2มุมมอง-ส่องอนาคต ‘คริปโทเคอร์เรนซี’

14.08.22 | 10:27 น.

หมายเหตุ กรณีศึกษาแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายหนึ่ง ประกาศระงับการถอนเงินบาทและสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากสภาวะความผันผวนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเพิ่มเติมมาตรการดูแลอย่างไร

สรัล ศิริพันโนน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

จากกรณีซิปเม็กซ์ (Zipmex) ไม่มีผลกระทบกับลูกค้าของสตางค์ ซึ่งบริษัทไม่มีนโยบายในการนำทรัพย์สินของลูกค้าไปใช้หาผลประโยชน์ไม่ว่ากรณีใด เราเน้นไปที่การจัดเก็บทรัพย์สินของลูกค้าให้ปลอดภัยอย่างดีที่สุด เพราะถือว่าทรัพย์สินลูกค้าเป็นความรับผิดชอบสูงสุดของเรา รวมไปถึงเน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ ก.ล.ต.อย่างเคร่งครัด

สถานการณ์ของตลาดคริปโทในระยะเวลาอีก 3-4 เดือนนี้ มองว่าจริงๆ แล้วตลาดขณะนี้ก็สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกโดยรวม พอเงินเฟ้อหนักมากที่มาจาก Cost-push Inflation จากราคาสินค้าแพงขึ้นตามต้นทุนที่แพงขึ้น อาทิ วัตถุดิบแพงขึ้น น้ำมันแพงขึ้น รวมไปถึงค่าแรงที่สูงขึ้น จากการที่มีประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำในสหรัฐและหลายๆ ประเทศ คนก็ไม่กล้าใช้เงินจนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักได้ รวมถึงตลาดทุนโดยรวมตอนนี้มันก็ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเงินเฟ้ออยู่แล้ว แถมยังมีเรื่องกังวลเกี่ยวกับสงครามอีกด้วย ผมคิดว่าตอนนี้ทุกคนกำลังดูทิศทางกันอยู่มากกว่า

สำหรับสถานการณ์ Cryptocurrency (คริปโทเคอร์เรนซี) ในปี 2566 นั้นคิดว่าการอัพเกรดของอีเธอร์เรียม Ethereum 2.0 จะตอบโจทย์หลายอย่าง และกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลจะชัดเจนมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นข้อดีนะ ในที่สุดแล้วสินทรัพย์ดิจิทัลจะได้รับการยอมรับ ได้รับการศึกษาอย่างแท้จริงจากสำนักงานต่างๆ ทำให้ผู้คนมีความมั่นใจมากขึ้น รวมทั้งนำสิ่งที่ไม่ดีออกจาก Ecosystem อีกด้วย ยังมองว่าความฝันที่การระดมทุนและความมั่งคั่งที่จะไม่กระจุกอยู่กับคนที่รวยอยู่แล้วจะสามารถเป็นจริงได้ด้วย Digital Asset ได้มีคำถามว่า คาดว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสที่โปรเจ็กต์คริปโทต่างๆ จะแตกเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ และอะไรเป็นแฟคเตอร์ทำให้มันแตกนั้น มองว่า Terra/LUNA คือต้นเรื่องของวิกฤตครั้งนี้ รวมไปถึงราคาของบิตคอยน์ที่ลดลงไปเกือบ 70% จากราคาที่เคยขึ้นสูงสุด จึงส่งผลให้เกิดวิกฤตสภาพคล่องทั้งในบริษัทกองทุนคริปโทอย่าง 3 AC และบริษัทให้กู้ยืมคริปโทอย่าง Celsius จนต้องยื่นล้มละลาย และส่งผลมาถึงนักลงทุนรายย่อยของบ้านเราในกรณีของ Zipmex มองว่า Market Sentiment หรืออารมณ์ของตลาดในช่วงนี้ค่อนข้างจะอ่อนไหว อย่างที่บอกว่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีปัจจุบันนั้นมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจมหภาคและตลาดทุน

Advertisement

ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงที่คล้ายกับหุ้นเทคโนโลยี (Tech stocks) และสินค้าคอมโมดิตี้ส์ อิทธิพลของธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐเมื่อขึ้นดอกเบี้ยนโยบายนั้นมีส่วนสำคัญมากในการกำหนดการเคลื่อนไหวของราคาคริปโท

