“ส.ส.ก้าวไกล” จี้รัฐแก้ปัญหาค่าไฟแพง เลิกเอื้อกลุ่มทุน ฉะ “บิ๊กตู่” วางนโยบายผิดพลาดจนต้องนำเข้าก๊าซ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม
ทั้งนี้ เวลา 15.18 น. ได้พิจารณา มาตรา 18 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงพลังงาน จำนวน 1,859,566,200 บาท โดยสมาชิกส่วนใหญ่อภิปายสาเหตุของราคาสินค้าพลังงานสูงขึ้น จนกระทบกับค่าครองชีพของประชาชน แต่ผู้ประกอบการด้านพลังงานร่ำรวยขึ้น รวมถึงแนะนำให้ปฏิรูป สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า โจทย์ของกระทรวงพลังงานคือการทำให้คนไทยใช้ไฟฟ้าและสินค้าพลังงานในราคาถูก โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สินค้าพลังงานสูงคือ การเลิกเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงาน นายกรัฐมนตรีอธิบายว่าค่าไฟแพงขึ้น เพราะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ทั้งที่เหตุผลที่ก๊าซธรรมชาติราคาแพง เพราะก๊าซในอ่าวไทยถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรม ไทยจึงต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศมาทดแทน ทั้งที่ ควรจะใช้ก๊าซจากอ่าวไทยก่อน รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่าทรัพยากรในประเทศควรจะนำมาใช้เพื่อคนในประเทศก่อน
ด้าน น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่นั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วางนโยบายที่ผิดพลาด และเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่ม จนคนไทยต้องเดือดร้อนจากราคาพลังงาน และค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อผิดพลาดด้านนโยบายการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ เพราะไม่ได้ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตของประชาชนโดยตรง นี่จึงเป็นหน้าที่หลักของนายกฯ ที่ต้องบริหารงานให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และยึดผลประโยชน์ของประเทศ ตนจึงเห็นควรให้ตัดงบของกระทรวงพลังงานลง 5%
จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 229 ไม่เห็นด้วย 41 ไม่ลงคะแนน2

