ถึงแม้หลายฝ่ายจะมองว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทยกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น
ดูจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ
ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานจะค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาค่าครองชีพเรื่องปากเรื่องท้องของประชาชน ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น
ยังคงมีคนฆ่าตัวตายเพราะแพ้พิษภัยเศรษฐกิจอยู่รายวัน
แถมยังมีแนวโน้มจะหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นอีก
เมื่อดูจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ปัญหาดอกเบี้ยเตรียมปรับตัวสูงขึ้น
หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับเพิ่มอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.75%
ยังมีเรื่องขึ้นค่าไฟ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศค่าเอฟที รอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565
ปรับเพิ่มค่าเอฟทีอีก 68.66 สตางค์ต่อหน่วย รวมเป็นค่าเอฟทีทั้งสิ้น 93.43 สตางค์ต่อหน่วย
ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย
ล้วนแล้วแต่เป็นภาระอันหนักอึ้งของประชาชนที่ยังมองไม่เห็นความชัดเจนว่า รัฐบาลจะช่วยบรรเทาทุกข์ได้อย่างไร
ขณะนี้ปัญหาราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น เดินหน้ามาไกลแล้ว
สังเกตได้จากสินค้าต่างๆ หรือแม้แต่ราคาอาหาร ทั้งข้าวแกง อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยวข้างทาง
ตอนนี้ต่างปรับราคาขึ้นมาเป็น 50, 60, 70 บาท กันแทบจะทั่วถึง
แต่การรับมือกับปัญหาต่างๆ ของทางรัฐบาล ค่อนข้างล่าช้า ไม่ทันต่อปัญหา
ดูอย่างการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน
ตอนเริ่มตั้ง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าตั้งขึ้นมาซ้ำซ้อนกับคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจหรือไม่
เพราะโครงสร้างคณะกรรมการรวมทั้งอำนาจหน้าที่ แทบไม่แตกต่างกันเลย
แถมเมื่อมีการประชุมคณะกรรมการนัดแรก เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ผลการประชุมไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เป็นการพิจารณาเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว พูดแล้วก็พูดอีก
เป็นเหมือนการขันนอตให้เข้มข้นขึ้นเท่านั้น แต่ในแง่ปฏิบัติยังไปไม่ถึงไหน
มติที่ประชุมสรุปว่า มาตรการที่จะดำเนินการต่อไป ประกอบด้วย
1.มาตรการระยะเร่งด่วน (Quick win) ได้แก่ กลุ่มมาตรการประหยัดพลังงาน มาตรการระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและการขาดแคลนวัตถุดิบด้านการเกษตร
อาทิ โครงการบริหารจัดการปุ๋ย โครงการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs มาตรการบูรณาการฐานข้อมูลเกษตรกรในหลายมิติ และมาตรการทางการเงินเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
2.มาตรการที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่อง (Follow-up Urgent Policy) ได้แก่ มาตรการต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ มาตรการประหยัดพลังงาน
อาทิ ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ และลดต้นทุนและปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง มุ่งเน้นการขนส่งทางราง
มาตรการต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและการขาดแคลนวัตถุดิบด้านการเกษตร เช่น ศึกษาความคุ้มค่าในการลงทุน/ร่วมทุน ในการจัดตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยโปแทส เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
มาตรการต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเงินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเอสเอ็มอี
อาทิ การพัฒนาทักษะทางการเงินในทุกช่วงวัย การดำเนินการของคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย
และมาตรการต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขัน
อาทิ มาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
มีความเห็นจาก นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจดังกล่าวว่า
จากที่หารือสมาชิกผู้ประกอบการ ยังสะท้อนว่ายังไม่เห็นภาพชัดเจน หรือการดูแลแก้ไขปัญหาของแพง มีความคืบหน้าอย่างไร
อยากให้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติหรือมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ในหลักการที่คณะกรรมการฯชุดนี้ต้องการแก้ปัญหาพลังงาน อาหาร และเศรษฐกิจ
เอสเอ็มอีได้ติดตามผลหรือแนวทางปฏิบัติหลังที่รัฐบาลผ่านคณะทำงานต่างๆ หรือสั่งการให้หน่วยงานไปดำเนินการ
หลายเรื่องไม่เห็นการทำงานเชิงรุก หรือทุกรายที่ประสบปัญหาจะได้เข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือตามที่รัฐประกาศออกมา
เอสเอ็มอีไม่อยากเห็นแค่การออกข่าวสร้างภาพลักษณ์ ควรจริงใจเต็มใจให้เกิดผลแท้จริง เพราะตอนนี้รายย่อยรายกลางเจอผลกระทบหลายด้าน
ทั้งหนี้สินเดิม รายได้ยังฟื้นไม่เท่าเดิม ต้นทุนธุรกิจแพงขึ้นต่อเนื่อง ค่าไฟฟ้าและดอกเบี้ยกำลังขายขึ้นอีก รวมถึงค่าแรงงานที่ต้องปรับขึ้น
เหล่านี้ไม่แค่กระทบระยะสั้น แต่ในระยะกลางและยาว จะเป็นปัญหาหนักขึ้น หากวันนี้ยังไม่ปรับตัวและรัฐเข้าดูแลไม่ทันท่วงที
เป็นเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้อย่างชัดเจน เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้เร็วและแม่นยำขึ้น
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

