เสียงจากภาคธุรกิจ แรงสะเทือน 8 ปี
หมายเหตุ – มุมมองภาคเอกชนต่อสัญญาณทางการเมือง ความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมในประเด็นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างไร

หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ
เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กรณีที่เริ่มมีกลุ่มประชาชนเคลื่อนไหวนอกรัฐสภา เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังอยู่ครบกำหนด 8 ปี ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ สำหรับเรื่องนี้ภาคเอกชนหลายคนมองว่า หลังจากที่มีการยื่นเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มีแนวโน้มที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้ไปต่อ แต่การได้ไปต่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวของม็อบเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความนิยมของรัฐบาลที่ตกต่ำต่อเนื่อง แต่ม็อบครั้งนี้มองว่าไม่ค่อยมีพลังมากนัก เนื่องจากตามไทม์ไลน์แล้ว รัฐบาลชุดนี้มีอายุไม่น่าจะเกินเดือนมีนาคม 2566 ดังนั้น กลุ่มการเมืองต่างๆ อาจจะไม่ได้ลงไปร่วมกับม็อบอย่างเต็มตัว เพราะจะต้องวางแผนฟอร์มทีมเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ที่ใกล้จะมาถึงแล้ว กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามส่วนใหญ่พอรับได้ ขณะเดียวกันในส่วนของภาคเอกชนนั้น รู้สึกกังวลใจ กรณีที่ผลการประชุมเอเปคที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 หากมีการเจรจาข้อตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจต่างๆ นายกฯของประเทศนั้นๆ จะมีอำนาจเต็มในการเซ็นลงนามความร่วมมือด้วยตัวเอง แต่ผู้เซ็นเป็นแค่รักษาการนายกฯ จะทำได้อย่างไร ถ้าไม่มีอำนาจเต็มในการเซ็นลงนามข้อตกลง ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสอย่างมาก เพราะขณะนี้เศรษฐกิจของไทยโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอยู่แล้ว
ถึงแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้อยู่ต่อ อาจจะถูกต้องตามตัวหนังสือในกฎหมาย แต่ความคิดเห็นของประชาชนที่มาร่วมม็อบ คงจะไม่พอใจอยู่ดี ผมมองว่าท้ายที่สุดแล้วต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่นอน เพราะทุกวันนี้ประชาชนระดับรากหญ้าเดือดร้อนกันจริงๆ ทำให้ตัวเลขที่มีคนทำการโหวตออกมา ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกไปอย่างถล่มทลาย แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะอ้างเรื่องของความมั่นคงของชาติ และแก้ปัญหาความขัดแย้งเป็นหลัก แต่ทุกวันนี้ผ่านมา 8 ปีแล้ว พบว่ารัฐบาลเน้นแต่เรื่องความมั่นคงของรัฐบาล พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้รัฐบาลมั่นคง อยู่ต่อได้ยาวๆ โดยไม่สนใจเรื่องแก้ไขปัญหาความความขัดแย้งในสังคม แทนที่รัฐบาลจะเข้ามาเป็นคนกลางเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยให้ความขัดแย้งในสังคมลดลง แต่วันนี้กลายเป็นว่ารัฐบาลเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง ตอนนี้รัฐบาลต้องโฟกัสมาที่เรื่องของเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ขณะที่ประเทศไทยยังย่ำอยู่กับที่ นักลงทุนต่างประเทศจึงไม่ค่อยเชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาลนัก และพากันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเสียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม มีค่าแรงที่ต่ำกว่าไทย กำลังแรงงานคนวัยรุ่นหนุ่ม-สาว มากกว่าไทย ตอนนี้ตัวเลขการลงทุนในประเทศเวียดนามเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น อยากฝากถึงรัฐบาลชุดหน้าว่าควรจะเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม อะไรที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ หรือข้อกฎหมายใดๆ ที่ไม่เป็นธรรม ควรได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รัฐบาลจะต้องเป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เป็นรัฐบาลเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง วางตัวเป็นกลาง จึงจะทำให้ความขัดแย้งลดลงได้

