สถานการณ์ความตึงเครียดในบริเวณช่องแคบไต้หวันยังคงเป็นประเด็นสำคัญในเวทีโลกที่ต้องติดตาม และแน่นอนว่า ยังไม่มีคำตอบจากปักกิ่งว่า “ปฎิบัติการลงโทษไต้หวัน” จะดำเนินการไปอีกนานเพียงใด เช่นเดียวกันกับ “ปฎิบัติการตอบโต้อเมริกัน” จะยืดเยื้อออกไปอีกนานเพียงใดเช่นกัน
ดังจะเห็นได้ว่า การเดินทางเยือนไต้หวันของประธานสภาอเมริกัน นางแนนซี เพโลซี นำไปสู่การตอบโต้ของจีนอย่างกว้างขวางและรุนแรง โดยเฉพาะการซ้อมรบใหญ่ของกองทัพจีน จนเป็นเสมือนกับการปิดล้อมไต้หวันไปในตัวเอง แม้จะยังมีลักษณะเป็น “การปิดล้อมแบบบางส่วน” แต่ดำเนินการทางทหารเช่นนี้ อาจยกระดับเป็นความขัดแย้งทางทหารในช่องแคบไต้หวันได้ไม่ยาก และอาจกลายเป็นความรุนแรงขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากจีนได้ประกาศขยายระยะเวลาการซ้อมรบเป็น 1 เดือน ซึ่งต้องถือเป็นระยะเวลาที่ยาวมากในทางการเมืองระหว่างประเทศ และยังส่งผลต่อเส้นทางเดินเรือและเดินอากาศที่มีจุดหมายปลายทางไปยังไต้หวันอีกด้วย
ดังนั้น โดยภาพรวมแล้ว ช่องแคบไต้หวันยังเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียอย่างมาก
มาตรการตอบโต้อเมริกัน
นอกเหนือจากมาตรการลงโทษไต้หวันผ่านการซ้อมรบแล้ว รัฐบาลจีนได้แสดงให้เห็นถึง “ความโกรธทางการเมือง” ที่มีต่อสหรัฐอเมริกาโดยตรง ซึ่งได้แก่การออกมาตราการตอบโต้ผ่านเวทีการประชุมกับสหรัฐในด้านต่างๆ อีก 8 เรื่อง ดังนี้
1) ยกเลิกเวทีการพูดคุยระหว่างผู้บังคับบัญชาทหารในระดับทางยุทธบริเวณระหว่างจีนกับสหรัฐ
2) ยกเลิกเวทีการพูดคุยเพื่อประสานนโยบายทางทหารระหว่างจีนกับสหรัฐ
3) ยกเลิกการเจรจาเพื่อการปรึกษาหารือทางทะลระหว่างกองทัพเรือจีนกับสหรัฐ
4) ยุติความร่วมมือในการส่งผู้อพยพผิดกฎหมายกลับประเทศ
5) ยุติความร่วมมือการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม
6) ยุติความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ
7) ยุติความร่วมมือในการต่อต้านยาเสพติด
8) ยุติเวทีการพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ
การประกาศยกเวทีการพบปะพูดคุยทางทหารระหว่างจีนกับสหรัฐใน 3 เรื่องแรกนั้น ในทางการเมืองระหว่างประเทศต้องถือว่าเป็น “สัญญาณเชิงลบ” ของความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างกองทัพจีนกับกองทัพสหรัฐ หรืออาจกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสองได้ลดระดับลง และในทางกลับกัน ก็คือสัญญาณที่อาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางทหารของกองทัพสองประเทศได้ในอนาคต ซึ่งกลไกการประชุมเช่นนี้ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยความหวังว่า จะเป็นเครื่องมือในการลดความขัดแย้งทางทหารของสองประเทศในอนาคต และยังเป็นช่องทางการติดสื่อสารของผู้นำทางทหารของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย แต่ช่องทางดังกล่าวถูกปิดลงแล้ว อันส่งผลโดยตรงต่อความสัมพันธ์ทางทหารของรัฐมหาอำนาจโดยตรง
