ไม่เคยมีครั้งใดที่จะมีการทบทวน “บทเรียน” ในทางประวัติศาสตร์ครั้งใดเกิดขึ้นอย่างคึกคักเท่ากับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่ว่าข่าวลือในเรื่องโอกาสที่จะได้ “ไปต่อ” ไม่ว่าข่าวลือในเรื่อง “ยุบสภา” หากหมดโอกาสในการ “ไปต่อ”
จึงไม่เพียงแต่จะมีการนำเอาความจัดเจนของการตัดสินใจในแบบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2531 มาเป็นอนุสติ หากมีกรณียุบสภาของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ปี 2539 มาเป็นบทเรียน
ถามว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เต็มใจหรือไม่ก่อนจะเปล่งคำว่า “ผมพอแล้ว” ออกมา ถามว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา สุขใจเพียงใดในการตัดสินใจยุบสภาแทนที่จะลาออก
เชื่อได้เลยว่าทุกวินาทีก่อนถึงวันที่ 24 สิงหาคม ทั้งหมดนี้ล้วนอวลอยู่ในความนึกคำนึงและครุ่นคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สภาพที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด นั่นก็คือ การก่อรูปในทางความคิดกระทั่งกลายเป็น “กระแส” ในสังคม
รุนแรง รุกเร้ายิ่งกว่ากรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
จุดต่างอย่างสำคัญระหว่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นจุดต่างจากรากฐานที่ดำรงอยู่ทางความคิดซึ่งไม่เหมือนกัน
ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอย่างแจ่มชัด
ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีเพียงการเคลื่อนไหวของ 99 ปัญญาชน นักวิชาการ แต่ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมากกว่านั้นและดำเนินไปด้วยความดุเดือด เข้มข้น
ไม่ว่าจะมองผ่าน 99 ปัญญาชนพลเมือง ไม่ว่าจะมองผ่าน 51 นักวิชาการผู้สอนนิติศาสตร์ใน 15 สถาบันชั้นสูง ไม่ว่าจะมองผ่านชมรมแพทย์ชนบทในขอบเขตทั่วประเทศ
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการส่งสัญญาณและเท่ากับเป็นเสียงระฆัง
กังวานเตือนตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ถึงแม้มิได้เป็นผู้ชำนาญการระดับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือ นายอานันท์ ปันยารชุน ก็พอคาดการณ์ได้ว่าอนาคต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จักเป็นเช่นใด
ไม่ว่าจะถูก “สกัด” ไม่ว่าจะ “ไปต่อ” ล้วนไม่ราบรื่นเรียบร้อย
ยิ่งกว่านั้น หากดึงดันจะ “ไปต่อ” ก็ยิ่งจะลากดึงเอาองค์ประกอบอื่นในทางการเมืองให้พลอยกระทบจากผลสะเทือนไปด้วย
ย่อมขึ้นอยู่กับสำนึก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นสำคัญ

