หน้าแรก การเมือง “สุพัฒนพงษ์” ...

“สุพัฒนพงษ์” แจงยิบ ปม พ.ร.ก. เงินกู้ อุ้มกองทุนน้ำมัน-กอดอกยักไหล่ ไม่สน อุบัติเหตุวาระนายกฯ 8 ปี

17.08.22 | 14:03 น.

‘สุพัฒนพงษ์’ แจงยิบ ปม พ.ร.ก. เงินกู้ อุ้มกองทุนน้ำมัน-กอดอกยักไหล่ ไม่สน อุบัติเหตุวาระนายกฯ 8 ปี โว ฉวยวิกฤตสร้างโอกาสดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศ กางแขน ป้องเก้าอี้ รมว.พลังงาน บอกไม่ต้องมาเพิ่ม

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 17 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2565 พิจารณาวาระลับ เรื่องร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. … และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ซึ่งมีวงเงินกู้ยืมของกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาทว่า เป็นเรื่องการดูแลเสถียรภาพ บทบาทหน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากที่ผ่านมามีความผันผวนจากปัจจัยวิกฤตต่างๆ ที่เกิด รวมทั้งค่าเงินบาทที่อ่อนลง จึงทำให้มีภาระ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงพลังงาน ดังนั้น ในอดีตกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยมีเงินทุนติดลบอยู่หลายหมื่นล้านบาท สามารถออกเงินกู้ ตราสารหนี้ ได้เพราะเป็นหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงพลังงาน และเป็นไปโดยอัตโนมัติที่กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันอยู่แล้ว

เมื่อมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นมาแต่สิทธิเดิมเหล่านี้ไม่ได้ติดมาด้วยจึงต้องพยายาม ดูว่าจะใช้วิธีการเดิมโดยการกู้หรือจะทำอย่างไรแต่สิทธิเดิมเหล่านั้นไม่ตามมา ดังนั้นจึงเป็นอุปสรรค ทำให้กระทรวงพลังงานต้องหารือกับกระทรวงการคลังมาเป็นเวลานานโดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการการเงิน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพยายามหาทางเลือกและนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ซึ่งการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา จึงได้นำเสนอเพื่อพิจารณาแนวทางต่างๆ ส่วนที่เหลือทางคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องไปดำเนินการต่อ และเมื่อเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ก็จะมีผลทันทีโดยเดินไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไป แต่เมื่ออยู่ในสมัยประชุมสภาจึงต้องนำเสนอรัฐสภา

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะต้องรีบดำเนินการ อีกทั้งในต่างประเทศกำลังจะเข้าฤดูหนาวจึงยังไม่ทราบว่าสถานการณ์ในต่างประเทศนั้นอาจจะมีผลต่อราคาพลังงาน ขึ้นมาอีก ดังนั้นเพื่อให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดำเนินการไปตามบทบาทหน้าที่ของตัวเองที่จะสามารถช่วยประชาชนได้ต่อไป จึงจะต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะล่าช้ามาพอสมควรแล้ว เราก็ได้หาทุกวิถีทางที่จะสร้างสภาพคล่อง สร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ผู้สื่อข่าวถามว่า 1.5 แสนล้านนี้ เราจะกู้ให้เต็มเพดานเลยหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ตรงนี้เป็นรายละเอียดอีกทั้งวาระการประชุม ครม. ยังเป็นวาระลับอยู่ ยังตอบอะไรไม่ได้มาก แต่ไม่ใช่เป็นการกู้แบบคราวเดียวเพราะต้องทยอยตามความจำเป็น อย่างไรก็ตาม อันนี้เป็นของเก่าที่กู้ ในขณะเดียวกันของใหม่ก็เตรียมเผื่อไว้บ้าง ก็จะพยายามทำให้ดีแต่ต้องดูวินัยการเงินกลางคลังด้วยเพื่อไม่ให้เกินกรอบ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1.5 แสนล้านบาทนั้น มาจากการคำนวณของกระทรวงการคลังซึ่งเป็นตัวเลขที่เหมาะสมและยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอีกกี่เปอร์เซ็นต์ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า คงไม่น่าจะมาก แต่ไม่มั่นใจ เพราะทางกระทรวงการคลังเป็นผู้คำนวณ ค่อนข้างจะรอบคอบอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่าในสัปดาห์หน้าจะสามารถเริ่มกู้ได้เลยหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะนำข้อเสนอแนะต่างๆ พิจารณาทางเลือกต่างๆ ถึงความเหมาะสม