ในการส่วนการยุติเวทีความร่วมมือในอีก 5 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายพลเรือนนั้น จีนมองว่า ผลที่เกิดขึ้นจะกระทบกับสหรัฐมากกว่า และจีนไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้มากเท่ากับที่สหรัฐมี อีกทั้ง เมื่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขึ้นสู่ตำแหน่งในทำเนียบขาวแล้ว เขาได้ผลักดันประเด็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศอย่างมาก การที่จีนประกาศยุติความร่วมมือ จะทำให้การผลักดันประเด็นนี้ในเวทีโลกทำได้ยากขึ้น หรือการยุติเวทีความร่วมมือด้านยาเสพติดในมุมมองของจีน จะยิ่งทำให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู้สังคมอเมริกันได้ง่าย และเป็นผลร้ายต่อสหรัฐเอง
มุมมองจีน
ฉะนั้น ในมุมมองของจีนแล้ว จีนเชื่อว่า การประกาศยุติเวทีทางภาคพลเรือนจะเป็นผลกระทบต่ออเมริกันมากกว่า และไม่กระทบกับจีนมากนัก และเป็นเหมือนกับ “การลงโทษ” รัฐบาลอเมริกันด้วย ที่ไม่สามารถยับยั้งให้นางแนนซี เพโลซี ไม่ให้เดินทางมาเยือนไต้หวัน หรือจีนมองว่า การเดินดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายทหารอเมริกัน เช่น เรื่องข้อมูลตารางและเส้นทางการบิน เป็นต้น
ว่าที่จริง การแสดงออกเช่นนี้ด้านหนึ่งคือ การส่งสัญญาณถึงทำเนียบขาวว่า จีนในวันนี้มีขีดความสามารถมากเพียงพอที่จะตอบโต้กับสหรัฐในประเด็นที่เป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศ และในอีกด้านหนึ่งก็คือ การส่งสัญญาณถึงผู้นำประเทศอื่นๆ ที่มีแนวโน้มในการเดินทางเยือนไต้หวันว่า จะถูกตอบโต้เช่นไร ดังที่มีรายงานข่าวว่า คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศของสภาล่างของอังกฤษมีแผนที่จะเดินทางไปไต้หวันในช่วงปลายปีนี้ หรือรัฐมนตรีต่างประเทศลิทัวเนียที่มองว่า การเดินทางของนางเพโลซี คือ การช่วย “เปิดประตูไต้หวัน” ให้กว้างขึ้น อันเป็นผลดีต่อผู้นำประเทศที่รักประชาธิปไตยในการเดินทางเยือนในอนาคต เป็นต้น
อนาคตที่เปราะบาง
ผลสืบเนื่องที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ตกต่ำลงอย่างมาก และถือเป็นความน่ากังวลคู่ขนาน เมื่อต้องพิจารณาร่วมกับสถานการณ์สงครามยูเครนที่ดำเนินมามากกว่า 5 เดือนแล้ว ซึ่งจนปัจจุบันก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงแต่อย่างใด อันส่งผลให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า วิกฤตชุดนี้ในอนาคตจะไม่ขยายตัวเป็น “สงครามช่องแคบไต้หวัน” หรือไม่… จนอยากขอเปรียบเทียบว่า ช่องแคบไต้หวันกำลังเป็น “ทะเลน้ำเดือด” ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หายไปอย่างมีนัยสำคัญกับสถานการณ์เช่นนี้อีกประการคือ “ความเชื่อมั่น” ระหว่างประเทศทั้งสอง ซึ่งการฟื้นฟูความเชื่อมั่นดังกล่าวอาจจะไม่ง่ายนักทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และจะมีผลต่อปัญหาเสถียรภาพของเอเชียด้วย
นอกจากนี้ ภาวะดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงกับการเมืองในภูมิภาคเอเชียโดยตรง และทำให้การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ในเวทีภูมิภาคมีความเข้มข้นมากขึ้น และอาจต้องถือว่า “สงครามเย็นใหม่” ได้ค่อยๆ เริ่มขึ้นในเอเชียอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งผู้นำประเทศเล็กๆ ในเอเชียจึงต้องพึงสังวรณ์กับโจทย์การเมืองระหว่างประเทศชุดใหม่นี้เป็นอย่างยิ่ง…
จากนี้ไป เวทีการทูตไม่ใช่พื้นที่ให้ผู้นำประเทศได้ยืนถ่ายภาพเพื่อวางมาดเท่ๆ แต่ไร้ความรู้อีกต่อไป หากเป็นเวทีของการต่อสู้ที่แหลมคมอีกชุดในทางสากล!

