วิกฤตอันเนื่องแต่สภาวะผันผวนของ”ราคาข้าว”กำลังกลายเป็น”จุด เปลี่ยน”อย่างมีนัยสำคัญในทาง “การเมือง”
เป็นการเมืองเนื่องแต่ “รัฐประหาร”
ความมั่นใจต่อรัฐบาลอันมาจากกระบวนการ”รัฐประหาร”เริ่ม “คลอนแคลน”
เป็นเพียง “คลอนแคลน” แต่มิได้”หมดสิ้น”
ก็ดังที่ “สื่อ” ซึ่งเกาะติดและให้ความเชื่อมั่นต่อ 1 รัฐบาล และ 1 ต่อ คสช.มาอย่างต่อเนื่อง
รายงาน สรุปและตั้งข้อสังเกต
“กระแสความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยังมีอยู่สูงช่วยค้ำยันเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่อาจประมาท
“เพราะตราบใดที่ยังแก้ปัญหาเรื่องราคาตกต่ำไม่เป็นที่น่าพอใจคราวหน้าอาจไม่เป็นแบบนี้ก็ได้”
ตรงนี้เองที่สะท้อนสภาวะ “คลอนแคลน”
หากถามว่าสภาวะ”คลอนแคลน”อันเกิดขึ้นครั้งนี้มีเหตุปัจจัยมาจากอะไร
คำตอบ 1 มาจาก “ผลงาน”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานในการรับมือและแก้ปัญหาในทาง เศรษฐกิจ จากยุค ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มายังยุค นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
การเข้ามาของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นเหมือน”ความหวัง”
แต่แล้ว “จำนำยุ้งฉาง” ก็มิได้เป็น “เรื่องใหม่”
มาตรการนี้เคยใช้มาแล้วในยุค ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หากได้ผลทำไม “ราคาข้าว” จึงเสื่อมทรุดและตกต่ำ
ขณะเดียวกัน คำว่า”จำนำ”ยังเป็น”ฝันร้าย”
เป็นฝันร้ายให้นำไปเปรียบเทียบกับโครงการรับ”จำนำข้าว”ในยุคของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ตรงนี้เอง คือ “จุดเปลี่ยน” อย่างมีนัยสำคัญ
จุดเปลี่ยนในที่นี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนบังเกิดนัยประหวัดไปยังกรณี “จำนำข้าว”
หากแต่ยังนำไปสู่ “ประชานิยม”
เพราะสิ่งที่รัฐบาล “พยายาม” ป่าวร้องหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 คือ “โครงการ”ขนาดใหญ่ที่เคยถูกคัดค้านและต่อต้าน ไม่ว่าจะในเรื่อง “รถไฟความเร็วสูง”
ไม่ว่าจะในเรื่อง “การบริหารและจัดการน้ำ”
ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกคัดค้านและต่อต้านทั้งในรัฐสภาและในองค์กรอิสระ
ในยุคนี้เสียงค้ดค้าน เงียบกริบ
แต่ปัญหาอยู่ที่ เวลาจากเดือนพฤษภาคม 2557 ผ่านมา 2 ปีกว่าแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า
จึงเกิด”การเปรียบเทียบ” จึงเกิด”จุดปลี่ยน”ทางความคิด

