ดีลลับสภาล่มล้มสูตร ‘หาร500’ เกมการเมือง-ความชอบธรรม?

12.08.22 | 12:00 น.

ดีลลับสภาล่มล้มสูตร ‘หาร500’ เกมการเมือง-ความชอบธรรม?

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีการประชุมร่วมรัฐสภา 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ไม่ครบองค์ประชุมเนื่องจากสมาชิกต้องการเตะถ่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้พ้นเส้นทาง 180 วัน ซึ่งจะทำให้ร่างกฎหมายตกไปโดยอัตโนมัติ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมแล้วเกิดปรากฏการณ์สภาล่ม จึงอยากวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นพฤติกรรมของสุนัขจิ้งจอกทางการเมือง ทุกคนอ้างผลประโยชน์ของชาติ อ้างประโยชน์ของประชาชน แต่สุดท้ายแล้วก็คือเลือกประโยชน์ให้กับตัวเอง ก็เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เพทุบาย ใช้รัฐสภาเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจของตัวเอง ทำให้สถาบันทางการเมืองเสื่อมมาก จากพฤติกรรมเหมือนสุนัขจิ้งจอก

นอกจากนี้ ยังทำให้รู้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองไว้ใจไม่ได้เลย ทำให้ประเมินการทำงานด้วยอายุคนไม่ได้ ไม่มีวุฒิภาวะพอจะเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง ไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง ใช้สภามาเล่นการเมืองกัน พฤติกรรมอย่างนี้ไม่สมควรเกิดขึ้น การเมืองในขณะนี้ ต้องการการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่าฮั้วกันอย่างแน่นอนทั้ง 2 พรรคใหญ่คือพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง ดีไม่ดี อาจร่วมมือจัดการกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอีกด้วย

Advertisement

ดูจากแกนนำของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทยมีความสนิทชิดเชื้อกันเป็นพิเศษ ประกอบกับ พลเอกประยุทธ์เจอสถานการณ์วาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปีอีกด้วย จึงพยายามจะบีบ พลเอกประยุทธ์ออกจากสมการอำนาจ เพื่อกลับมาประนีประนอมอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้กับ ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย

ส่วนการที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะกลับมาหาร 100 พรรคพลังประชารัฐจะไม่ได้เปรียบเลย แต่เชื่อว่าผู้มีบารมีทางการเมืองภายในพรรคพลังประชารัฐ ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้พรรคเพื่อไทยกลับมา ดูแล้วเหมือนกับซูเอี๋ยกัน เพื่อให้พลเอกประยุทธ์ตีนลอย เพราะขณะนี้ทั้งที่ทุ่มหมดหน้าตักแล้ว ทั้งประชาชนและ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐก็ยังไม่เอา ประกอบกับพรรครวมไทยสร้างชาติของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ก็ยังจุดกระแสทางการเมืองไม่ติด ยิ่งทำให้พลเอกประยุทธ์เกิดภาวะตีนลอยหนักเข้าไปอีก

หากมาดูสายสัมพันธ์ของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ ทักษิณ ชินวัตร ผ่านใครบางคนมีความใกล้ชิดกันอย่างเหนียวแน่น ประกอบกับทักษิณประกาศว่าจะกลับประเทศไทยปีหน้า จึงมองว่าเป็นความร่วมกันจะพาทักษิณกลับบ้าน โดยไม่สนใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่สำคัญพรรคพลังประชารัฐพร้อมเป็นนั่งร้านให้กับพรรคเพื่อไทย

