สัปดาห์นี้คงได้เห็นหน้าเห็นหลังทิศทางร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือร่าง กม.ลูกเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีความเห็นต่างค่อนข้างมากกับสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหารด้วย 500 คน
เดิมทีคาดกันว่าที่ประชุมรัฐสภาจะเดินหน้าไปให้สุดทาง เข้าสู่การโหมดลงคะแนนในวาระ 3
หากเสียงเกินกึ่งหนึ่งให้ความเห็นชอบ จากนั้นเป็นหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะว่าอย่างไร
อย่างมากที่สุดไปยุติที่ศาลรัฐธรรมนูญ
แต่ในระยะ 2-3 สัปดาห์มานี้ กระแสมาแรงคือ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะร่วมกันดึงเกมประชุมรัฐสภาจนร่างกฎหมายปิดจ๊อบไม่ทัน 180 วันตามรัฐธรรมนูญขีดเส้นไว้
เส้นตายวันที่ 15 สิงหาคมนี้
หากไม่เสร็จเท่ากับร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องถูก “ตีตก” กลับไปใช้ร่าง กม.เลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านวาระแรกก่อนหน้านี้ ในนั้นมีสูตรหาร 100 บรรจุอยู่ด้วย
เหตุที่ว่ามาแรง เพราะหลังจากสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมาก (ส่วนใหญ่มาจากซีก ส.ว.และ ส.ส.ฝั่งรัฐบาล) โหวต “หักดิบ” สูตรหาร 100 พลิกมาเป็นหาร 500
กระทั่งต่อมา เมื่อกลับมากดเครื่องคิดเลขเบ็ดเสร็จสะระตะแล้ว สูตรนี้ไม่ได้สร้างความได้เปรียบเลือกตั้งใหญ่ให้กับพรรครัฐบาลขณะนี้แต่ประการใด
เผลอๆ จะเพลี่ยงพล้ำให้กับพรรคฝ่ายค้านด้วยซ้ำ
เป็นแนวทางเดียวกับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม ในหมวกประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ สะท้อนข้อกังวลสูตรหาร 500 น่าจะอยู่ไม่ได้ ปัญหาจะตามมาทีหลัง เพราะย้อนแย้งกัน จะมีเรื่อง “ส.ส.พึงมี” เข้ามาเกี่ยวข้อง
รัฐมนตรีสมศักดิ์ยกตัวอย่าง สมมุติพรรคภูมิใจไทยอาจจะได้ ส.ส. 50 เขต เต็มอัตรา ส.ส.พึงมี แม้บัญชีรายชื่อได้ 5 ล้านเสียง เท่ากับว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อจะไม่ได้เลย เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐก็ตกสถานการณ์เดียวกัน
ประเมินได้ดังนั้น แนวทางจับมือกับ ส.ส.ฝ่ายค้าน (ที่ไม่เอาสูตรหาร 500 เป็นทุนเดิม) จึงเกิดขึ้น
ดึงการประชุมรัฐสภาให้ยืดเยื้อ เดินเกมให้องค์ประชุมไม่ครบ ลากไปจนเกินกรอบเวลา 180 วัน
ที่สุดร่าง กม.ลูกเลือกตั้ง ส.ส.ต้องแท้งโดยอัตโนมัติ
แนวทางนี้น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มากเสียด้วย อย่างน้อยก็สมประโยชน์ แถมฝ่ายรัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการเปลืองตัวได้อีกต่างหาก
ที่เป็นเช่นนั้น ต้องไม่ลืมย้อนกลับไปเมื่อ 6 กรกฎาคม ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติ จะใช้สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์แบบไหน
ปรากฏเสียงข้างมากที่ประชุมรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับสูตรหาร 100 ด้วยคะแนน 392 ต่อ 160 เสียง (ส่วนใหญ่มาจาก ส.ว.ที่ถูกมองว่าเป็นลมใต้ปีกนายกฯประยุทธ์ และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล)
จากนั้นเป็นการโหวตสูตรหาร 500 ที่ประชุมให้ความเห็นชอบด้วยคะแนน 354 ต่อ 162 คะแนน (ส่วนใหญ่มาจาก ส.ว.และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล)
ทั้งรู้อยู่ สูตรหาร 500 ไม่เป็นคุณ แต่ครั้นจะลงคะแนนคว่ำร่าง กม.ลูกเลือกตั้ง ส.ส. โดยเฉพาะสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์หารด้วย 500 ในวาระ 3 ที่ตัวเองลงยกมือสนับสนุนก่อนหน้านี้ ก็ออกเป็นเรื่องอีหลักอีเหลื่ออยู่พอสมควร
ฉะนั้นการฉวยกลไกไฟต์บังคับ 180 วันได้ทำงาน น่าจะเป็นทางออกชวนสบายใจมากกว่า
จะอย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าร่าง กม.ลูกเลือกตั้ง ส.ส.จะออกหน้าไหน สิ่งที่เราได้ประจักษ์ คือเกมเล่นกันในรัฐสภาก็แค่เรื่องของนักการเมือง เพื่อประโยชน์ของทางการเมือง เพื่อการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึง
ชาวบ้านได้แต่นั่งตาปริบๆ บนความเดือดร้อนทุกข์ยากกับภาระค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน
สัญญา รัตนสร้อย

