สถานีคิดเลขที่ 12 : DEMO EXPO
วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม มีสถานการณ์/หมายข่าวหนึ่ง ที่รอดพ้นจากสายตาของสำนักข่าวกระแสหลักหลายแห่งไปแบบงงๆ
คงเพราะนักข่าว-บรรณาธิการทั้งหลายไม่แน่ใจว่าควรจัดหมายนี้อยู่ในหมวดหมู่ข่าวบันเทิง (ซึ่งก็ดูบันเทิงไม่เต็มร้อย) หรือในหมวดหมู่ข่าวการเมือง (ก็คล้ายจะไม่ใช่การเมืองจ๋า) ดี
นั่นคือการจัดงาน “DEMO EXPO” ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
สื่อหลายสำนักมารู้ตัวอีกที ก็เมื่อเห็นภาพผู้คนเดินทางไปร่วมงานดังกล่าวกันอย่างล้นหลาม ปรากฏผ่านโซเชียลมีเดีย
แม้หากมองเผินๆ “DEMO EXPO” จะมีสถานภาพเป็นคล้ายๆ งานคอนเสิร์ตรวมศิลปินปกติ
ทว่านี่ก็เป็นงานแสดงดนตรี-กิจกรรมทางศิลปะ ที่แตกต่างจากงาน “CAT EXPO” “Big Mountain Music Festival” แม้กระทั่งดนตรีในสวน
ตรงที่กิจกรรมเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ ลานคนเมือง คือ เทศกาลดนตรีที่ใช้อุดมการณ์ทางการเมือง “นำ” เสียงเพลงอย่างชัดเจน ไม่ปิดบัง ไม่มีท่าทีครึ่งๆ กลางๆ
เพราะศิลปินที่ขึ้นโชว์และกลุ่มประชาสังคมเครือข่ายที่มาออกบูธ ต่างมีจุดยืนสนับสนุนขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลังทศวรรษ 2560 โดยเด่นชัด
แน่นอนว่าแฟนเพลงส่วนใหญ่ที่มาร่วมชมงานกันอย่างแน่นขนัดคึกคัก (กระทั่งบางคนเปรียบเทียบว่า “DEMO EXPO” กำลังแปรเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นย่านชิบุยะ) ก็ย่อมมีอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน
พิจารณาในทางการเมือง ต้องยอมรับว่า “DEMO EXPO” นั้นคือมรดกแห่งการต่อต้าน-ต่อสู้-ต่อรอง ที่ตกทอดมาจากความเคลื่อนไหวของ “ม็อบสามนิ้ว-ม็อบคนรุ่นใหม่” เมื่อไม่กี่ปีก่อน อย่างไม่ต้องสงสัย
เพียงแต่มีการปรับโจทย์-เปลี่ยนกลยุทธ์ โดยผสมผสานข้อเรียกร้องทางการเมืองเข้ากับกิจกรรมบันเทิง-วัฒนธรรม มิใช่การก่อม็อบแบบเปิดหน้าท้าชนอำนาจเต็มตัว
การรวบรวมกำลังคนได้เยอะในระดับเมื่อวันเสาร์ บ่งบอกว่าศักยภาพในการระดมพลของนักกิจกรรมรุ่นใหม่ยังมีสูงมาก ถ้ากิจกรรมนั้นอยู่ถูกที่ ถูกเวลา มีบริบทเหมาะเจาะรองรับ
(ช่วงหลัง การยืนระยะทำม็อบการเมืองตรงๆ ยาวๆ อาจส่งผลให้แกนนำ-ผู้ชุมนุมเหนื่อยล้าเกินไป และมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงเกินไป)
หรือคงไม่ผิดนัก หากจะพูดว่างาน “DEMO EXPO” ก็มีความต่อเนื่องบางประการ จากกิจกรรม “ดนตรีในสวนยุคชัชชาติ”
โดยถ้ากิจกรรมที่เกิดขึ้นก่อน ถือเป็นการระดมผู้คนออกมาสร้างพลังบวก ออกมาร่วมเปิดเมืองหลังยุคโควิด ออกมากระตุ้นความคิด-เศรษฐกิจสร้างสรรค์
งานที่เกิดตามหลังก็เป็นการส่งสารใหม่ๆ ไปยังสังคมว่า นอกจากเราจะจัดอีเวนต์ทางวัฒนธรรมเพื่อปลุกพลังบวกแล้ว เรายังสามารถ “ส่งเสียงความโกรธ-ความไม่พอใจ-ความอึดอัด” ของตนเอง ผ่านทางเสียงเพลง-ศิลปะได้ด้วย
ปรากฏการณ์ทำนองนี้คงจะทวีความชัดเจนและแพร่หลายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้านายกรัฐมนตรี (อันเป็นตัวแทนของระบบอำนาจที่ไม่พึงปรารถนาในหมู่คนรุ่นใหม่และคนอื่นๆ อีกมากมายหลากหลายกลุ่ม) ยังได้ดำรงตำแหน่งต่อไปหลังเดือนสิงหาคม 2565
ปราปต์ บุนปาน

