นักวิชาการปูดรัฐแอบลักไก่ ออกคำสั่ง กม.ฉุกเฉิน เปิดช่องใช้ทหารคุมม็อบ แม้ไร้ฐานอำนาจ ลั่นถึงเวลาเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ดร.พัชร์ นิยมศิลป อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนข้อความวิเคราะห์ ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่าอาจเป็นการลักไก่ เปิดช่องใช้ทหารคุมม็อบ โดยระบุว่า
วันที่ 1 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา มีการประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เรื่องห้ามชุมนุม ห้ามทำกิจกรรม การมั่วสุมที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดโควิด ฉบับที่ 15 ผลคือให้ ย้อนกลับไปใช้เกณฑ์ใน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่จะลงโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พูดง่ายๆ คือ ลักไก่เพิ่มโทษ ที่จะเอาผิดกับผู้ชุมนุมนั้นแหละ
ในวันเดียวกัน ผบ.สูงสุดในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงฯ ก็มีคำสั่งที่ 7/2565 เรื่อง การปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 13 มอบอำนาจให้ ผบ.ตร.สามารถประสานร้องขอการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทัพได้ (ดู ข้อ 4.)
ถึงจุดนี้ก็น่าสงสัยว่า จะให้ ผบ.ตร.ร้องขอการสนับสนุนอะไร เพราะถ้าจะให้ทหารเข้าระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบ (เช่น ปราบม็อบ) กรณีอย่างนี้ทำไม่ได้แน่ๆ เพราะอยู่นอกขอบอำนาจของมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถ้าจะใช้กลไกนี้ต้องไปออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แล้วนายกฯจึงจะมีอำนาจตามมาตรา 11 เรียกให้ทหารเข้ามาช่วย ตาม ม.11(10)
เรื่องนี้มีปัญหา 2 ประเด็นใหญ่ๆ
(1) ปัญหาความชอบด้านเงื่อนไข
เหตุที่จะประกาศ ม.11 ได้ กฎหมายกำหนดว่าต้องเป็น สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐฯ มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติโดยเร็ว ไม่ใช่เหตุสถานการณ์ฉุกเฉินเฉยๆ
(2) ปัญหาความชอบด้วยกฎหมายผู้ใช้อำนาจออกคำสั่ง แน่นอนว่าอำนาจตาม ม.11 ระบุชัดว่าเป็นอำนาจของนายกฯ โดยความเห็นชอบจาก ครม.ไม่ใช่อำนาจของ ผบ.ทหารสูงสุด การให้ทหารมาคุมม็อบจึงเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อบทบัญญัติ พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยชัดเจน
1.ออกประกาศโดยไม่มีฐานอำนาจ และ 2.ออกคำสั่งโดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีอำนาจ ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ ผมเห็นว่าอย่างไรก็ไม่ควรทำ เพราะทหารไม่ได้ถูกฝึกถูกอบรมมาแบบตำรวจ มิติในการมองปัญหา แก้ไขปัญหาและมีเป้าหมายในการใช้กำลังต่างกัน ตำรวจฝึกมาให้จับ ทหารฝึกมาให้ฆ่า เชิญทหารมาใช้กับพลเรือนเป็นการใช้คนไม่ถูกกับงาน ใช้อำนาจฉุกเฉินจนเคยตัว ลักไก่เพิ่มโทษยังไม่พอ นี่เล่นลักไก่เปิดช่องใช้ทหารคุมม็อบอีก ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้แล้ว!
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในเรื่องนี้ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ได้เคยอธิบายไว้ในเว็บไซต์ถึงคำสั่งดังกล่าวว่า ประกาศห้ามชุมนุมฉบับใหม่ ลักไก่เพิ่มโทษผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ โดยระบุว่า
1 สิงหาคม 2565 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุมที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ฉบับที่ 15 (ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ ฉบับที่ 15) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
-ห้ามไม่ให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค หรือฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือกลั่นแกล้งเพื่อแพร่โรค
-ห้ามชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุมและพื้นที่เฝ้าระวังสูง เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมที่ได้รับการยกเว้นตามข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 37 และ 47
-การชุมนุมหรือการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นท่ี่เฝ้าระวังให้ดำเนินการตามข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 46 และ 47
ทั้งนี้ ในประกาศยังระบุด้วยว่า ให้นำหลักเกณฑ์การจัดและการแจ้งการชุมนุม รวมทั้งหน้าที่ของผู้จัดและผู้ชุมนุมตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะมาใช้โดยอนุโลม
สำหรับประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ ฉบับที่ 15 เป็นผลสืบเนื่องมาจากการการออกข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 47 ที่กำหนดให้ “ทุกพื้นที่เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง” ซึ่งสอดคล้องกับคําสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ฉบับที่ 12/2565 ได้กำหนดให้ “ทุกพื้นที่เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง” มาก่อนหน้านี้แล้ว
นอกจากนี้ ในข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 47 ยังกำหนดให้การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นเสรีภาพของประชาชนที่ย่อมกระทําได้ โดยให้นําหลักเกณฑ์การจัดและการแจ้งการชุมนุม รวมทั้งหน้าที่ของผู้จัดและผู้ชุมนุมตามที่กําหนดในกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะมาใช้โดยอนุโลม กล่าวคือ การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธสามารถกระทำได้ แต่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 อาทิ ต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ต่อตำรวจในท้องที่ที่มีการชุมนุม เป็นต้น
อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า ในปี 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ให้นำ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาใช้โดยอนุโลมมาแล้ว ได้แก่ ข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 13 ที่สั่งให้การจัดกิจกรรมรวมกลุ่มหรือการใช้สิทธิของประชาชนเพื่อการชุมนุมใดๆ ย่อมกระทำได้ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ หรือให้นำ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กลับมาใช้เป็นกฎหมายหลัก แต่ทว่า ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้มีการเพิ่มโทษหรือให้นำโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาใช้กับการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่อย่างใด
ในขณะที่ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ ฉบับที่ 15 มีการกำหนดให้นำบทลงโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาใช้สำหรับการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ด้วย ทั้งที่ในการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มีอัตราโทษที่ต่ำกว่าบทลงโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อยู่หลายมาตรา ยกตัวอย่างเช่น
- การชุมนุมในพื้นที่ห้ามชุมนุมตามมาตรา 7 (รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล) มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตามมาตรา 10 หรือการไม่ยื่นผ่อนผันกำหนดเวลาแจ้งการชุมนุมตามมาตรา 12 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
- การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุมตามมาตรา 15(1) (2) หรือ (3) และหน้าที่ของผู้ชุมนุมตามมาตา 16(1) หรือ (2) มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ดังนั้น ตามประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ ฉบับที่ 15 จึงถือว่าเป็นการ ‘ลักไก่’ เพิ่มบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