ส่วนกรณีการหมดวาระ 8 ปี ของพลเอกประยุทธ์วันที่ 24 สิงหาคม หากพลเอกประยุทธ์ฉลาดพอ ประกอบกับตีนลอยแล้ว ควรจะยุบสภาก่อนวันที่ 23 สิงหาคม เพื่อให้เกมการเมืองเข้ามาสู่สมการทางการเมืองใหม่ ต้องยอมรับว่าวันนี้พลเอกประยุทธ์แพ้หมดรูป พรรคพลังประชารัฐก็ไม่หนุน พรรคของนายพีระพันธุ์ก็ยังจัดตั้งไม่เสร็จเพื่อดึงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ในสมัยหน้า ประกอบกับพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นพรรคนั่งร้านพร้อมเข้าร่วมรัฐบาล แสดงจุดยืนว่าพร้อมนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทางออกเดียวของพลเอกประยุทธ์ หากต้องการจะไปต่อได้ จะต้องยุบสภาก่อนวันที่ 23 สิงหาคม เพื่อให้สมการการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลต่อการเลือกตั้งมีปัญหา เพราะกฎหมายเลือกตั้งยังไม่เสร็จ อย่างไรก็ตาม อาจจะไปยึดร่างของ กกต. แต่เมื่อร่างกฎหมายเลือกตั้งของ กกต.ยังไม่ผ่านการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ อยู่ขั้นรับหลักการ ไม่รู้ว่าจะใช้ร่างของ กกต.ได้หรือเปล่า หรืออาจจะมาตั้งกรรมาธิการ เพื่อมาพิจารณาตามรายมาตราอีก อาจจะทำให้เกิดเดดล็อกทางการเมือง

หากพลเอกประยุทธ์ตัดสินใจยุบสภา อาจจะไปสู่เงื่อนไขเดิมทั้งหมด สมการการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งยังไม่เสร็จ ทั้งที่จะต้องเลือกตั้งภายในกฎหมายที่กำหนด อาจกลับไปใช้การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 60 คือเลือกตั้งบัตรใบเดียว และหาร 500 จึงอยู่ที่พลเอกประยุทธ์จะแก้เกมการเมืองอย่างไร ในเมื่อทุกคนโดดเดี่ยว พลเอก ประยุทธ์

ที่สำคัญการตัดสินใจยุบสภาของพลเอกประยุทธ์ ยังจะส่งผลให้ความร่วมมือกันระหว่าง พลเอกประวิตรกับพรรคเพื่อไทยพังลงตรงหน้า มีผลพวงมาจากพลเอกประวิตรกับพรรคเพื่อไทยร่วมมือกัน โอกาสทางการเมืองจะกลับมาที่พลเอกประยุทธ์อีกครั้งหนึ่ง รักษาการไปจนถึงการประชุมเอเปค จึงกลายเป็นปัญหาอีกว่า พลเอกประยุทธ์ จะนับวาระ 8 ปี กันตรงจุดไหน จึงเป็นการผูกปมทางการเมืองไว้อีกระยะหนึ่ง

ส่วนที่หลายคนคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า หากมองดูแล้วพรรคพลังประชารัฐคงไม่สนใจ เพราะจะเป็นนั่งร้านให้กับพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว โดยคิดว่าพลเอกประยุทธ์จะไม่ได้ไปต่อ พลเอกประวิตรจะเอาพรรคพลังประชารัฐไปเป็นนั่งร้านให้กับพรรคเพื่อไทย เพื่อให้พรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง โดยมีพรรคพลังประชารัฐร่วมรัฐบาล

ปฐวี โชติอนันต์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

เหตุการณ์การประชุมรัฐสภา วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ…. วาระสองต่อเนื่องในมาตรา 24/1 ยุติลงเนื่องจากมีผู้มาแสดงไม่ครบตามจำนวนหรือเกินครึ่งหนึ่งนั้น สะท้อนให้เห็นภาพทางการเมืองไทยขณะนี้ 4 ภาพด้วยกัน

