อนุ กมธ.รัฐวิสาหกิจ แนะสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน แก้ไขกฎหมายให้ควบคุมตรวจสอบต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงได้ สกัดการฮั้วการผลิต พร้อมจี้ “สุพัฒนพงษ์” แสดงความจริงใจเร่งติดตามเงินกำไรโรงกลั่นนำมาช่วยเหลือประชาชนเหมือนกรณีโรงแยกก๊าซ
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ในคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กล่าวถึงการหารือเกี่ยวกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการกลั่น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกลุ่มโรงกลั่น โดยได้มีการหารือถึงค่าการกลั่นที่สูงเกินไป และกำไรของโรงกลั่นที่ประชาชนและสังคมมีความเคลือบแคลงว่ามีการเอากำไรมากเกินไป ทำให้ราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้นกว่าที่จะเป็น รวมถึงได้มีการติดตามการนำกำไรจากโรงกลั่นมาช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของ ปตท. ให้เหมือนกับกรณีของโรงแยกก๊าซที่ได้มีการส่งมอบเงิน 3,000 ล้านบาท ซึ่งจากการสอบถามพบว่ายังไม่มีความคืบหน้าและยังไม่ได้เงินมาแม้แต่บาทเดียว โดยผู้แทนจากโรงกลั่น และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้แจ้งว่าขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งที่ระยะเวลาผ่านมากว่า 2 เดือนแล้ว จึงขอเรียกร้องให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อแสดงความจริงใจต่อประชาชน เพราะหากไม่สามารถทำได้ประชาชนอาจจะหมดศรัทธาได้
นายอัครเดชยังกล่าวถึงการตรวจสอบค่าการกลั่นและกำลังการผลิตของโรงกลั่นว่า จากการหารือพบว่า ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไม่มีกฎหมายที่จะสามารถเข้าไปดำเนินการได้ จึงทำให้ค่าการกลั่นที่สำนักงานนโยบาย และแผนพลังงานได้ทำมาแตกต่างกันกับค่าการกลั่นที่ทางโรงกลั่นได้ชี้แจงหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2565 ทั้งนี้ เนื่องจากทางโรงกลั่นไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง ซึ่งทางส่วนราชการก็มีความเป็นห่วงว่าอาจจะมีกรณีของการฮั้วกันเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤตที่โรงกลั่นอาจจะมีการลดกำลังการผลิตลงหรือหยุดผลิต ดังนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการฯ จึงได้ขอให้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานได้กลับไปดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สามารถเข้าไปดำเนินการควบคุมราคาและติดตามต้นทุนที่แท้จริงได้
“ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า ขาดกฎหมายเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริง ซึ่งต่างกันกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในมีกฎหมายเข้าไปตรวจสอบต้นทุนจริงได้ ในที่ประชุมจึงเสนอให้ สนพ.เข้าไปดู และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อจะสามารถตรวจสอบค่าการกลั่นที่แท้จริงได้ และควรมีกฎหมายเข้าไปดูแลในเรื่องของการฮั้วในเรื่องของการลดอัตรากำลังการผลิตน้ำมัน” นายอัครเดชกล่าว