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนนี้รวมถึงการใช้หนี้กองทุนน้ำมันที่ติดลบอยู่ด้วยหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า จะตัวเลขใดก็แล้วแต่ตอนนี้ยังเป็นเรื่องลับอยู่ แต่ก็ต้องครอบคลุมทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่เลือกเก็บภาษีลาภลอยตามที่มีการพูดถึง นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูในอดีตภาษีลาภลอยเคยมีคนคิดอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลา และไม่ใช่มีเกณฑ์ที่จะทำได้ง่ายๆ

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับ 6 โรงกลั่นอยู่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ก็คุย แต่วันนี้ค่าการกลั่นไป 2 บาทกว่าแล้ว หากค่าการกลั่นยืนระยะสูง 5-6 บาทอย่างต่อเนื่อง ก็คงต้องพูดคุยต่อ แต่ตอนนี้เหลือ 2 บาทกว่า อดีตรัฐมนตรีคลังก็มาพูดเองด้วยตัวเลข 9 บาท ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขของตน ขณะที่คนอื่นคำนวณได้ 5 บาท แต่ก็เข้าใจ เพราะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้ออกมาทางนี้

เมื่อถามว่าตอนนี้พูดได้หรือไม่ว่าพับแผนการคุยกับโรงกลั่นไปแล้ว นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ถ้ามีโอกาสก็คุยต่อเนื่อง แต่วันนี้ 2 บาทกว่า ถ้าเราไปคุยเขาก็คงไม่คุยด้วย ถึงแม้ว่าวันนี้ ราคาอ่อนตัวลงมา แต่เราก็ต้องไม่ประมาทเพราะสถานการณ์เมื่อเข้าฤดูหนาวอะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้เพราะความต้องการสูงมากขึ้น อีกทั้งบรรยากาศของสงคราม ที่เราเห็นเปลี่ยนแปลงทุกวันและยังมีเรื่องของการซ้อมรบของจีน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มันก็มีผล

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงต้องมีความยืดหยุ่น และเตรียมความพร้อมในทุกๆ เรื่อง ที่จะดูแลประชาชนรักษาเสถียรภาพ ในเรื่องที่สำคัญๆ นี้ให้ได้ ก็ต้องพยายามให้ดีที่สุด แต่ยังยืนยันว่าอยู่ในกรอบของวินัยการเงินการคลัง กระทรวงการคลังเองก็ไม่ได้อึดอัดแต่อย่างใด เพราะกระทรวงการคลังเป็นคนคำนวณเอง จึงอยากให้ประชาชนได้สบายใจ ว่าไม่ใช่เป็นหนี้ใหม่ที่รัฐบาลไปก่อ เป็นเรื่องที่ดูแลของเดิมที่เคยปฏิบัติได้ และแน่นอนว่าธนาคารก็มีความมั่นใจมากขึ้น และขอเรียนว่า ไม่ว่าจะมีการแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรหรือไม่ การที่กองทุนน้ำมันไปกู้หนี้นี้ก็เป็นหนี้สาธารณะ ถึงอย่างไรก็จะหลบจะซ่อนไม่ได้ จึงขอให้สบายใจว่ากระทรวงการคลังดูแลดี

