คอลัมน์หน้า 3 : บทเรียน ล้ำค่า จาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จากกรณี น้ำท่วม
การดำรงอยู่ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในสถานะ “ผู้ว่าฯกทม.” กำลังเป็นการดำรงอยู่ที่เป็น “กรณีศึกษา” ในทางการเมือง
โดยเฉพาะ “วิธีวิทยา” ทาง “การบริหาร”
ด้านหนึ่ง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ทำงาน ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเอาแต่ไลฟ์ เอาแต่เต้น
แต่ด้านหนึ่ง มีคนสรุปว่านั่นแหละคือ ทำงาน ทำงาน ทำงาน
หากถามว่าในฐานะ “ผู้ว่าฯกทม.” นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สร้างผลสำเร็จอย่างไรในการทำงานนอกจากที่เห็นว่าเป็น “พีอาร์”
หรือว่านี่คือ การทำงานในแบบของ “ซีอีโอ”
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ดำรงอยู่ในแบบของ “นักบริหารจัดการ” แต่คนลงมือ “ทำ” อย่างแท้จริงคือ บรรดา “ผู้จัดการ” ในแต่ละระดับ
คำถามก็คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่มี “ผลงาน” จริงหรือ
หากไม่มี “ผลงาน” ทำไมกระบวนการของ 1 กทม. กับ 1 กรุงเทพธนาคม จึงได้คลี่คลายออกมา อย่างมีจังหวะก้าว
พลันที่มีการเปิดเผย “สัญญา”
จุดเริ่มจาก “สัญญา” นั้นเองส่งผลให้กรุงเทพมหานครมีพันธมิตรใน “แนวร่วม” ขึ้นอย่างกว้างขวาง
“ข้อเสนอ” มากมาย “ปรากฏ” ขึ้น
เป้าหมายเฉพาะหน้าก็คือ ทำอย่างไรให้เกิดการใช้ “หนี้” เพื่อที่จำนวนหนี้จะไม่สะสมกระทั่งกลายเป็น “ข้อผูกมัด”
เท่ากับเป็น “แม่เหล็ก” ดูดดึงความร่วมมือจาก “สังคม”
ถามต่อไปว่าแล้วกรณีอย่าง “ดนตรีในสวน” กรณีอย่าง “กรุงเทพกลางแปลง” สามารถถือว่าเป็นผลงานได้หรือไม่
ยิ่งการสัญจรไปในแต่ละพื้นที่ยิ่งสำคัญ
รูปธรรมอันจะกลายเป็น “กรณีศึกษา” ต่อไปก็คือ เหตุใดเมื่อประสบเข้ากับผลกระเทือนจาก “มู่หลาน” อย่างหนักด้วยสายฝนติดต่อกัน
นี่น่าจะเป็น “โทษ” กลับกลายเป็น “คุณ”
หากเป็นผู้ว่าฯคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น พล.ร.อ.เทียม มกรานนท์ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง
ล้วนถูก “กระหน่ำ” มาอย่าง “สาหัส”
ตรงกันข้าม เมื่อเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กลับมีแต่คนออกมาเอาใจช่วย แม้กระทั่งคนที่เจอกับสายน้ำเองยังออกมา “แก้ต่าง”
ถามว่าปัจจัยอะไรทำให้เกิด “สถานการณ์” เช่นนี้
นี่ย่อมมิได้ได้มาเพราะอานุภาพแห่ง “การพีอาร์” นี่ย่อมมิได้เป็นการใช้ “อามิส” มาเป็นอาวุธในการสร้างคะแนนและความนิยม
หากแต่มาจาก ทำงาน ทำงาน ทำงาน
ไม่ว่านักการเมืองจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่านักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่านักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย
สมควร “ศึกษา” ทำ “ความเข้าใจ”
การปรากฏขึ้นของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ทำไมจึงกลายเป็น “ปรากฏการณ์” และส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้ง กว้างขวาง
นี่คือผลสะเทือนจาก “แนวทางมวลชน” อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

