“จิราพร” เตรียม ส่งหนังสือเตือน “ประยุทธ์-ครม.” มีพฤติกรรมกรุยทางเอื้อคิงส์เกต หวั่น เงินเข้าคลังแผ่นดินสูญนับหมื่นล้าน ซัด หาก “บิ๊กตู่” มีสามัญสำนึกรับผิดชอบมากพอ ก็ไม่ควรอยู่รอถึงวันที่ศาล รธน.วินิจฉัยการดำรงตำแหน่งว่าครบ 8 ปี ควรลาออกนานแล้ว
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย แถลงกรณีความคืบหน้าคดีเหมืองทองอัคราต่อความรับผิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะว่า ในวันนี้จะส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์และ ครม. เพื่อบอกกล่าวถึงผลของการไม่ระงับยับยั้งความเสียหายจากการใช้มาตรา 44 ปิดกิจการเหมืองแร่ทองคำ เพื่อให้ใช้โอกาสในการประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ (23 สิงหาคม) ซึ่งอาจเป็นนัดสุดท้ายในการระงับยับยั้งความเสียหายจากคดีเหมืองทองอัครา ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยหนังสือฉบับนี้จะเป็นผลโดยตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ หากรับหนังสือแล้วยังกระทำความผิด ละเลย เพิกเฉย ครม.ก็จะมีส่วนในความรับผิดตามมาตรา 158 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและจะเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นที่องค์กรอิสระจะนำไปพิจารณาเมื่อมีการฟ้องร้องต่อไป
น.ส.จิราพรกล่าวด้วยว่า การปิดเหมืองแร่ทองคำ โดยลุแก่อำนาจทำให้หลายคนตกงานกว่า 5 ปี ภาพลักษณ์ประเทศเสียหายต้องนำเงินภาษีแผ่นดินกว่า 731 ล้านบาทไปต่อสู้คดี เมื่อรัฐบาลไทยทราบว่าสุ่มเสี่ยงที่จะแพ้คดีจึงเริ่มมีการเจรจาประนีประนอมยอมความ มีข้อเสนอของคิงส์เกตทั้งหมด 11 ข้อ ซึ่งมีบางข้อที่ไทยได้ดำเนินการให้กับคิงส์เกตเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1.ไทยอนุมัติประทานบัตรเหมืองแร่ 4 แปลงในวันที่ 19 มกราคม 2565 เพื่อเปิดทางให้บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กลับมาเปิดเหมืองแร่ชาตรีที่ยุติการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2560 ได้ 2.ไทยอนุมัติอาชญาบัตรสำรวจแร่ทองคำจำนวน 44 แปลง เนื้อที่ทั้งหมด 397,226 ไร่ให้บริษัทคิงส์เกต ที่เคยขอไว้ตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยได้รับการอนุมัติ แต่เมื่อมีคดีกับบริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดกลับอนุมัติทันที และยังเหลืออีกราว 600,000 ไร่ ที่รอการอนุมัติเพิ่มเติม

น.ส.จิราพรกล่าวต่อว่า 3.ล่าสุด ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 ให้ความเห็นชอบเรื่องนโยบายด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่องระยะแรก โดยสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ด้วยการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการเข้าข่ายเตรียมการเปิดทางให้กับบริษัทอัคราฯ สามารถขอรับการสนับสนุนจาก BOI และการลดหย่อนภาษีได้ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ
ข้อที่ 4 หรือไม่โดยข้อเรียกร้องของบริษัทคิงส์เกตฯ คือ ขอสิทธิส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่หมดสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีเท่ากับมูลค่าการลงทุนในปี 2563 ไปแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เคยให้ความเห็นว่าการขอขยายระยะเวลาการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมระยะเวลาที่ถูกระงับการประกอบกิจการไม่สามารถดำเนินการได้ อีกทั้งกิจการเหมืองแร่ทองคำไม่ได้อยู่ในรายการส่งเสริมการลงทุนในกรณีขอยื่นสิทธิส่งเสริมการลงทุนใหม่