พัลลภ แซ่จิว
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่
ขณะนี้ยังไม่มีอะไร หรือส่งผลกระทบ แม้จะเริ่มมีการขยับออกมาประท้วงของกลุ่มต่างๆ ขอเพียงไม่ออกไปประท้วงหรือลงถนนจำนวนมาก จนกระทั่งมีข่าวออกไปยังต่างประเทศเรื่อยๆ อาจจะต้องมาประเมินกันอีกครั้ง ผมหวังว่าจะไม่มีความรุนแรง และยังไม่น่าจะมีประเด็นอะไรที่ทำให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปไม่ได้ เพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา เป็นเรื่องของการเมืองภายในประเทศ และขอให้การแสดงออกไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่งเป็นไปอย่างสันติ จะดีกับประเทศมากกว่า เนื่องจากระหว่างนี้เริ่มมีการเดินทางเข้ามาของเจ้าหน้าที่ระดับสูง คณะทูตจากหลากหลายประเทศที่จะมาร่วมในการเตรียมการและจัดประชุมเอเปคในประเทศไทย ผมจึงห่วงเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศเรามากที่สุด ในแง่ของการรอฟังคำพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ คงตอบไม่ได้เพราะอยู่ที่ดุลพินิจของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง การเมือง และผู้บริหารประเทศ จะตัดสินใจอย่างไร เราไม่อาจก้าวล่วง ในมุมมองของภาคเอกชนขอเพียงไม่มีความรุนแรง ไม่กระทบต่อชาวต่างชาติก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

ณัฐพล คำถาเครือ
ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย)
ไม่ว่านายกฯ จะอยู่ในตำแหน่งต่อหรือไม่ได้อยู่ต่อ มองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่คาดการณ์ว่าจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากไม่มีความรุนแรง หรือเกิดการรัฐประหารขึ้น มองว่านักลงทุนต่างชาติอาจทำเพียงการแตะเบรก หรือชะลอในการเข้ามาลงทุนตลาดทุนไทยเท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นมากนัก เพราะภาพรวมเศรษฐกิจยังสามารถเดินต่อไปได้ เว้นแต่เกิดภาพความรุนแรง มีการยึดอำนาจเกิดขึ้นเหมือนเมียนมา อันนี้จะส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ถอยแน่นอน
หากประเมินภาพจากต่างประเทศ อาทิ นายกฯอิตาลี หรือนายกฯอังกฤษลาออก เห็นการปรับตัวลงของดัชนีหุ้นเพียง 1-2 วันเท่านั้น ใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และดัชนีไต่ขึ้นที่ระดับเดิมได้ โดยหากพิจารณาจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไทยในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ 3 คน ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา แม้ส่วนใหญ่จะถูกยุบสภาด้วยความรุนแรง แต่หากไม่มีความรุนแรงอย่างรอบของนายอภิสิทธิ์ พบว่าดัชนีหุ้นไทยไม่ได้ปรับลดลง ตอบรับปัจจัยดังกล่าวด้วยซ้ำ ความจริงแล้วไม่ใช่ว่านักลงทุนต่างชาติจะไม่รับรู้เรื่อง 8 ปีนายกฯ เพราะรู้กันมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว แม้ขึ้นอยู่กับการตีความของศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม โดยปัจจัยนี้อาจทำให้เห็นการชะลอเข้ามาของฟันด์โฟลว์บ้าง แต่ไม่ได้ทำให้ฟันด์โฟลว์หนีไปจากประเทศไทยแน่นอน เพราะเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ผ่านภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวและเติบโตด้วยตัวเอง แม้รัฐบาลจะไม่ได้ยื่นมือเข้าไปสนับสนุนมากนัก แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ทิศทางฟันด์โฟลว์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังไหลเข้าต่อเนื่อง เพราะเห็นการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา