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า แต่สิ่งที่สำคัญในยามวิกฤตนี้เราต้องประคับประคองให้ผ่านพ้นไปให้ได้โดยรักษาวินัยทางการเงินการคลังให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้

เมื่อถามว่า ภารกิจนี้ถือเป็นความท้าทายการทำงานของรัฐบาล อย่างไรหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ตนคิดว่าท้าทายทุกรัฐบาล เพราะความท้าทายที่แท้จริง คือความไม่แน่นอน เพราะอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เช่น กรณีก๊าซแอลเอ็นจี เมื่อ 3 เดือนที่แล้วขายในราคา 20 เหรียญต่อล้านหน่วยความร้อน ซึ่งตนคิดว่าแพงแล้ว มีผลไปถึงค่าไฟ ค่าเอฟที พอสมควร แต่วันนี้ขึ้นไป 50 กว่าเหรียญ ทำให้เห็นว่าเราคาดเดาไม่ได้ ทำให้แต่ละประเทศเกิดการกักตุนเพราะกลัวความหนาวเย็น ทำให้ราคากระโดดขึ้น เราจึงไม่แน่ใจว่าจะมาเบียดบังน้ำมันอีกหรือไม่ และวันนี้เราก็ใช้ถ่านหินใช้เป็นเชื้อเพลิงบ้างเพื่อพยายามลดต้นทุนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตนขอเรียนตรงๆ ว่า ขอเพียงพวกเราประหยัดสัก 10-20 เปอร์เซ็นต์ ของค่าไฟฟ้า เราเข้าใจทุกฝ่าย รัฐบาลพยายามทำดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ แต่ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ ยอมรับว่า ความไม่แน่นอน คือความเสี่ยง และประเมินความเสี่ยงไม่ได้ ความไม่แน่นอนคืออะไรก็ได้จะเป็นศูนย์ หรือจะเป็น 100 ก็ได้ แต่ความเสี่ยงเรายังประเมินได้ว่ามีลักษณะอย่างไรและอาจจะเกิดขึ้น 30-50 เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องเตรียมการทุกด้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะขึ้นค่าเอฟที แล้ว รัฐบาลต้องรับมืออย่างไร นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ตนก็ต้องดูแลกลุ่มคนเปราะบาง ตอนนี้ให้ กกพ. ไปคิดต่อว่าเมื่อขึ้นไปอย่างนี้ กลุ่มคนเปราะบาง คนที่เคยดูแลอยู่ ที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย ถ้าจะต้องดูแลต่อจะต้องใช้เงินอย่างไร มากกว่า 300-500 หน่วย จะดูแลอย่างไร ซึ่งอีกไม่นานคงทราบ เราจะรีบดำเนินการ เพราะราคาเอฟทีใหม่จะมีผลในเดือนกันยายน ซึ่งของต้องใช้งบฯกลางในการดูแลกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนให้น้อยที่สุด

เมื่อถามว่า ใช้เวลาถึงสิ้นปี 2565 เลยหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ก็ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะเป็นไปตามรอบของค่าไฟฟ้า ก็ประคับประคองกันไป เป็นสถานการณ์ที่ยากแต่เชื่อว่ารัฐบาลหนักใจทั้งนั้น แต่ขอให้ความมั่นใจว่า เรื่องเสถียรภาพวินัยการเงินการคลัง นายกรัฐมนตรีกำชับและให้ความสำคัญเป็นพิเศษทำอะไรให้อยู่ในกรอบ บางครั้งอาจทำให้พวกเราได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ก็ต้องพยายามเต็มที่ และรัฐบาลก็รับไปดูแลส่วนหนึ่งแล้ว เช่น ค่าเอฟที กฟผ. ก็ได้ดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนที่เพิ่มเติมมาจากค่าก๊าซที่สูงขึ้น ไม่ได้ผลักเป็นภาระในค่าเอฟที

