หน้าแรก การเมือง ยิ่งชีพ ติง ‘...

ยิ่งชีพ ติง ‘เอ็นจีโอ’ บทบาทน้อยในประเด็นแหลมคม ‘กป.อพช.’ จี้ 3 ข้อ ขอสปิริต ‘บิ๊กตู่ลาออก’

22.08.22 | 17:28 น.

‘เอ็นจีโอ’ บทบาทน้อย ในประเด็นแหลมคม ‘กป.อพช.’ เดินหน้า จี้ 3 ข้อ ขอสปิริต บิ๊กตู่ลาออก-ปล่อย ผตห.การเมือง

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 16.00 น. ที่อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) แถลงท่าทีต่อกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี และการขับเคลื่อนทางสังคม การสนับสนุนขบวนการของประชาชน

นายสมบูรณ์ คำแหง ประธาน กป.อพช. กล่าวว่า จากที่เราได้มีการจัดสมัชชากันเมื่อวันที่ 3-5 สิงหาคม ที่ จ.นครนายก ในที่ประชุมได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการทำงานของคณะกรรมการชุดใหม่ โดยจะมีประเด็นสำคัญทั้งหมด 4 เรื่อง คือ

1.เราจะต้องสร้างการสนับสนุนการขับเคลื่อนของขบวน กป.อพช. และขบวนภาคประชาชนในหลายภูมิภาค เพื่อให้มีการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งในเชิงพื้นที่และในเชิงประเด็น ซึ่งมีอยู่หลายกรณี รวมถึงเรื่องของการแก้ไขกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการละเมิดและคุ้มครองสิทธิชุมชน และการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทุกภูมิภาค

2.เราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผ่านการรณรงค์และการขับเคลื่อนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อให้มีประชาธิปไตยมากขึ้นในสังคมไทย

3.เราต้องการสนับสนุนให้มีการเสริมสร้างขบวนคนรุ่นใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่และสร้างการเชื่อมโยง ร่วมกับขบวนภาคประชาชนในทุกภูมิภาคที่อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

Advertisement

4.เราเห็นความสำคัญในเรื่องของการเชื่อมโยงกลไก หรือองค์กรที่ขับเคลื่อนระหว่างประเทศ เพื่อประสานความร่วมมือในเรื่องของการปกป้องประชาธิปไตย และสิทธิชุมชนของประเทศสากล แม้กระทั่งในอาเซียน

นายสมบูรณ์กล่าวต่อว่า ทั้ง 4 เรื่องก็จะเป็นภารกิจหลักของพวกเราในช่วง 2 ปีที่เราดำรงตำแหน่งในการเป็นคณะกรรมการ และตั้งใจกันว่าจะสร้างการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม ที่มีความชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันมีภารกิจเร่งด่วนที่เราคิดว่าจะต้องแสดงท่าทีในการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนขึ้น

“ในยุคที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เราเห็นได้ชัดเจนว่า รัฐบาลนี้เป็นการสร้างระบบราชการรวมศูนย์ที่เต็มไปด้วยนักการเมืองที่ฉ้อฉล และสมคบคิดกับกลุ่มทุน และนโยบายเกี่ยวกับเรื่องดิน น้ำ ป่า ทะเล นโยบายเหล่านี้สะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจนมากในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายทวงคืนผืนป่า การคุกคามสิทธิมนุษยชนและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ การสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมทั้งที่ อ.จะนะ จ.สงขลาและพื้นที่อื่นๆ รวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการใช้กฎหมายในการขยายขอบข่ายอำนาจค่อนข้างชัดเจน การหาประโยชน์ด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าไฟที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งเหล่านี้คือความทุกข์ยากของประชาชนที่เกิดขึ้นเพียงเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจของรัฐบาลชุดนี้” นายสมบูรณ์ระบุ

นายสมบูรณ์กล่าวต่อว่า ในนามของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน มีข้อเรียกร้องเบื้องต้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้

1.วันนี้อายุ 8 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ที่เต็มไปด้วยความแปดเปื้อน นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่นายกฯ ต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อเป็นการแสดงสปิริตทางการเมือง และเป็นการเคารพกฎหมายและหลักนิติรัฐ

2.ในระหว่างนี้ต้องมีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบขึ้น โดยเฉพาะการยกเลิกอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ในการเลือกนายกฯ นี่คือสิ่งที่จะนำไปสู่การสืบทอดอำนาจของกลุ่มอำนาจเดิม

3.ขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะต้องนำไปสู่การยกเลิกการดำเนินคดีด้วย และการปล่อยตัวเป็นสิ่งแรกที่รัฐบาลสามารถทำได้ เพื่อสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ดีขึ้น

นายสมบูรณ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการต่อไป เรามีการเคลื่อนไหวแน่นอนร่วมกับกลุ่มองค์กรที่เห็นด้วยกับทิศทางที่เราได้ประกาศไว้

จากนั้น นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในความขัดแย้งทางการเมืองมีประเด็นแหลมคมพุ่งสูงมากขึ้น แต่บทบาทของ NGO ยังไม่ได้มากนัก และยังไม่ได้เป็นผู้นำแต่มีบทบาทร่วมในหลายๆ กิจกรรม เราคิดว่าหลังจากนี้ ในนามของ กป.อพช.ก็อยากจะเห็นบทบาทของ NGO มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวและเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างมากขึ้น เราอยากจะเชิญพี่น้อง NGO ทั้งหลายมาร่วมมือ ทาง กป.อพช.ก็พยายามที่จะเป็นตัวกลางทำให้บทบาทของ NGO กลับมาชัดเจนมากขึ้นในสังคมไทย

“ส่วนเป้าหมายของเราในระยะไกล เราต้องการเห็นสังคมใหม่ ต้องมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย โดยขั้นตอนและกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย แต่เป้าหมายระยะสั้นเราก็ทราบว่า ตอนนี้มีข้อเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3-4 เรื่องอยู่ในสภา และจ่อคิวที่จะได้พิจารณาเร็วๆ นี้

เรื่องที่สำคัญเลยคือ เรื่องอำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ ตามมาตรา 272 ซึ่งประชาชนเข้าชื่อกันเพื่อให้ยกเลิกมาตรา 272 นี่เป็นเรื่องที่เราเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญ และหวังว่า ส.ว.ที่มีอำนาจอยู่ตอนนี้ จะไม่ขัดขวางการแก้เรื่องนี้ เพื่อพิทักษ์อำนาจของตัวเอง ถ้าหากว่าเรื่องนี้ ส.ว.ยังขัดขวางไม่ให้แก้ไข การเลือกตั้งครั้งหน้าก็คงไม่มีความหมายอะไรมาก แต่ถ้าหากว่า ส.ว.ยอมปล่อยอำนาจนี้ ก็มีโอกาสที่ประเทศจะกลับสู่ประชาธิปไตยได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า” นายยิ่งชีพกล่าว