เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ห้องประชุม ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน กรุงเทพฯ คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 และกลุ่มสภาที่ 3 จัดเสวนา หัวข้อ “วาระ 8 ปี การดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ” โดย นายอดุลย์ เชียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมอภิปราย โดย นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, นายนิติธร ล้ำเหลือ คณะหลอมรวมประชาชน และ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักกฎหมายชื่อดัง
ในตอนหนึ่ง นายพิศิษฐ์ อดีตผู้ว่า สตง. กล่าวว่า หากหลังวันที่ 23 สิงหาคม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังทำหน้าที่ต่อจะมีปัญหามาก ถ้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินแผ่นดิน ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินเดือน ผลประโยชน์ที่รัฐให้ในตำแหน่ง นายกฯ ควรคิดได้ ไม่ใช่มาหาเหตุ ตีความขยายเวลาเพื่อจะอยู่ต่อ หากมีความพยายามยื้อกันต่อไป ไม่รู้ว่าท่านเสียสละจริงหรือไม่ หรือยังยึดติดในอำนาจ อย่าถลำไป จนรับผิดชอบไม่ได้ ความเสียหายจะเกิดกับประชาชน ที่เป็นเจ้าของเงินแผ่นดิน
“นายกฯ จะอยู่เกิน 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้ หากไปดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน การคลัง จะทำให้เสียหาย และจะฉวยโอกาสที่มีการตีความเพื่อยื้อต่อไป ผมเป็นห่วงว่าหลังจากวันที่ 23 สิงหาคม ท่านไม่ได้อยู่ในฐานะ นายกรัฐมนตรีเพราะฉะนั้นท่าน ก็ไม่สามารถที่จะเบิกจ่ายเงินเดือน หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่รัฐจะให้ในฐานะตำแหน่งนั้น เรื่องอย่างนี้นายกฯ น่าจะคิดออกและคิดได้ ด้วยความสำนึกตัวเอง ไม่ควรนำเหตุนี้มาตีความ เพื่อขยายเวลาการดำรงอยู่ของตัวเอง อย่าถลำไป เพราะความเสียหายจะตกอยู่กับประชาชนและแผ่นดิน” นายพิศิษฐ์กล่าว

ด้านนายนิติธร หรือทนายนกเขา กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรรบกวนเวลาของประชาชนและประเทศชาติ ตนคิดว่าบ้านเมืองพัฒนาไม่ได้จริงๆ ระบบการเมืองยังถูกปิด อยู่กับอำนาจ มันแก้ไม่ได้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และคงต้องอาศัยพลังทางสังคม ในการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงครั้งหน้า จะต้องใช้ความร่วมมือที่มากขึ้น ไม่ใช่ประชาชนฝ่ายเดียว แต่ทหารและตำรวจ ก็ต้องมาร่วมกับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความชัดเจนในตัวมันเอง ไม่จำเป็นต้องเถียงกัน เพราะถ้าจะบอกว่านายกเป็นไปตาม 158 ก็เป็นไปตามนั้นก็จบแล้ว ทั้งนี้วัตถุประสงค์จุดมุ่งหมาย ของรัฐธรรมนูญ ม. 264 และอยู่ในบทเฉพาะกาล มาตรา 272 คุณยอมรับตรงนั้น แต่ไม่ยอมรับมาตรา 264 จะเป็นไปได้อย่างไร
“การตัดสินจะต้องเป็นประโยชน์ต่อชาติและความสงบสุขของประชาชน ดังนั้นศาลจะตัดสินในคดีต่างๆ ต้องไปดูที่มาด้วยว่า พอจะเชื่อถือได้หรือไม่ ในแง่ของโครงสร้างอำนาจ มาอย่างไร เหลือสัดส่วนเท่าไหร่ ที่มาจากอำนาจของ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.เข้ามา
ต้องเปลี่ยนแปลงประเทศกันอีกครั้งหนึ่ง บนพื้นฐานที่อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน ไม่อย่างนั้นเราจะเจอปัญหาแบบนี้ ถึงเวลาจะออกกฎหมายก็เอา ถึงเวลาไม่เอากฎหมาย จะเสกสรรปั้นแต่ง สังคมก็วุ่นวาย และถูกทำให้แตกแยก ถ้าแตกแยกอย่างนี้ขับเคลื่อนประเทศไม่ได้ การบริหารผู้นำประเทศก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี” นายนิติธรกล่าว