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ขอให้เกิดความมั่นใจ และให้มีความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเรื่องความเข้มแข็งของเสถียรภาพ ในขณะเดียวกันก็ดูแลเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ภายใต้กรอบที่เราจะต้องรักษาไว้ ไม่ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินการคลัง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีคนมาแทนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอนนี้เก้าอี้ยังมีขาแข็งแรงอยู่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์หัวเราะและกล่าวว่า “ผมไม่ทราบ ผมก็นั่งเก้าอี้สี่ขา เรื่องนี้ไม่เป็นอะไร ทำหน้าที่ต่อไป เรื่องของการทำงานก็ยังต้องทำงาน เพราะปัญหาหน้างานก็เยอะอยู่แล้ว รวมทั้งปัญหาอนาคตที่จะต้องสร้างและดึงดูดนักลงทุน เพราะต้องทำคู่กัน ตอนนี้ปัญหาหน้างาน เช่น ราคาพลังงาน วิกฤตต่างๆ ก็ต้องแก้ไขกันไป ในขณะเดียวกันเรื่องที่จะเป็นโอกาสที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะเมื่อเกิดความขัดแย้งก็จะมีการย้ายฐาน ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีโอกาสสูงในการที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นประเทศที่น่าลงทุน ดังนั้นเราต้องทำงานเชิงรุก และในวันเดียวกันนี้ในที่ประชุมบีโอไอได้มีการอนุมัติรถยนต์ค่ายใหญ่ของจีนที่จะเข้ามา ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของจีนที่ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย ทั้งรถอีวี บีอีวี”

เมื่อถามว่า งานหนักงานยากเช่นนี้อยากได้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานมาช่วยงานหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า มีปลัดกระทรวงที่เข้มแข็งอยู่แล้ว ทีมงานดี มีผู้แทนการค้ามาช่วยเชิงรุก เป็นไปด้วยดี ขอให้เชื่อมั่น และให้ช่วยติดตาม

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า เราต้องทำงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ทั้งหน้างานและอนาคตด้วยไม่ได้หยุดนิ่งซึ่งก็เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่กำชับและเร่งรัดทุกฝ่าย อีกทั้งในช่วงการประชุมเอเปคก็จะมีนักธุรกิจเข้ามามาก เราก็จะต้องทำความรู้ความเข้าใจให้กับบุคคลเหล่านี้ให้เห็นถึงโอกาสและความน่าสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทย ขอให้เชื่อมั่นว่าประเทศไทยเรามีดีที่จะดึงดูดทุกคนเข้ามา เป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่

เมื่อถามว่าหากในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ ศาลตัดสินว่านายกรัฐมนตรีไม่สามารถไปต่อได้ในกรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ 8 ปี จะกระทบต่อแผนงานและนโยบายหรือไม่ นายสุพัฒพงษ์กล่าวว่า เรื่องกฎหมาย ตนไม่มีความรู้ ตนเพียงแค่ทำงานตามที่ได้กล่าวมาก็หมดเวลาไปทั้งวันแล้ว ไม่ได้เตรียมอะไรไว้ เพราะคิดว่าทุกอย่างเดินไปได้ตามปกติ เพราะงานทุกอย่างขับเคลื่อนโดยข้าราชการประจำและทีมงานที่มีอยู่จึงไม่น่าจะมีประเด็นอะไร ดังนั้นเรื่องนี้ต้องว่าไปตามกฏหมาย

เมื่อถามย้ำว่าในที่ประชุมบีโอไอในวันเดียวกันนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการสั่งเสียใดๆ หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์หัวเราะและกล่าวว่า อ๋อ ไม่ ทุกอย่างนายกรัฐมนตรียังทำงานปกติและ ติดตามให้ความสำคัญกับเรื่องที่จะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤต เรื่องที่ต้องประคับประคอง และต้องมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงในทุกด้านให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องฉกฉวยโอกาสที่จะดึงดูดให้เชื่อถือเชื่อมั่นประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่น่าลงทุน