พลเอกประยุทธ์จะอยู่หรือจะไป?… วิวาทะใหญ่ที่วันนี้จึงไม่มีอะไรเป็น “ข้อถกเถียงร้อนแรง” เท่ากับปัญหาการตีความการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกแล้ว
พลเอกประยุทธ์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ตามที่ปรากฎด้วยหลักฐานใน “ประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี” ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2557 คำถามที่สำคัญจึงได้แก่ การตีความว่าการดำรงตำแหน่งนี้จะครบ 8 ปีนั้น จะสิ้นสุดในปีใด คำถามเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการตีความทางกฎหมายอย่างกว้างขวาง
หากจะถือเอาว่า การดำรงตำแหน่งนี้ในวันดังกล่าวจะไม่ถูกนำมานับรวมด้วยนั้น จึงน่าจะเป็นการปฎิเสธข้อเท็จจริงในตัวเองตามที่ปรากฏในเอกสารอย่างมาก หรือการจะกล่าวว่า พลเอกประยุทธ์รับตำแหน่งในวันดังกล่าวจริง แต่ไม่ต้องนำมานับรวม ย่อมเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการนับเวลาการเป็นนายกรัฐมนตรีสองสมัยโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อยิ่งใกล้ระยะเวลาที่จะให้เกิดการตีความ (เนื่องจากใกล้ครบ 8 ปีตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ) ก็ยิ่งทำให้เกิดการตีความในทางกฎหมายร้อนแรงตามมา พร้อมด้วยคำอธิบายที่หลากหลายอย่างน่าสนใจ แต่โดยรวมแล้ว คำตอบย่อมต้องออกมาใน 2 ลักษณะเท่านั้น คือตีความว่าอยู่ต่อได้ไป ด้วยการอาศัยความกำกวมของปัญหาเวลาในการขึ้นสู่ตำแหน่ง และตีความให้เอื้อกับการอยู่ต่อไปในอำนาจได้นานขึ้น แต่ก็จะนำไปสู่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างมากต่อการตีความเช่นนี้ และจะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยด้วย
ตีความว่าครบวาระแล้ว เพราะเวลาของการเข้าดำรงตำแหน่งเป็นไปตามคำประกาศข้างต้นที่มีความชัดเจนในตัวเอง และถ้าครบวาระตามนี้ นายกรัฐมนตรีต้องยุติบทบาททางการเมืองตามเวลาที่นับจากวันที่ 24 สิงหาคม 2557 จะนับเป็นอื่นไม่ได้ คือ สิ้นสุดลงในเวลา 24:00 ของคืนวันที่ 23 สิงหาคม 2565
ภาวะเช่นนี้จึงทำให้นักนิติศาสตร์หลายสำนักแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย เพราะเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายที่มีนัยสำคัญในทางการเมือง และยังมีนัยกับตัวกระบวนการเมืองแบบรัฐสภาของไทยเองด้วย โดยเฉพาะ การตีความครั้งนี้จะถูกนำมาเป็นบทเรียนในการสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญในอนาคตอย่างแน่นอน และยังมีผลถึงการสร้างนิยามของคำว่า “สองสมัย” ในทางการเมืองอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางการตีความทางนิติศาสตร์ แต่สมมติ เราลองหันมามองในทางรัฐศาสตร์บ้างว่า แล้วประเด็นนี้จะมองอย่างไร และการตัดสินจะนำไปสู่ปัญหาอะไร?
จุดจบทหาร 2535
หากเราลองย้อนอดีตไปทำความเข้าใจหนึ่งในจุดจบของผู้นำทหารในการเมืองไทยอย่างสังเขป เราอาจจะหันกลับดูเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ซึ่งอยากจะขอเรียกว่าเป็น “พฤษภาประชาธิปไตย” และเป็นอีกครั้งที่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในสังคมไทย
ชนวนที่เป็นจุดตั้งต้นของวิกฤตมาจากปัญหาพื้นฐานคือ ความไม่พอใจรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) [ชื่อของคณะรัฐประหารในยุคนั้น] ปัญหานี้ยังเป็นผลสืบเนื่องจากการที่สังคมไม่ตอบรับกับการยึดอำนาจของ รสช. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 แต่สังคมอาจจะไม่แข็งแรงพอที่ตอบโต้การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นได้โดยตรง ความไม่พอใจในทางจิตวิทยาการเมืองดังกล่าวจึงสะสมกลายเป็น “คับข้องใจทางการเมือง” ที่ทวีขึ้นเรื่อย และสังคมไม่ได้เห็นคล้อยไปในทางเดียวกันกับฝ่ายทหารแต่อย่างใด
ผลพวงของการสะสมของ “ความคับข้องใจทางการเมือง” (หรือในทางทฤษฎีจิตวิทยาการเมืองเราเรียกสภาวะเช่นนี้ว่า “political frustrations”) ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่ง การสะสมเช่นนี้จะนำไปสู่ “การระเบิด” ของความรุนแรงทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้ง ในทฤษฎีรัฐศาสตร์ ความคับข้องใจนี้จึงเป็น “จุดระเบิด” ของปัญหาการเมืองนั่นเอง
