SCB CIO แนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐเน้นกลุ่ม High Quality จากสัญญาณเงินเฟ้อใกล้ผ่านจุดสูงสุด
ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO ) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อสหรัฐมีแนวโน้มทำจุดสูงสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ และชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยเป็นผลจากการลดลงของราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ปัญหาคอขวดห่วงโซ่อุปทานที่ดีขึ้น การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอลง จากฐานที่สูงในช่วงไตรมาส 4/2021 โดยอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูงนี้จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในปี 2022 แต่จะเป็นการขึ้นในอัตราที่ช้าลงและเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น โดยตั้งแต่ต้นปีเฟดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรวมแล้ว 225 basis points (bps) และคาดว่าจะขึ้นต่ออีก 100 bps ในอีก 3 การประชุมที่เหลือของปีนี้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสู่ระดับ 3.25-3.50% ณ สิ้นปี 2022
การดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวของเฟดนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐในหลายช่องทาง เช่น การแข็งค่าของเงินดอลลาร์เทียบสกุลคู่ค้าที่กดดันการส่งออกสุทธิของสหรัฐ การปรับตัวลดลงอย่างมากของตลาดการเงินสหรัฐที่กดดันความมั่งคั่ง (wealth effects) และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจดจำนอง (mortgage rates) ที่กดดันกิจกรรมภาคอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยยังคงอยู่ แต่ความรุนแรงอาจจะน้อยกว่าที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะอยู่ในภาวะถดถอยทางเทคนิค (technical recession) จาก GDP (QoQ Saar) ไตรมาสที่ 1 และ 2 ในปี 2022 ที่ติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน รวมถึงสัญญาณจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yield) สหรัฐ อายุ 10 ปี และ 2 ปี ที่ยังอยู่ในภาวะ inverted yield curve ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในระยะข้างหน้า แต่ตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่งและงบดุลของภาคครัวเรือนที่สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับที่ดี ภาคธุรกิจไม่ได้มีการก่อหนี้มากนัก และยังมีสภาพคล่องที่สูง SCB CIO ประเมินว่าโอกาสที่สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรงยังมีไม่สูงมากนัก
นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐในไตรมาส 2 สะท้อนความสามารถในการจัดการต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นได้ โดยผลประกอบการของ บจ.ในหุ้น S&P500 โดยเฉลี่ยออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ทั้งรายได้ อัตราการทำกำไร และกำไรสุทธิ ขณะที่เราคาดว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งหลังของปียังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น และถือว่าเหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมลงทุน โดย Forward P/E ของ S&P500 ปรับลดลงมาค่อนข้างมากจากช่วงต้นปี โดยขนาดการลดลงของ P/E ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยการลดลงของ P/E ในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจถดถอยในอดีต ดังนั้น ความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นสหรัฐจึงมีค่อนข้างจำกัด และ Valuation มีโอกาสที่จะทยอยฟื้นตัวขึ้นต่อ ตาม bond yield สหรัฐ อายุ 10 ปี ที่มีแนวโน้มพักฐานและทยอยลดลง หลังเฟดมีแนวโน้มทยอยปรับลดท่าทีในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดลง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน SCB CIO มีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐและแนะนำทยอยลงทุน โดยมีเหตุผลประกอบดังนี้ 1.คาดว่า Bond yield สหรัฐ อายุ 10 ปี มีแนวโน้มพักฐานในไตรมาส 3/2022 และเริ่มทยอยลดลงใน ไตรมาส 4/2022 จากการที่เฟดมีแนวโน้มลดท่าทีที่ hawkish ลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังเงินเฟ้อสหรัฐมีแนวโน้มทยอยลดลงต่อ ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่ม Quality growth และกลุ่ม Defensive growth เช่น Healthcare 2.Valuation ของ S&P500 อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น โดยตั้งแต่ต้นปี forward PE ของ S&P500 ลดลงราว 4.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยการลดลงของ PE ในช่วงที่เกิด recession ซึ่งอาจสะท้อนว่า PE ตลาดฯซึมซับบนความเสี่ยง recession ไประดับหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ ระดับ S&P500 PE เทรดอยู่เหนือค่าเฉลี่ยระยะยาวเพียงเล็กน้อย
3.ผลประกอบการของ บจ.ใน S&P500 ประจำไตรมาส 2/2022 ส่วนใหญ่ดีกว่าที่ตลาดคาด โดย 90% ของ บจ.ใน S&P500 ที่รายงานแล้ว จำนวน 75% มี Earnings surprise +4.1% และ +8.8%YoY ส่วนทางด้าน Sales 63% ของ บจ.ที่รายงานแล้ว มี Sales surprise +2.9% และมี Sales growth 14.8%YoY SCB CIO คาดว่า ผลประกอบการ บจ.ในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 4.Sentiment นักลงทุนที่ Bearish บนตลาดหุ้นสหรัฐมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา เริ่มกลับมาดีขึ้น สะท้อนจาก AAII Bull-Bear Spread ที่ฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สอดคล้องกับภาพรวมตลาดฯที่ฟื้นตัวขึ้น