ปัจจัยสนับสนุนที่นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักคือ การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้ดี เนื่องจากช่วงเดียวกันของปี 2564 ฐานต่ำ เพราะเจอการระบาดโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า และการปรับประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งปีอยู่ที่ 9.5 ล้านคน แต่การเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มากขึ้น จะทำให้ความต้องการแลกเงินบาทเพิ่มขึ้น ช่วยผลักดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร
นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)
จากกรณีนายกฯ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งภายในวันที่ 24 สิงหาคมนี้หรือไม่นั้น มองว่าการเมืองไม่เป็นปัญหา โดยเฉพาะการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากมีปัจจัยอื่นที่เป็นปัญหาและสร้างความกังวลหลักๆ มากกว่า ได้แก่ การระบาดโควิดที่ยังไม่สิ้นสุด และการกลายพันธุ์ของเชื้อใหม่ รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวัน-สหรัฐ ซึ่งปัจจัยนี้น่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะหากมีความรุนแรงมากขึ้น จะส่งผลกระทบกับการเดินทางท่องเที่ยวแน่นอน
การเมืองไทยตอนนี้เป็นเพราะถูกรุมเร้าจากการระบาดโควิดกว่า 2 ปีจนถึงปัจจุบัน ทำให้นักท่องเที่ยวมองข้ามปัจจัยนี้ไป ส่วนผู้ประกอบการภาคเอกชน ในตอนนี้ที่สถานการณ์ยังปกติ ไม่ได้มีความรุนแรงอะไรออกมา ความกังวลของภาคธุรกิจท่องเที่ยวจึงยังไม่ได้มีมากนัก เพราะความจริงคือ การที่นายกฯ จะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อนั้น ไม่ได้มีผลกับธุรกิจมากนัก เนื่องจากการขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้ายังเกิดขึ้นตามปกติ และตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ในกรณีที่มีการเปลี่ยนผ่านจริงๆ แม้ความจริงมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ตามนั้น สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการแน่นอนว่า ผู้บริหารประเทศที่จะเข้ามาต่อจากนี้ ขอให้เป็นมืออาชีพจริงๆ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ เพราะในทุกองค์กรก็ต้องการคนเก่งเข้ามาบริหารจัดการไม่แตกต่างกัน
ภาพรวมการท่องเที่ยวเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านไทย อาทิ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย ที่เห็นตัวเลขทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ในตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของตลาดชาวยุโรป แต่เห็นมีเข้ามาแบบประปราย บวกกับมีตลาดตะวันออกกลางเข้ามามากขึ้นด้วย ซึ่งคาดหวังว่าไตรมาสสุดท้ายปี 2565 (ตุลาคม-ธันวาคม) จะเห็นตลาดยุโรปเข้ามาเที่ยวไทยคึกคักมากกว่าเดิม
การขยายวันพำนักในประเทศไทย ให้วีซ่าต่างชาตินั้น ถือเป็นปัจจัยสนันบสนุนเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่จิตวิทยา ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถอยู่เที่ยวในไทยได้มากขึ้น ไม่ต้องต่อวีซ่าเพิ่มเติม อาจดึงดูดให้ต่างชาติอยู่เที่ยวและใช้จ่ายได้มากขึ้น เพราะตอนนี้ประเมินแล้วพบว่าศักยภาพการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นกลับมาเทียบเท่าปกติแล้ว เทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด เมื่อปี 2562
ดังนั้น 3 เดือนสุดท้ายของปี ประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาที่ 1.5 ล้านคนต่อเดือน ถือเป็นตัวเลขที่ประเมินได้ยากว่าจะเห็นหรือไม่ เพราะสถานการณ์ปัจจัยแวดล้อมยังไม่แน่นอน บวกกับหลายประเทศมีการเปิดรับต่างชาติ และแข่งขันในภาคการท่องเที่ยวสูงมากแล้ว ถือเป็นตัวเลขที่ต้องลุ้นค่อนข้างมาก แต่หากรวมกับตัวเลขต่างชาติที่เข้ามาทางชายแดน ก็อาจได้ตามตัวเลขที่ประมาณการไว้ได้