จุดระเบิดในปี 2535 คือ คำกล่าวของพลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้นำการรัฐประหารที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขายืนยันมาตลอดว่าจะไม่รับตำแหน่งดังกล่าว โดยเฉพาะคำกล่าวของเขาเพื่อยืนยันว่าผู้นำทหาร “จะไม่มีการสืบทอดอำนาจ…”
แต่เมื่อต้องรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขากลับสร้างวาทกรรมใหม่เพื่อให้เกิดการยอมรับจากสังคมในการเข้าสู่อำนาจที่แม้จะแย้งกับคำสัญญาเดิมว่า “มีความจำเป็นต้องเสียสัตย์เพื่อชาติ…”
ผู้นำทหารอาจจะเชื่อมั่นในอำนาจปืนว่าจะใช้คุมทุกอย่างในสังคมไทยได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับเป็นการขยายตัวของการชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรีอย่างกว้างขวาง วาทกรรม “เสียสัตย์เพื่อชาติ” จึงกลายเป็นการโยนเชื้อไฟอย่างดีใส่กองเพลิงบนถนนให้โหมร้อนแรงขึ้น
ด้วยความเชื่อมั่นว่า กองทัพคุมได้หมด พลเอกสุจินดา ถึงกับกล้าท้าทายการต่อต้านที่เกิดขึ้นบนถนนว่า “ไม่สามารถกดดันได้ เดี๋ยวก็หมดแรงกันไปเอง…” แล้วในท้ายที่สุด การต่อต้านนายกรัฐมนตรีกลายเป็นวิกฤตการเมืองใหญ่อีกครั้งที่เกิดการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ในวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2535 แต่การใช้กำลังกลับจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของกองทัพ ไม่ต่างกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
วิกฤตการเมืองชุดนี้จบลงด้วยการลาออกของนายกรัฐมนตรีในอีกไม่กี่วันถัดมา อันเป็นการสิ้นสุด “ยุครัฐบาลสืบทอดอำนาจ” หรือเป็นการปิด “ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของรุ่น 5” แม้ผู้นำทหารใหม่จะยังมาจากรุ่น 5 อีกสายหนึ่งก็ตาม คงต้องยอมรับว่า จุดพลิกของการต่อต้านรัฐบาลมาจากวาทกรรมของผู้นำทหารเสียเอง
อภินิหาร 2565?
ถ้าคำตอบในทางกฎหมายในวันที่ 23 สิงหาคม ยืนยันว่า พลเอกประยุทธ์ สามารถที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปได้ด้วย “อภินิหาร” ของการตีความแล้ว น่าสนใจอย่างมากว่า คำตอบในแบบนิติศาสตร์จะกลายเป็น “จุดระเบิด” ของสถานการณ์แห่งความคับข้องใจทางการเมืองที่สะสมมาตั้งแต่รัฐประหาร เช่นที่เกิดมาแล้วในกรณีปี 2535 หรือไม่… แน่นอนว่า เราตอบอนาคตไม่ได้ทั้งหมด
แต่ตอบได้ว่า ยิ่งใกล้วันที่ 23 สถานการณ์ก็ยิ่งร้อนแรง ดังจะเห็นได้ว่า การประกาศการชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรีกำลังก่อตัวขึ้นไม่หยุด การประกาศการชุมนุมในวันที่ 10 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต จึงเป็นดังจุดตั้งต้นของสถานการณ์ ฉะนั้น เราอาจตั้งคำถามทางรัฐศาสตร์เชิงเปรียบเทียบได้ว่า คำตอบในวันที่ 23 สิงหาคม เพื่อให้พลเอกประยุทธ์อยู่ต่อนั้น จะเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ที่เป็นปัจจัยในการพาผู้คนในสังคม “ลงถนน” ใหญ่อีกครั้งเช่นในปี 2535 หรือไม่… การเมืองไทยกำลังเดินมาถึงจุดแห่งความท้าทายอีกครั้ง
นอกจากนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า การตีความให้อยู่ต่ออาจเป็นเสมือนกับการ “การเสียสัตย์เพื่อชาติ” อีกแบบที่ “เสียสัตย์” เพราะคำประกาศตั้งนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 24 สิงหาคม 2557 มีความชัดเจนในตัวเอง แต่การจะอยู่ต่อได้ ต้องตีความด้วยการไม่นับการดำรงตำแหน่งในครั้งนั้น ซึ่งจะเป็นการ “เสียสัตย์” ต่อตัวคำประกาศตั้งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ ต้องทำเสมือนหนึ่งคำสั่งนี้ไม่มีจริง และไม่มีผลในการนับด้วย จึงจะทำให้เกิดการอยู่ต่อในอำนาจได้
แต่ถ้าอยู่ต่อในอำนาจไม่ได้ พลเอกประยุทธ์ จะเป็นเหมือน “ซินเดอเรลล่า” ที่รถม้าแก้ว รองเท้าแก้ว จะสลายไปทันทีในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 23 สิงหาคม 2565… อย่าเพิ่งหงุดหงิดที่เปรียบเช่นนี้ เพราะพลเอกประยุทธ์ย่อมไม่น่ารักเช่นนางซินในเทพนิยายตะวันตก แต่เพราะตารางเวลาที่หมดลงพร้อมกันที่เที่ยงคืน
ฉะนั้น ในทางรัฐศาสตร์จึงเห็นถึงความชัดเจนของตัวเวลาตามที่ปรากฏในคำสั่ง ที่จะต้องเริ่มนับการดำรงตำแหน่งจากวันที่ 24 สิงหาคม 2557 … หมดเวลาของรถม้าแก้ว รองเท้าแก้ว สำหรับผู้นำรัฐประหารแล้ว!