ภาพที่หนึ่ง พรรคการเมืองใหญ่ไม่เอาสูตรหาร 500 เนื่องจากจะทำให้เสียเปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นพรรคใหญ่มี ส.ส.จำนวนมาก น่าจะเห็นตรงกันว่าการใช้สูตรหาร 500 นั้นจะทำให้พรรคของตนได้ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อน้อยลงหรืออาจจะไม่ได้เลย แต่ก่อนพรรคใหญ่จะมาเห็นตรงกัน ตอนแรกพรรคแกนนำรัฐบาลทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มอยากจะใช้สูตรหาร 500 เพราะคำนวณแล้วน่าจะเป็นประโยชน์ที่จะได้ ส.ส. เพิ่มมากขึ้นในสูตรการเลือกตั้งดังกล่าว และสามารถรวมพรรคการเมืองขนาดเล็กเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในรอบหน้า หรืออาจคิดว่าเป็นแนวทางในการปิดเกมของเพื่อไทยและอนาคตใหม่ที่มีโอกาสได้ ส.ส.รอบหน้าเกินครึ่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม พอมีการคำนวณไปมา ภายหลังมีกระแสข่าวว่าไม่เอาสูตรหาร 500 แต่อยากกลับมาใช้สูตรหาร 100 เหมือนเดิม ผลคือทำอย่างไรให้ร่างดังกล่าวไม่ผ่านที่ประชุมสภา ภาพที่ออกมาอย่างที่เราเห็นคือ มีผู้มาประชุมสภาไม่ครบ หลังจากนี้เราคงต้องไปนั่งไล่ดูกันว่า ส.ส. พรรคไหนขาดประชุมในรอบนี้ด้วยสาเหตุอะไรบ้าง และสาเหตุนั้นเหมาะสมหรือไม่

ภาพที่สอง การยุติการประชุมสภาในรอบนี้ สะท้อนถึงการปิดสวิตช์พรรคเล็ก เมื่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ใช้สูตรหาร 500 ไม่สามารถไปต่อได้ มีโอกาสกลับไปใช้สูตรหาร 100 ถ้าเป็นแบบนั้น การเลือกตั้งรอบหน้าไม่น่าจะมี ส.ส. จากพรรคเล็กได้รับการคัดเลือกเข้ามาในสภา เนื่องจากต้องใช้คะแนนเสียง การใช้สูตรหาร 100 นั้นพรรคการเมืองต้องได้คะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่ออย่างน้อย 350,000 คะแนน ถึงจะได้ ส.ส. 1 คน ที่ผ่านมาการเลือกตั้งรอบที่แล้ว พรรคเล็กได้คะแนนเสียงเพียงประมาณ 70,000 คะแนน สามารถได้ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อได้แล้ว 1 คน ดังนั้นหลังการเลือกตั้งรอบหน้าถ้าใช้สูตรหาร 100 และบัตรแยกเป็น 2 ใบ นับคะแนนแยกกัน เราอาจจะได้เห็นการรวมตัวกันของ 3-5 พรรคการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล

ภาพที่สาม สะท้อนให้เห็นว่าการประชุมสภาล่ม ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการการเลือกตั้ง อย่างที่กล่าว พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ระหว่างสูตรหาร 500 และสูตรหาร 100 สุดท้ายพรรคการเมืองใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่าควรใช้ 100 ทำให้ไม่ครบองค์ประชุม แต่สิ่งที่เราเห็นอีกด้านหนึ่ง ตลอดเวลาที่ถกเถียงเรื่องดังกล่าว แทบไม่มีความเห็นของประชาชน หรือถามประชาชนเลยว่าต้องการแบบไหน สิ่งที่พบคือเป็นภาพที่มีการคิดคำนวณ และการต่อรองไปมาของพรรคการเมือง หรือการแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจสามารถเลือกให้เกมการเมืองเป็นอย่างไรก็ได้ ตามแต่เขาเหล่านั้นจะกำหนด

