน้ามันกัญชาหยอดใต้ลิ้น อาหารและเครื่องสำอางที่มี ส่วนประกอบของกัญชากัญชง การตรวจวิเคราะห์กัญชาในพลาสมา รวมทั้งการพัฒนาชุดทดสอบกัญชา เป็นต้น
ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำลังปรับกฎหมายเพื่อให้ LAB เอกชนครอบครองสารมาตรฐาน THC ในการทำ LAB ได้ ซึ่งจะทำให้ LAB มีสารอ้างอิงในการตรวจ LAB ได้ แต่การตรวจสาร CBD นั้น LAB เอกชนสามารถทำได้ เพราะไม่ถือเป็นสารเสพติด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- ‘หมอเรวัต’ ห่วงโทษกัญชามีมาก ชี้หากเด็กเสพรุนแรงถึงเสียชีวิต จี้รบ.สื่อสารทั้งคุณ-โทษ ให้ปชช.รับรู้
-
‘หมอเรวัต’ เตือน รัฐบาล-สธ. ยกระดับป้องกัน เฝ้าระวัง ฝีดาษลิง