น.ส.จิราพรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ครม.ยังจะมีมติให้กิจการเหมืองแร่ที่ไม่ได้อยู่ในรายการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI กลับมารับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ได้ ซึ่งย้อนแย้งกับประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แร่ ปี 2560 ที่กำหนดให้ต้องจัดทำกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ โดยกำหนดวิธีการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาแหล่งแร่ทองคำไว้ว่าไม่มีการให้สิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมการลงทุนให้กับโครงการทำเหมืองแร่ทองคำด้านภาษีต่างๆ แต่ ครม.กลับกระทำการขัดกับประกาศกระทรวงเสียเอง แม้การส่งเสริมการลงทุนจะเปิดทางให้เหมืองแร่หลายชนิดขอรับสิทธิประโยชน์ได้ แต่กิจการทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทยในขณะนี้เหลือเพียงแห่งเดียวที่ยังประกอบกิจการอยู่ คือ บริษัทอัคราฯ เท่ากับว่าการที่ ครม.มีมติเช่นนี้ เป็นการกรุยทางเอื้อประโยชน์ให้กับอัคราฯ ผูกขาดการทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทยหรือไม่ หากกระทำการสำเร็จอาจทำให้ไทยสูญเสียเงินภาษีซึ่งเป็นรายได้แผ่นดินนับหมื่นล้านบาท

น.ส.จิราพรกล่าวด้วยว่า การที่ไทยมีการเจรจาให้สิทธิต่างๆ และผลประโยชน์ของประเทศที่เกินกว่าข้อพิพาทแก่บริษัทคิงส์เกตฯ ไปเพื่อนำไปสู่การถอนฟ้อง เป็นการปัดความรับผิดชอบมาไว้ที่แผ่นดินให้รับผิดแทน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ยอมรับแล้วว่าการใช้มาตรา 44 เป็นคำสั่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงจนทำให้ประเทศไทยต้องก้มหน้าก้มตาคืนสิทธิเดิม เพิ่มเติมด้วยสิทธิประโยชน์ใหม่มากมาย
น.ส.จิราพรกล่าวต่อว่า ส่วนประเทศไทยคนที่วิน ตนคิดว่าน่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่กำลังเอาทรัพย์สมบัติของประเทศ เอาสิทธิประโยชน์ต่างๆ ประเคนให้กับเอกชนเพื่อตัวเองจะได้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าเพื่อชดใช้แต่ผลักภาระให้กับประชาชนแบกรับแทน ฉะนั้น ขอให้ประชาชนช่วยกันจับตาดูข้อเสนอของบริษัทคิงส์เกตที่เหลือ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่ขอให้ไทยแก้ไขปัญหาทางกฎหมายในท้องถิ่นที่ค้างอยู่ทั้งหมด คือการยุติคดีของบริษัทคิงส์เกตฯ ที่อยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองปราบปราม ซึ่งหากไทยยอมทำตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตข้อนี้เท่ากับเป็นการทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างย่อยยับ และจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้นเพื่อหยุดยั้งความเสียหายต่อประเทศที่จะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นแล้วจากการใช้มาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ และไม่เร่งรีบระงับยับยั้งความเสียหายตามคำแนะนำของสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) และอาจจะมีความเสียหายต่อประเทศเกิดขึ้นเพิ่มอีกในอนาคตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จากการพยายามเจรจาข้อตกลงต่างๆ ที่ถือว่าเกินกว่าข้อพิพาท
“หาก พล.อ.ประยุทธ์ มีสามัญสำนึกรับผิดชอบมากพอ ก็ไม่ควรอยู่รอจนถึงวันที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งว่าครบ 8 ปีหรือไม่ ถ้ายังพอมีสามัญสำนึกอยู่บ้างก็ควรจะแสดงความรับผิดชอบออกไปตั้งนานแล้ว ไม่ต้องรอทำความเสียหายให้กับประเทศนานขนาดนี้ แต่ถ้าดันทุรังจะอยู่ต่อจนถึงวันที่ลงจากอำนาจ พรรคเพื่อไทยจะเสนอตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบเรื่องเหมืองทองอัคราอย่างเข้มข้นและถึงที่สุดเพื่อหาคนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ได้” น.ส.จิราพรกล่าว