ภาพสุดท้ายคือ เราอาจจะมองได้ว่าการที่ไม่ให้ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นี้ เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองต้องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปให้นานที่สุด ต้องการอยู่ในอำนาจให้นาน เพราะรู้ว่าถ้าจัดเลือกตั้งเร็ว มีโอกาสแพ้ เนื่องจากผลงานของรัฐบาลไม่ดี กระแสนิยมตกต่ำเพราะความไร้ประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การจัดการโควิด-19 และเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เพิ่งถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน จึงต้องการยื้อเวลาให้มีเวลาจัดทำนโยบายเพื่อเอาใจประชาชนมากขึ้น หรืออีกมุมมีเวลามากขึ้นในการจัดองค์กรและพันธมิตรให้พร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ส่วนคำถามว่าทำให้สภาล่มมีความชอบธรรมและส่งผลกระทบต่อศรัทธาประชาชนที่มีต่อสภาไหม ผมคิดว่าคำตอบของคำถามนี้อยู่ที่การเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ประชาชนจะเลือก ส.ส.คนทำให้การประชุมล่มกลับมาเป็นตัวแทนของตนอีกรอบไหม

คำถามสุดท้ายใครได้ประโยชน์จากการกลับไปใช้สูตรหาร 100 คิดว่าพรรครัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย คงคำนวณมาดีแล้วว่าการใช้สูตรหาร 100 น่าจะทำให้มี ส.ส. เพิ่มมากขึ้น มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ถึงเปลี่ยนใจจากสูตรหาร 500 มาเป็นสูตรหาร 100 เพราะพรรคทั้งสองมียุทธศาสตร์วางเครือข่ายทางการเมืองในระดับท้องถิ่น ดึง ส.ส.พรรคฝ่ายตรงข้ามเข้ามา เพื่อให้การเลือกตั้งรอบหน้าได้ ส.ส.ในระดับเขตมากขึ้น

พรรคฝ่ายค้านได้ประโยชน์มากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย เพราะมี ส.ส.ระดับเขตค่อนข้างมาก การเลือกตั้งรอบก่อนพรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อสักคนเดียว การเลือกตั้งรอบนี้พรรคเพื่อไทยประกาศจะแลนด์สไลด์ แสดงว่าต้องมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในระบบบัญชีรายชื่อ หากกลับไปใช้การคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อใช้คะแนนจากบัตรพรรคหรือบัญชีรายชื่อโดยตรง แล้วหารด้วย 100 น่าจะได้ ส.ส.จากบัญชีรายชื่อเพิ่มมากขึ้น ส่วนพรรคก้าวไกลใช้สูตรหาร 100 ทางพรรคน่าจะประเมินแล้วเป็นประโยชน์จะได้ ส.ส.มากขึ้น

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ผลประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใด คือวาทะอมตะทางการเมือง แต่ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น พวกเราในฐานะพลเมือง เราจะต้องไม่ยอมรับสิ่งนี้ แล้วจะต้องแสดงออกให้เขารู้ เขาเห็น (นักการเมืองในสภา) แต่ครั้งนี้ ผมว่าเหมือนมีดีลลับอยู่เบื้องหลังในการสภาล่มครั้งนี้

แน่นอนว่าการเล่นเกมองค์ประชุมล่ม ไม่เหมาะสม เพราะอย่างพรรคเพื่อไทยเอง ก็ต้องรักษาสิ่งที่เขาได้แสดงออกกับสังคมมาโดยตลอด ว่าจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งกรณีนี้มีพฤติกรรมบางอย่างที่รัฐบาลทำให้สภาล่ม ในเมื่อพรรคเพื่อไทยเคยได้ให้วาจาแบบนี้แล้ว องคาพยพของพรรคเพื่อไทยเองก็ควรต้องปฏิบัติให้ได้เห็นในสิ่งที่เป็นหลักการ ดังนั้น ถ้าเป็นแบบนี้ก็ชวนให้น่าสงสัยว่ามีดีลอะไรกันอยู่หรือเปล่า ถึงได้มีปรากฏการณ์

