รายงานหน้า2 : ‘ดอกเบี้ย’เข้าโหมด‘ขาขึ้น’ กนง.ขยับ-สกัด‘เงินเฟ้อ’ร้อนแรง

11.08.22 | 12:30 น.

หมายเหตุ – นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงผลการประชุมนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4/2565 โดยมีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.50% สู่ระดับ 0.75% ต่อปี มีผลทันที เพื่อลดแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ

ปิติ ดิษยทัต
ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

จากข้อมูลสถิติการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี โดยปรับดอกเบี้ยขึ้นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 เพิ่มขึ้น 0.25% จากระดับ 1.50% สู่ระดับ 1.75% จากนั้นได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 ได้คงอัตราดอกเบี้ย 0.50% จนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2565

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องและมีแรงส่งชัดเจนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ตามการผ่อนคลายนโยบายการเดินทางระหว่างประเทศและความกังวลในการเดินทางท่องเที่ยวที่ลดลง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากตลาดแรงงานและรายได้ครัวเรือนที่ปรับดีขึ้น ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว แต่ผลกระทบต่อแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะมีจำกัด อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจากต้นทุนและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

โดยภาพรวมที่คณะกรรมการมีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมมีเหตุผลดังนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน หากมองภาพระยะต่อไปแรงส่งการขยายตัวในไตรมาสต่อไตรมาสที่จะเร่งขึ้นในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปี 2565 และระยะปี 2566 มีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งเป็นภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจน และเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงสิ้นปี 2565 ขณะที่ด้านตลาดแรงงานปรับตัวดีต่อเนื่องจากจำนวนผู้ว่างงาน และอัตราการว่างงานโดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นในทุกระดับทั้งในรายได้ต่ำ รายได้ปานกลาง และรายได้สูง ซึ่งเป็นภาพตลาดแรงงานที่มีการฟื้นตัว

Advertisement

ขณะเดียวกันการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สูงและสิ่งที่คณะกรรมการให้ความสำคัญ คือ แนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคตที่มาจากปัจจัยพื้นฐาน โดยได้ใช้วิธีวัดเงินเฟ้อในอนาคตหลายๆ วิธี ตัวเลขที่เห็นก็มีการปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจริง แต่เป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้สูงขึ้นมาก แต่เป็นปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องจับตาต่อไป ซึ่งตัวเงินเฟ้อพื้นฐานเมื่อหักปัจจัยราคาน้ำมัน และราคาอาหารสดที่มีการเคลื่อนไหวผันผวนออก โดยในเดือนกรกฎาคม เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 3% เป็นระดับที่สูง หากดูตะกร้าเงินเฟ้อ สินค้าที่มีการปรับเพิ่มขึ้นก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก จึงเป็นเรื่องที่ กนง.ต้องดูความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อด้วย

อีกทั้งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่วนหนึ่งต้องการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะข้างหน้า หากมองเครื่องชี้คาดการณ์เงินเฟ้อระยะข้างหน้าถึงแม้ระยะสั้นจากการสำรวจช่วง 1 ปีข้างหน้าจะปรับเพิ่มขึ้นตามข้อมูลจริง แต่การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง 5-10 ปี ก็ยังอยู่ในกรอบที่เหมาะสมอยู่ นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำมานานพอสมควรประกอบกับเงินเฟ้อสูงขึ้นทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา การเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลไม่ให้ภาวะการเงินในประเทศผ่อนคลายเกินไป และสร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในอนาคต

ทั้งนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่ชัดเจน แต่อัตราการขึ้น หรือแนวโน้มในอนาคตข้างหน้าจะเป็นเท่าใดนั้น สิ่งที่คณะกรรมการเห็นร่วมกัน คือ ควรจะขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือทยอยลดการผ่อนคลายของนโยบายการเงินมาจากภาพสะท้อนของระดับกิจกรรมเศรษฐกิจไทยปัจจุบันยังอยู่ต่ำกว่าช่วงโควิด และคาดว่าจะกลับเข้าสู่ช่วงปกติได้ทันช่วงสิ้นปี 2566 หากเทียบเศรษฐกิจภูมิภาคอื่นที่เริ่มปรับนโนบายการเงินแล้วตามประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐ อังกฤษ จะเห็นว่าการเริ่มปรับในครั้งแรกเศรษฐกิจได้ขยายตัวเกินกว่าระดับก่อน
โควิดไปแล้ว ถ้าเทียบกับประเทศแถบเอเชียก็เป็นภาพคล้ายกัน เนื่องจากธนาคารต่างๆ เริ่มปรับนโยบายเข้าสู่ปกติ เพราะเศรษฐกิจได้ปรับตัวไปค่อนข้างสูงแล้ว ซึ่งไทยได้เริ่มปรับดอกเบี้ยขณะที่เศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ช่วงปกติถือว่าได้ดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม

สำหรับเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก จากราคาพลังงาน และอาหารสดเป็นหลัก แนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้นจะสูงขึ้นอีกช่วงไตรมาส 3/2565 และทยอยปรับลดลง ดังนั้น แรงกดดันเงินเฟ้อจะเริ่มลดลงต่อเนื่องในปี 2566 ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยอุปทานคลี่คลายลง หรือไม่ได้เข้ามาซ้ำเติม เช่น ราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน และไม่มีวิกฤตใหม่เข้ามากระทบเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาผ่านไปอัตราเงินเฟ้อจะลดลงด้วยการคลี่คลายด้านอุปทานเป็นหลัก

ส่วนบทบาทนโยบายการเงินจะดึงเงินเฟ้อลงจากอัตราที่สูงในปีนี้สู่ระดับที่ต่ำให้อยู่ในกรอบในปีหน้าเป็นปัจจัยรอง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความผันผวนด้านอุปทานที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงและลดลง ดังนั้น คณะกรรมการประเมินว่าเวลานี้ภาพที่เห็นไม่มีความจำเป็นต้องรีบกระชากเศรษฐกิจให้เป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงในปีหน้า เพราะเงินเฟ้อลดลงส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวเงินเฟ้อเองที่มีแนวโน้มลดลงอยู่แล้ว จึงสามารถดำเนินการนโยบายค่อยเป็นค่อยไปได้

ขณะเดียวกันภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลายแต่มีความผันผวนสูง โดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐ ปรับอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นหลัก จากความกังวลต่อสินทรัพย์เสี่ยงภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คณะกรรมการเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการและความผันผวนในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

สำหรับมาตรการทางการเงินยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางในระยะต่อไป อาทิ มาตรการเดิมที่ยังมีผลอยู่ หรือมาตรการปัจจุบันมีความยืดหยุ่น ตรงจุด และพร้อมปรับ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น มาตรการการแก้หนี้เดิม เช่น มาตรการแก้หนี้ระยะยาว 3 กันยายน ขยายถึงสิ้นปี 2566 โครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ขยายถึงสิ้นเดือนเมษายน 2566 มาตรการเติมเงินใหม่ เช่น มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ขยายถึงสิ้นเดือนเมษายน 2566 มาตรการที่เป็นช่องทางเสริม เช่น คลินิกแก้หนี้ โครงการไกล่เกลี่ยหนี้ หมอหนี้ เป็นต้น

อีกทั้ง มาตรการเพิ่มเติมสำหรับลูกหนี้รายย่อยกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยที่มีรายได้น้อย ผันผวน ให้สินเชื่อไม่มีหลักประกัน ซึ่งได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ยังไม่กลับมาเต็มที่และค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่ม 1.กลุ่มที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย เช่น คงการลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำที่ 5% ถึงปี 2566 การคงการขยายระยะเวลาชำระหนี้ของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลถึงปี 2566 ขณะที่ 2.กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย ได้ปรับปรุงการจ่ายหนี้ของคลินิกแก้หนี้ การจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ในไตรมาส 3/2565

นอกจากนี้ การส่งผ่านนโยบายถึงแบงก์พาณิชย์เรื่องของดอกเบี้ยให้กู้ ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ที่ประเมินตามอดีตที่ผ่านมา อาจยังไม่ส่งผ่านไปทั้งหมด 100% แต่ตัวที่เตรียมหารือ คือ ธนาคารพาณิชย์มีความเป็นห่วงกลุ่มเปราะบาง อาจจะเป็นสินเชื่อบุคคลรายย่อย เอสเอ็มอีรายเล็กที่อยู่ในสาขาธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งจะพยายามลดผลกระทบโดยจะพยายามไม่ส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปเต็มๆ กับกลุ่มบางกลุ่ม คาดว่าการส่งผ่านนโยบายการเงินอาจมีการส่งผ่านบ้าง แต่ไม่ได้ส่งผ่านทั้งหมด เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

ทั้งนี้ ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการประเมินว่าการที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษมีความจำเป็นลดลง และเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า