จึงคิดว่าน่าจะมีอีกหลายๆ โปรเจ็กต์เล็กๆ แตกตามมาจากความผันผวนของตลาด การบริหารพอร์ตธุรกิจแบบเล็งผลเลิศ และการพยายามสร้างโปรเจ็กต์แบบ “cutting edge” ที่อาจ audit หาช่องโหว่ของโปรเจ็กต์ไม่มากพอ

แต่จะเป็นการแตกแบบเงียบๆ เช่น ตอนนี้โปรเจ็กต์ Helium (HNT) ถึงแม้จะยังไม่ล่มแต่ผลประกอบการไม่ดีนัก

ส่วนข้อควรระวังสำหรับนักลงทุนนั้นคือ ถ้าโปรเจ็กต์มีความซับซ้อนเกินไปและต้องการล็อกสินทรัพย์ที่มากเกินไปอาจจะถือได้ว่าเสี่ยงเกินไป

ดังนั้น ดีที่สุดคือ ลงกับตัวที่เราสามารถลงได้ในจำนวนที่สามารถรับได้หากสูญหายทั้งหมด และกระจายความเสี่ยงให้มากที่สุด

 

ชานน จรัสสุทธิกุล
ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟอร์เวิร์ด โฮลดิ้งส์ จำกัด (Forward Holdings)

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในช่วง 3-4 เดือนจากนี้ก่อนหมดปี 2565 หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐลดลง ตัวเลขเงินเฟ้อที่ลดลงตรงนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นสำหรับตลาดการเงินการลงทุนในกรอบสั้นถึงปานกลาง ซึ่งถ้ามองประกอบกับช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 เราจะเห็นว่า Volume (มูลค่า) ในตลาดสูงขึ้นอย่างมีนัยยะถ้าเทียบกับเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนก่อนหน้า ตรงนี้ถ้าเรามองตามตลาดหุ้นสหรัฐเลยซึ่งตลาดคริปโทช่วงนี้จะค่อนข้างอิงตลาดหุ้นสหรัฐอยู่มาก ผมมองว่าตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ไปจนถึงก่อนช่วงวันหยุดเทศกาลสิ้นปี 2565 เราน่าจะได้เห็นการแรลลี่แบบเล็กๆ อีกรอบ อิงจากการที่ปกติ “การเทขายหุ้นเดือนพฤษภาคม” หรือ “Sell in May” ในตลาดหุ้นมักจะเกิดก่อนช่วงวันหยุดยาวฤดูร้อน และฤดูร้อนก็จะจบเดือนสิงหาคมพอดี ตลาดมักจะกลับตัวสั้นๆ ช่วงนี้

ถ้ามองว่าทุกคนไล่เก็บของมาตั้งแต่มิถุนายนถึงกรกฎาคมก็ค่อนข้างเป็นเหตุเป็นผลที่ Volume สูงขึ้นช่วงนี้ และต้องระวังเรื่อง Recession หรือ เศรษฐกิจถดถอย เพราะคาดการณ์ยากมาก ว่าตลาดจะตอบสนองยังไง บางปีดี บางปีเลวร้าย บางปีตลาดฟื้น 1 รอบก่อนเข้า Recession เต็มตัว บวกกับว่าผลของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นมักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปสักพักในช่วงที่แต่ละธุรกิจจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ย้ำว่าตลาดทุนหลายครั้งไม่ได้สะท้อนภาพจริงของสภาพเศรษฐกิจ

หากดูสถิติย้อนหลังผลตอบแทนของตลาดหุ้นในช่วง Recession นับตั้งแต่ ค.ศ.1945-2020 (พ.ศ.2488-2563) จะพบว่าผลกระทบจะเกิดตามมาในปีถัดไป ซึ่งนั่นจะพอฉายภาพของแนวโน้มตลาดคริปโทในปี 2566 ได้อยู่บ้าง

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี ปี 2566 นั้น อย่างที่บอกว่า Recession มันจะออกผลจริงๆ ก็เวลาจะต้องผ่านไปสักพักที่สภาพคล่องของแต่ละคนลดลงตอนนี้อาจจะยังบอกอะไรมากไม่ได้