ถามว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่น ที่มีต่อพรรคการเมือง โดยเฉพาะเพื่อไทยหรือไม่ อาจมีผลบ้าง แต่ในแง่ของผู้นิยมชมชอบพรรคเพื่อไทย คงไม่ได้มองประเด็นนี้เป็นหลักว่าจะไม่เลือกแล้ว ยังคงเลือกอยู่ รักอยู่ แล้วปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทยก็น่าจะเกิดขึ้นได้ถ้าใช้สูตรหาร 500 ไปผูกโยงกับดีลที่ว่าอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ดี การโดดประชุม ถ้าเกิดว่าเคยทำแล้วไม่มีบทลงโทษ หรือสังคมให้การยอมรับ ไม่ถึงขั้นว่า ส.ส.ต้องจำเป็นบทเรียน ก็จะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้อีกเรื่อยๆ ตอนนี้อาจมีผู้ยื่นร้อง ป.ป.ช.เรื่องจริยธรรม แต่จะไปคาดหวังคงไม่ได้เท่าไหร่นัก สิ่งที่สำคัญคือเราในฐานะพลเมืองเจ้าของประเทศ จะมีช่องทางแสดงออกกับพรรคที่ชื่นชอบอย่างไร อาจทำให้เขารู้สึกขึ้นมาบ้างว่าทำแบบนี้ไม่เหมาะ

ตอนนี้มีผู้พยายามยื่นเรื่องถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ขอเปิดการประชุมสภา เพื่อเดินหน้าต่อเรื่องกฎหมายลูกประธานชวนมีคำสั่งนัดประชุมร่วมรัฐสภา วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ จะมีให้ลุ้นอีกว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร จะมีพฤติกรรมแปลกๆ หรือไม่ การพิจารณาจะผ่านหรือเปล่า

หลังจากนี้จะนับหนึ่งต่อไปอย่างไร มีการวิเคราะห์กันว่าร่างของ กกต. อาจถูกนำกลับมาใช้ เป็นไทม์ไลน์อาจเกิดขึ้น แต่ยังไม่มั่นใจถึงที่สุด เพราะข้อกฎหมายต่างๆ จะมีการตีความหลากหลายอยู่เรื่อยๆ แต่แน่นอนว่าถ้ากลับมาใช้สูตรหาร 100 ของ กกต. พรรคขนาดใหญ่จะได้เปรียบ ส่วนพรรคขนาดเล็กไม่พอใจ เพราะโอกาสกลับเข้ามาในสภาคงไม่มีอีกแล้ว รวมทั้งพรรคขนาดกลางก็จะเดือดร้อนด้วย

อย่างไรก็ดี สุดท้ายหากสภาล่ม พิจารณาไม่ทันกำหนดการ 180 วัน กลับมาใช้ร่างของ กกต. เป็นสูตรหาร 100 ถามว่าจะมีโอกาสเกิดปาฏิหาริย์ทางการเมืองพลิกกลับไปล้มสูตรหาร 100 แล้วกลับไปใช้สูตรหาร 500 อีกหรือไม่ ผมว่าเป็นไปได้อยู่เสมอในการเมืองไทย แต่มีโอกาสน้อยมาก จากที่ดูปรากฏการณ์ล่าสุด หลายพรรคตั้งใจ รวมทั้งยังมีเรื่องดีลลับอีก โอกาสน้อยมาก แทบจะเป็นไปไม่ได้ ความหวังเดียวจะพลิกกลับไปได้ คือประธานสภา ชวน หลีกภัย เห็นพ้องให้เปิดประชุม ซึ่งมีกำหนดการเปิดประชุมมาแล้ว

ก็อาจจะมียางอายของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วรู้สึกว่าตนเองต้องทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบต่อประเทศชาติและสังคม หวังเผื่อไว้เล็กๆ น้อยๆ ก็ดี เผื่อความถูกต้องดีงามจะอยู่เหนือสิ่งอื่นใดที่ผ่านมา ที่ประชาชนมองว่าไม่เหมาะสม นั่นคือความหวังของพวกเรา อยู่ที่ว่า ส.ส.จะมองเห็นหรือไม่