แต่ในมุมมองน่าจะเป็น Sideway ในกรอบใหญ่ หรืออาจเข้าสู่ตลาดหมีอีกครั้งก็ได้ ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจในระดับมหภาคไม่ได้ดีขึ้น หรือมีอะไรกระตุ้นให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจ

ถ้าเจาะจงคริปโทเคอร์เรนซีเลยมองว่าสินทรัพย์ตัวไหนที่แข็งแรง Fundamental หรือพื้นฐานดีก็จะยังอยู่ได้
Bitcoin และ Smart Contract Token ที่เป็นตัวใหญ่ๆ ก็น่าจะยังคงมูลค่าได้ นอกจากคนจะเลิกใช้งานไปจริงๆ ต้องบอกว่าพูดถึงมูลค่าเป็นหลัก ไม่พูดถึงราคา รวมไปถึงพวก DeFi ซึ่งอยากให้มองว่า DeFi คือสิ่งที่ทำให้ Blockchain และ Smart Contract ส่วนใหญ่ในขณะนี้มีการใช้งานจริง มีมูลค่าธุรกิจจริง เพราะฉะนั้นก็ต้องมองเหมือนกันว่าถ้า DeFi ตัวไหน Fundamental ดี มี Revenue หรือรายได้ชัดเจน

รวมถึง Community ที่ใช้งานยังคง Support อยู่ก็น่าจะเอาตัวรอดได้ แต่จะต้องมีหลายตัวที่ตายไปแน่ๆ ถ้าตลาดไม่ดีขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากนี้จะมีโปรเจ็กต์คริปโทเคอร์เรนซีแตกอีกหรือไม่ อะไรเป็นแฟคเตอร์ทำให้แตกนั้น ประการแรก ถ้าถามความเห็นว่าจะมีให้เห็นอีกหรือไม่ อันนี้ค่อนข้างตอบยาก แต่คิดว่าถ้ามี จะมี 2 ทางระหว่าง

1.ขนาดใหญ่มากๆ มีผลกระทบเยอะ กับ 2.ขนาดเล็กและผลกระทบน้อย หรือไม่มีผลกระทบ อีกประการอยากให้เห็นภาพแบบนี้ว่า โปรเจ็กต์ส่วนใหญ่ที่แตกเนี่ยก็เหมือนคนอย่างเราๆ ทำหน้าที่บริหารจัดการเงินในพอร์ตตัวเอง เช่น Celsius Voyager Blockfi ที่เอาเงินของคนอื่นมาบริหารต่อ พอเกิดสภาวะ Volatility (ความผันผวน) สูงในตลาดย่อมเกิด Loss บ้าง ไม่ว่าจากตัวเอง หรือจากคนที่กู้ไป ที่นี้มันจะอยู่ที่สภาพคล่องแล้วว่าจะเติมเงินเข้าในพอร์ตได้มากแค่ไหน ซึ่งปกติแล้วถ้าเป็น Real world Banks อาจจะมีการ Bail out จากรัฐบาล ปัญหาคนรุมถอนเงินเลยบรรเทาได้ แต่คริปโทไม่ค่อยมี Bail out แบบนั้น

ดังนั้น ก็เหมือนเรื่องน้ำลด ตอนนี้มันยังมีโปรเจ็กต์ที่ loss หรือตัวแดงแบบฉุกเฉินอยู่แน่ๆ เพียงแต่น้ำจะลดไปจนถึงตรงนั้นหรือไม่ต้องคอยดูกัน ถ้าประกอบกับที่ผมมองว่าตลาดอาจจะขยับขึ้นช่วงนี้ก็อาจจะมีคนแตกเพิ่มได้ยากขึ้น

ที่น่าเป็นห่วงคือ กรณีเช่น unregulated exchange ที่เป็นเจ้าเล็กๆ ที่ไหนไม่รู้พวกนี้อันตรายมาก เพราะไม่ต้อง audit บัญชี เราไม่รู้เลยจะแตกเมื่อไหร่ แต่อย่างที่บอก ผลกระทบจะเล็ก เป็นไปได้ก็เชียร์ให้ใช้ decentralized exchange หรือ regulated exchange แทน และต้องจับตาดูดีล Sam FTX กับ Justin Sun เข้าซื้อ Huobi Global ด้วยว่าเป็นเพราะจะแตกหรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องจะแตก นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่แบบที่มองไว้